โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทีมผู้เชี่ยวชาญที่เปลี่ยนความซับซ้อนของระบบให้กลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ FUJIFILM Business Innovation ที่แท้จริง

TODAY

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TODAY

ทีมผู้เชี่ยวชาญที่เปลี่ยนความซับซ้อนของระบบให้กลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์FUJIFILM Business Innovation ที่แท้จริง

[ส่วนที่หนึ่ง]

[พลิกโฉมรากฐานเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานองค์กร]

ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน องค์กรต่างๆ กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านเทคโนโลยีหลากหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนบุคลากรด้าน IT ข้อกำหนดด้าน ESG ที่เข้มงวดมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาอย่างรวดเร็วของ AI ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อจำกัดเชิงปฏิบัติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตามมา ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นจากจุดใด ความยากในการประเมินผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) และความซับซ้อนในการประสานงานกับผู้ให้บริการหลายราย ส่งผลให้หลายองค์กรยังคงประสบปัญหาในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT และเสริมความแข็งแกร่งด้านความปลอดภัย

มีบริษัทหนึ่งที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้แก้ไขปัญหาเชิงรุกในบริบทนี้ ด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรมที่มีขนาดองค์กรแตกต่างกัน โดยมุ่งเน้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) บริษัทดังกล่าวได้วางตำแหน่งตนเองให้อยู่แถวหน้าของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (DX) ได้สำเร็จ ในบทความนี้ เราจะพาไปทำความรู้จักกับบริษัทแห่งนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งสำรวจปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ DX ธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตในอนาคต

[พันธมิตร DX แบบครบวงจร]

บริษัทนั้นคือ FUJIFILM Business Innovation ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงผู้จำหน่ายหรือผู้รวมระบบเท่านั้น แต่เป็นพันธมิตรด้าน DX แบบครบวงจร (One-Stop DX Partner) อย่างแท้จริง

คุณคิกูจิ ผู้ดูแลธุรกิจต่างประเทศของบริษัท อธิบายว่า “เพื่อให้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลได้อย่างยั่งยืนและครอบคลุม เราจำเป็นต้องปรับแนวคิดแบบดั้งเดิมเสียใหม่” เขากล่าวต่อว่า “ในปัจจุบัน องค์กรต้องเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลายอย่างมาก เนื่องจากระดับความพร้อมด้าน DX รูปแบบความร่วมมือทางธุรกิจ และความรู้ความเข้าใจของพนักงาน ล้วนแตกต่างกันไปในแต่ละองค์กร ดังนั้น โซลูชันที่เป็นไปได้ รวมถึงรูปแบบการผสานโซลูชันต่างๆ จึงแทบไม่มีขีดจำกัด”

คุณคิกูจิกล่าวเสริมว่า “สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างคือความเชี่ยวชาญและความคุ้นเคยอย่างลึกซึ้งกับโซลูชันระดับโลกที่หลากหลาย ทั้งโซลูชันของเราเองและของบริษัทอื่นๆ ซึ่งทำให้เราสามารถคัดเลือกและนำเสนอโซลูชันที่เหมาะสมที่สุดให้กับลูกค้าแต่ละรายได้”

เขากล่าวต่อว่า “ความสามารถในการพิจารณาและตัดสินใจเช่นนี้เป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในปัจจุบัน และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายองค์กรไว้วางใจเรา โดยมีประสบการณ์อันยาวนานในด้านนี้เป็นหลักฐานสนับสนุน”

(ซ้าย) คุณชิโระ คิกูจิ รองประธานบริษัท (ขวา) คุณโมโตรุ ทากิซาวะผู้จัดการทั่วไป,ฝ่ายการตลาดโซลูชันธุรกิจ

[เราไม่ได้ขายผลิตภัณฑ์ แต่เรานำเสนอโซลูชัน]

คุณทากิซาวะ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด แผนก Business Solutions ของ FUJIFILM Business Innovation ผู้นำโซลูชันไปใช้กับองค์กรจำนวนมากร่วมกับคุณคิกูจิ กล่าวไว้ว่า “การนำเทคโนโลยีหรือระบบที่ไม่สอดคล้องกับบริบทและสภาพแวดล้อมเฉพาะของแต่ละองค์กรมาใช้ อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เลย และในบางกรณีอาจส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงด้วยซ้ำ”

