ทีมผู้เชี่ยวชาญที่เปลี่ยนความซับซ้อนของระบบให้กลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ FUJIFILM Business Innovation ที่แท้จริง
ทีมผู้เชี่ยวชาญที่เปลี่ยนความซับซ้อนของระบบให้กลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์FUJIFILM Business Innovation ที่แท้จริง
[ส่วนที่หนึ่ง]
[พลิกโฉมรากฐานเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานองค์กร]
ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน องค์กรต่างๆ กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านเทคโนโลยีหลากหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนบุคลากรด้าน IT ข้อกำหนดด้าน ESG ที่เข้มงวดมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาอย่างรวดเร็วของ AI ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อจำกัดเชิงปฏิบัติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตามมา ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นจากจุดใด ความยากในการประเมินผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) และความซับซ้อนในการประสานงานกับผู้ให้บริการหลายราย ส่งผลให้หลายองค์กรยังคงประสบปัญหาในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT และเสริมความแข็งแกร่งด้านความปลอดภัย
มีบริษัทหนึ่งที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้แก้ไขปัญหาเชิงรุกในบริบทนี้ ด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรมที่มีขนาดองค์กรแตกต่างกัน โดยมุ่งเน้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) บริษัทดังกล่าวได้วางตำแหน่งตนเองให้อยู่แถวหน้าของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (DX) ได้สำเร็จ ในบทความนี้ เราจะพาไปทำความรู้จักกับบริษัทแห่งนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งสำรวจปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ DX ธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตในอนาคต
[พันธมิตร DX แบบครบวงจร]
บริษัทนั้นคือ FUJIFILM Business Innovation ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงผู้จำหน่ายหรือผู้รวมระบบเท่านั้น แต่เป็นพันธมิตรด้าน DX แบบครบวงจร (One-Stop DX Partner) อย่างแท้จริง
คุณคิกูจิ ผู้ดูแลธุรกิจต่างประเทศของบริษัท อธิบายว่า “เพื่อให้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลได้อย่างยั่งยืนและครอบคลุม เราจำเป็นต้องปรับแนวคิดแบบดั้งเดิมเสียใหม่” เขากล่าวต่อว่า “ในปัจจุบัน องค์กรต้องเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลายอย่างมาก เนื่องจากระดับความพร้อมด้าน DX รูปแบบความร่วมมือทางธุรกิจ และความรู้ความเข้าใจของพนักงาน ล้วนแตกต่างกันไปในแต่ละองค์กร ดังนั้น โซลูชันที่เป็นไปได้ รวมถึงรูปแบบการผสานโซลูชันต่างๆ จึงแทบไม่มีขีดจำกัด”
คุณคิกูจิกล่าวเสริมว่า “สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างคือความเชี่ยวชาญและความคุ้นเคยอย่างลึกซึ้งกับโซลูชันระดับโลกที่หลากหลาย ทั้งโซลูชันของเราเองและของบริษัทอื่นๆ ซึ่งทำให้เราสามารถคัดเลือกและนำเสนอโซลูชันที่เหมาะสมที่สุดให้กับลูกค้าแต่ละรายได้”
เขากล่าวต่อว่า “ความสามารถในการพิจารณาและตัดสินใจเช่นนี้เป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในปัจจุบัน และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายองค์กรไว้วางใจเรา โดยมีประสบการณ์อันยาวนานในด้านนี้เป็นหลักฐานสนับสนุน”
(ซ้าย) คุณชิโระ คิกูจิ รองประธานบริษัท (ขวา) คุณโมโตรุ ทากิซาวะผู้จัดการทั่วไป,ฝ่ายการตลาดโซลูชันธุรกิจ
[เราไม่ได้ขายผลิตภัณฑ์ แต่เรานำเสนอโซลูชัน]
คุณทากิซาวะ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด แผนก Business Solutions ของ FUJIFILM Business Innovation ผู้นำโซลูชันไปใช้กับองค์กรจำนวนมากร่วมกับคุณคิกูจิ กล่าวไว้ว่า “การนำเทคโนโลยีหรือระบบที่ไม่สอดคล้องกับบริบทและสภาพแวดล้อมเฉพาะของแต่ละองค์กรมาใช้ อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เลย และในบางกรณีอาจส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงด้วยซ้ำ”