แม้บริษัทจะมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่คุณทากิซาวะย้ำว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียง “เครื่องมือ” เพื่อไปสู่เป้าหมาย ไม่ใช่เป้าหมายในตัวเอง “เป้าหมายของเราคือการช่วยลูกค้าแต่ละรายเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลด้วยโซลูชันที่เหมาะสมที่สุด”

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงอธิบายว่า แนวทางของบริษัทคือการนำเสนอโซลูชันผ่านกระบวนการ 4 ระยะ ดังต่อไปนี้

คุณทากิซาวะกล่าวว่า “แต่ละระยะของกระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ ต้องอาศัยการวางแผนระยะยาวอย่างรอบคอบ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และความมุ่งมั่นในการเดินหน้าจนสำเร็จ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เรามอบให้ได้” FUJIFILM Business Innovation ไม่เพียงโดดเด่นด้วยความสามารถในการนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้ในทันทีเท่านั้น แต่ยังเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจในระยะยาว คอยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และสนับสนุนองค์กรต่างๆ ในการเติบโตอย่างยั่งยืน

[หลอมรวมขอบเขตระหว่างโลกแอนะล็อกและดิจิทัล]

ตัวตั้งต้นที่สำคัญในแต่ละระยะคืออะไร หัวใจสำคัญของระยะที่ 1 และระยะที่ 2 คือเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน (MFP) รุ่นใหม่

คุณทากิซาวะกล่าวว่า “เครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน ซึ่งมีฟังก์ชันพื้นฐาน 4 ประการ ได้แก่ พิมพ์ สแกน ถ่ายเอกสาร และส่งแฟกซ์ ได้พัฒนาไปอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา”

“แม้ในปัจจุบัน MFP จะยังถูกมองว่าเป็นเพียงอุปกรณ์แสดงผลธรรมดา แต่ในความเป็นจริงแล้ว เครื่องพิมพ์เหล่านี้มีบทบาทมากกว่านั้นมาก พวกมันคือจุดเชื่อมต่อข้อมูลที่สำคัญ ซึ่งทำหน้าที่เป็นประตูในการป้อนข้อมูลเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กร และเป็นโซลูชันด้าน IT ต่างๆ”

เพื่อยกระดับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลให้ก้าวไปอีกขั้น องค์กรจำเป็นต้องแปลงข้อมูลแบบแอนะล็อกให้เป็นดิจิทัลด้วยความรวดเร็ว แม่นยำ และใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจปัจจุบันที่เครื่องพิมพ์และเครื่องแฟกซ์ยังคงถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย การวางโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โครงสร้างพื้นฐานนี้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกแอนะล็อกและโลกดิจิทัล และเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างองค์กรที่เชื่อมโยงกันมากขึ้นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

[ระบบอัตโนมัติ การเพิ่มประสิทธิภาพ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม]

การพัฒนาเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน (MFP) ในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นเพียงเรื่องความเร็วที่สูงขึ้นหรือการลดต้นทุนเท่านั้น คุณทากิซาวะอธิบายว่า จุดเปลี่ยนที่แท้จริงอยู่ที่การทำให้กระบวนการทางธุรกิจเป็นระบบอัตโนมัติ เขากล่าวว่า “ในอดีต เมื่อสแกนเอกสาร ผู้ใช้งานต้องตั้งค่าปลายทางและชื่อไฟล์ให้เอกสารแต่ละประเภทด้วยตนเอง แต่ในปัจจุบัน ผู้ใช้งานสามารถประมวลผลเอกสารอย่างเหมาะสมได้โดยอัตโนมัติ ด้วยการผสานเอกสารที่รับผ่าน MFP เข้ากับ AI-OCR และบริการคลาวด์”

ตัวอย่างเช่น ระบบสามารถส่งใบแจ้งหนี้ไปยังฝ่ายบัญชีโดยอัตโนมัติ หรือส่งสัญญาไปยังฝ่ายกฎหมายได้ทันที แม้แต่คำสั่งที่ซับซ้อนอย่าง “ค้นหาหมายเลขใบแจ้งหนี้” หรือ “ดึงตัวเลขนั้นมาใช้เป็นชื่อไฟล์” ก็สามารถดำเนินการได้ครบถ้วนโดยตัวเครื่อง MFP เอง

แรงผลักดันสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้คือความต้องการทางธุรกิจที่ชัดเจน นั่นคือการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน

คุณทากิซาวะกล่าวว่า “ในสถานที่ทำงานที่ต้องจัดการเอกสารจำนวนมาก การป้อนข้อมูลด้วยมือมักกลายเป็นคอขวดของกระบวนการทำงาน แต่เมื่อเราขจัดคอขวดนั้นออกไปได้ ก็จะช่วยให้พนักงานสามารถโฟกัสไปที่งานที่มีมูลค่าสูงกว่าและกิจกรรมหลักของธุรกิจได้มากขึ้น”