แม้บริษัทจะมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่คุณทากิซาวะย้ำว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียง “เครื่องมือ” เพื่อไปสู่เป้าหมาย ไม่ใช่เป้าหมายในตัวเอง “เป้าหมายของเราคือการช่วยลูกค้าแต่ละรายเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลด้วยโซลูชันที่เหมาะสมที่สุด”
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงอธิบายว่า แนวทางของบริษัทคือการนำเสนอโซลูชันผ่านกระบวนการ 4 ระยะ ดังต่อไปนี้
คุณทากิซาวะกล่าวว่า “แต่ละระยะของกระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ ต้องอาศัยการวางแผนระยะยาวอย่างรอบคอบ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และความมุ่งมั่นในการเดินหน้าจนสำเร็จ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เรามอบให้ได้” FUJIFILM Business Innovation ไม่เพียงโดดเด่นด้วยความสามารถในการนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้ในทันทีเท่านั้น แต่ยังเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจในระยะยาว คอยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และสนับสนุนองค์กรต่างๆ ในการเติบโตอย่างยั่งยืน
[หลอมรวมขอบเขตระหว่างโลกแอนะล็อกและดิจิทัล]
ตัวตั้งต้นที่สำคัญในแต่ละระยะคืออะไร หัวใจสำคัญของระยะที่ 1 และระยะที่ 2 คือเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน (MFP) รุ่นใหม่
คุณทากิซาวะกล่าวว่า “เครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน ซึ่งมีฟังก์ชันพื้นฐาน 4 ประการ ได้แก่ พิมพ์ สแกน ถ่ายเอกสาร และส่งแฟกซ์ ได้พัฒนาไปอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา”
“แม้ในปัจจุบัน MFP จะยังถูกมองว่าเป็นเพียงอุปกรณ์แสดงผลธรรมดา แต่ในความเป็นจริงแล้ว เครื่องพิมพ์เหล่านี้มีบทบาทมากกว่านั้นมาก พวกมันคือจุดเชื่อมต่อข้อมูลที่สำคัญ ซึ่งทำหน้าที่เป็นประตูในการป้อนข้อมูลเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กร และเป็นโซลูชันด้าน IT ต่างๆ”
เพื่อยกระดับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลให้ก้าวไปอีกขั้น องค์กรจำเป็นต้องแปลงข้อมูลแบบแอนะล็อกให้เป็นดิจิทัลด้วยความรวดเร็ว แม่นยำ และใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจปัจจุบันที่เครื่องพิมพ์และเครื่องแฟกซ์ยังคงถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย การวางโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โครงสร้างพื้นฐานนี้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกแอนะล็อกและโลกดิจิทัล และเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างองค์กรที่เชื่อมโยงกันมากขึ้นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
[ระบบอัตโนมัติ การเพิ่มประสิทธิภาพ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม]
การพัฒนาเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน (MFP) ในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นเพียงเรื่องความเร็วที่สูงขึ้นหรือการลดต้นทุนเท่านั้น คุณทากิซาวะอธิบายว่า จุดเปลี่ยนที่แท้จริงอยู่ที่การทำให้กระบวนการทางธุรกิจเป็นระบบอัตโนมัติ เขากล่าวว่า “ในอดีต เมื่อสแกนเอกสาร ผู้ใช้งานต้องตั้งค่าปลายทางและชื่อไฟล์ให้เอกสารแต่ละประเภทด้วยตนเอง แต่ในปัจจุบัน ผู้ใช้งานสามารถประมวลผลเอกสารอย่างเหมาะสมได้โดยอัตโนมัติ ด้วยการผสานเอกสารที่รับผ่าน MFP เข้ากับ AI-OCR และบริการคลาวด์”
ตัวอย่างเช่น ระบบสามารถส่งใบแจ้งหนี้ไปยังฝ่ายบัญชีโดยอัตโนมัติ หรือส่งสัญญาไปยังฝ่ายกฎหมายได้ทันที แม้แต่คำสั่งที่ซับซ้อนอย่าง “ค้นหาหมายเลขใบแจ้งหนี้” หรือ “ดึงตัวเลขนั้นมาใช้เป็นชื่อไฟล์” ก็สามารถดำเนินการได้ครบถ้วนโดยตัวเครื่อง MFP เอง
แรงผลักดันสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้คือความต้องการทางธุรกิจที่ชัดเจน นั่นคือการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน
คุณทากิซาวะกล่าวว่า “ในสถานที่ทำงานที่ต้องจัดการเอกสารจำนวนมาก การป้อนข้อมูลด้วยมือมักกลายเป็นคอขวดของกระบวนการทำงาน แต่เมื่อเราขจัดคอขวดนั้นออกไปได้ ก็จะช่วยให้พนักงานสามารถโฟกัสไปที่งานที่มีมูลค่าสูงกว่าและกิจกรรมหลักของธุรกิจได้มากขึ้น”
[แกนคุณค่าใหม่: มีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม]