[แกนคุณค่าใหม่: มีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม]

อีกหนึ่งแกนสำคัญในการพัฒนาเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน (MFP) ในช่วงหลัง คือความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งคุณคิกูจิมองว่าเป็นหน้าที่สำคัญที่องค์กรมีต่อสังคม และการริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อม เขากล่าวว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นประเด็นสำคัญในการดำเนินธุรกิจขององค์กรต่างๆ ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก”

ในฐานะผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ FUJIFILM Business Innovation ได้นำองค์ความรู้ด้านเคมีเชิงกายภาพที่สั่งสมมา โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านวัสดุผงหมึก (Toner) และการควบคุมความร้อน มาใช้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้

คุณทากิซาวะอธิบายว่า “หากยกตัวอย่างเรื่องการใช้พลังงาน ประมาณ 60-80 เปอร์เซ็นต์ ของพลังงานที่ใช้ในเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน (MFP) ถูกใช้ไปกับกระบวนการให้ความร้อน ซึ่งจำเป็นสำหรับการหลอมและยึดผงหมึกให้ติดกับกระดาษในกระบวนการพิมพ์ ดังนั้น เพื่อช่วยลดการใช้พลังงาน เราจึงเริ่มต้นจากการแก้ไขตัวผงหมึกเอง”

ด้วยการพัฒนาผงหมึกที่ตอบสนองต่อความร้อนที่ต่ำลงและควบคุมได้แม่นยำมากขึ้น บริษัทจึงสามารถลดการใช้พลังงานได้พร้อมกับยกระดับคุณภาพงานพิมพ์ไปด้วย

ความก้าวหน้าในลักษณะนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ยังรวมถึงเทคโนโลยี Staple-free stapling ที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงการจัดทำ Resource circulation system สำหรับผลิตภัณฑ์ใช้แล้วที่เก็บรวบรวมมา

เครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชันที่พัฒนาด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงการประหยัดพลังงาน การนำกลับมาใช้ซ้ำ และการรีไซเคิล กำลังเป็นที่ยอมรับมากขึ้นว่าเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพสำหรับบริษัทในการขับเคลื่อนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมของตน

[มอบหมายโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT และความปลอดภัยขั้นสูงให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล]

เมื่อองค์กรสามารถก้าวสู่การทำงานแบบไร้กระดาษและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานได้แล้ว ขั้นตอนถัดไปคืออะไร คุณคิกูจิอธิบายว่า “เมื่อเราสร้างจุดรับข้อมูลได้มั่นคงแล้ว ขั้นตอนสำคัญถัดไปคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการบริหารจัดการข้อมูลเหล่านั้นอย่างเหมาะสม”

ในระยะนี้ จุดสนใจจะเปลี่ยนไปสู่การสร้างและดูแลสภาพแวดล้อมด้าน IT ขั้นสูง โดยไม่เพิ่มภาระให้กับระบบภายในขององค์กร แนวทางที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในเรื่องนี้คือบริการ IT แบบบริหารจัดการซึ่งเป็นการให้การสนับสนุนแบบครบวงจร ครอบคลุมการดำเนินงานด้าน IT ทั้งหมดขององค์กร

บริการเหล่านี้เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ให้การสนับสนุนแบบเอาต์ซอร์ซที่ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลเซิร์ฟเวอร์ การจัดการอุปกรณ์ปลายทาง (Endpoint) การเฝ้าระวังเครือข่าย ไปจนถึงงานเฮลป์เดสก์ การสำรองข้อมูล และการกู้คืนระบบเมื่อเกิดภัยพิบัติ FUJIFILM Business Innovation เองก็ให้บริการในลักษณะนี้ผ่าน IT Expert Services ซึ่งเป็นโซลูชันแบบครบวงจรที่ครอบคลุมแม้กระทั่งการวางกลยุทธ์ด้าน IT ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นเรื่องที่ทำได้ยากหากไม่มีบุคลากร IT ประจำภายในองค์กร

บริการนี้ออกแบบมาเพื่อให้การสนับสนุนแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One-Stop Support) ทั้งการดำเนินงานด้าน IT การเพิ่มประสิทธิภาพระบบ และการวางแผนเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว

ปัจจุบันบริษัทดูแลเซิร์ฟเวอร์มากกว่า 3,000 เครื่อง และอุปกรณ์มากกว่า 90,000 รายการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

คุณคิกูจิกล่าวว่า “เราสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลภายในองค์กรของเราเองได้ พร้อมกับรักษาเสถียรภาพของการดำเนินงานด้าน IT และเสริมความแข็งแกร่งด้านความปลอดภัยไปพร้อมกัน”

เขากล่าวเสริมว่า “แนวทางนี้ยังช่วยให้เราสามารถจัดสรรบุคลากรภายในไปทำงานที่ต้องใช้กลยุทธ์มากขึ้น ซึ่งถือเป็นวิธีการที่เหมาะสมอย่างยิ่งในภาวะขาดแคลนแรงงานในปัจจุบัน”

*ความพร้อมให้บริการและรายละเอียดของบริการอาจแตกต่างกันไปตามภูมิภาค กรุณาติดต่อสอบถามเพิ่มเติมโดยตรง

[ผู้เชี่ยวชาญนับร้อยคน – ในต้นทุนที่เหมาะสม]

องค์กรที่นำบริการนี้ไปใช้จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับฝ่าย IT ได้อย่างชัดเจน จากเดิมที่ทีมงานต้องทุ่มเวลาไปกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการดูแลรักษาระบบ ปัจจุบันสามารถปรับโฟกัสไปสู่งานที่มีมูลค่าสูงกว่าได้ เช่น การศึกษาเทคโนโลยีใหม่ๆ และการขับเคลื่อนให้ธุรกิจเป็นดิจิทัล คุณทากิซาวะกล่าวว่า “IT Expert Services ให้บริการเฝ้าระวังระบบตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน และเมื่อตรวจพบปัญหาหรือสัญญาณเตือนล่วงหน้า เราจะดำเนินการทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการหยุดชะงัก”

เขากล่าวเสริมว่า “เรายังติดตามภัยคุกคามด้านความปลอดภัยล่าสุดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้มาตรการป้องกัน และลดความเสี่ยงของระบบล่มให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของบุคลากรด้าน IT อย่างมีนัยสำคัญ”

คุณคิกูจิยอมรับว่า แม้การสนับสนุนที่ดีที่สุดก็อาจไร้คุณค่าได้ หากต้นทุนสูงกว่าประโยชน์ที่ได้รับ เขากล่าวว่า “การสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญย่อมมีต้นทุน แต่ IT Expert Services ให้บริการลูกค้าจำนวนมากเป็นวงกว้าง จึงสามารถให้การสนับสนุนที่มีคุณภาพสูงและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางได้ในราคาที่เหมาะสม”

เมื่อองค์ประกอบพื้นฐานของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กรพร้อมแล้ว ขั้นตอนถัดไปคืออะไร คุณคิกูจิอธิบายว่า “หลังจากสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ที่แข็งแกร่งแล้ว ระยะถัดไปคือการนำโครงสร้างนั้นมาใช้เชิงกลยุทธ์ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางธุรกิจ” เขากล่าวต่อว่า “สิ่งที่จำเป็นในระยะนี้คือแนวทางแบบองค์รวมในระดับทั้งองค์กร ทบทวนและออกแบบเวิร์กโฟลว์ใหม่โดยอาศัยข้อมูลที่สะสมมา รวมถึงปรับวิธีการทำงานของพนักงานแต่ละคนให้เหมาะสมที่สุด”

ในบทความส่วนที่สอง เราจะพาไปเจาะลึกโซลูชัน DX ซึ่ง FUJIFILM Business Innovation นำเสนอ เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถดึงศักยภาพของตนออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ตั้งแต่การยกระดับผลิตภาพของพนักงานแต่ละคน การสร้างพื้นที่ทำงานยุคใหม่ที่ผสานโลกกายภาพและดิจิทัลเข้าด้วยกัน ไปจนถึงการออกแบบกระบวนการทางธุรกิจหลักใหม่ เราจะสำรวจแนวทางที่นำไปปฏิบัติได้จริงและจำเป็นต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลให้ประสบความสำเร็จ

อ่านส่วนที่สอง

https://www.fujifilm.com/fbth/th/sp/business-dx/article05?utm_source=today%20bizview&utm_medium=digital&utm_campaign=thai_today%20bizview_article2

อ่านเพิ่มเติม

https://www.fujifilm.com/fbth/th/sp/business-dx?utm_source=today%20bizview&utm_medium=digital&utm_campaign=thai_today%20bizview_dx1

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...