อีกหนึ่งแกนสำคัญในการพัฒนาเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน (MFP) ในช่วงหลัง คือความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งคุณคิกูจิมองว่าเป็นหน้าที่สำคัญที่องค์กรมีต่อสังคม และการริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อม เขากล่าวว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นประเด็นสำคัญในการดำเนินธุรกิจขององค์กรต่างๆ ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก”
ในฐานะผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ FUJIFILM Business Innovation ได้นำองค์ความรู้ด้านเคมีเชิงกายภาพที่สั่งสมมา โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านวัสดุผงหมึก (Toner) และการควบคุมความร้อน มาใช้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้
คุณทากิซาวะอธิบายว่า “หากยกตัวอย่างเรื่องการใช้พลังงาน ประมาณ 60-80 เปอร์เซ็นต์ ของพลังงานที่ใช้ในเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน (MFP) ถูกใช้ไปกับกระบวนการให้ความร้อน ซึ่งจำเป็นสำหรับการหลอมและยึดผงหมึกให้ติดกับกระดาษในกระบวนการพิมพ์ ดังนั้น เพื่อช่วยลดการใช้พลังงาน เราจึงเริ่มต้นจากการแก้ไขตัวผงหมึกเอง”
ด้วยการพัฒนาผงหมึกที่ตอบสนองต่อความร้อนที่ต่ำลงและควบคุมได้แม่นยำมากขึ้น บริษัทจึงสามารถลดการใช้พลังงานได้พร้อมกับยกระดับคุณภาพงานพิมพ์ไปด้วย
ความก้าวหน้าในลักษณะนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ยังรวมถึงเทคโนโลยี Staple-free stapling ที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงการจัดทำ Resource circulation system สำหรับผลิตภัณฑ์ใช้แล้วที่เก็บรวบรวมมา
เครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชันที่พัฒนาด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงการประหยัดพลังงาน การนำกลับมาใช้ซ้ำ และการรีไซเคิล กำลังเป็นที่ยอมรับมากขึ้นว่าเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพสำหรับบริษัทในการขับเคลื่อนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมของตน
[มอบหมายโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT และความปลอดภัยขั้นสูงให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล]
เมื่อองค์กรสามารถก้าวสู่การทำงานแบบไร้กระดาษและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานได้แล้ว ขั้นตอนถัดไปคืออะไร คุณคิกูจิอธิบายว่า “เมื่อเราสร้างจุดรับข้อมูลได้มั่นคงแล้ว ขั้นตอนสำคัญถัดไปคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการบริหารจัดการข้อมูลเหล่านั้นอย่างเหมาะสม”
ในระยะนี้ จุดสนใจจะเปลี่ยนไปสู่การสร้างและดูแลสภาพแวดล้อมด้าน IT ขั้นสูง โดยไม่เพิ่มภาระให้กับระบบภายในขององค์กร แนวทางที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในเรื่องนี้คือบริการ IT แบบบริหารจัดการซึ่งเป็นการให้การสนับสนุนแบบครบวงจร ครอบคลุมการดำเนินงานด้าน IT ทั้งหมดขององค์กร
บริการเหล่านี้เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ให้การสนับสนุนแบบเอาต์ซอร์ซที่ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลเซิร์ฟเวอร์ การจัดการอุปกรณ์ปลายทาง (Endpoint) การเฝ้าระวังเครือข่าย ไปจนถึงงานเฮลป์เดสก์ การสำรองข้อมูล และการกู้คืนระบบเมื่อเกิดภัยพิบัติ FUJIFILM Business Innovation เองก็ให้บริการในลักษณะนี้ผ่าน IT Expert Services ซึ่งเป็นโซลูชันแบบครบวงจรที่ครอบคลุมแม้กระทั่งการวางกลยุทธ์ด้าน IT ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นเรื่องที่ทำได้ยากหากไม่มีบุคลากร IT ประจำภายในองค์กร
บริการนี้ออกแบบมาเพื่อให้การสนับสนุนแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One-Stop Support) ทั้งการดำเนินงานด้าน IT การเพิ่มประสิทธิภาพระบบ และการวางแผนเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว
ปัจจุบันบริษัทดูแลเซิร์ฟเวอร์มากกว่า 3,000 เครื่อง และอุปกรณ์มากกว่า 90,000 รายการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
คุณคิกูจิกล่าวว่า “เราสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลภายในองค์กรของเราเองได้ พร้อมกับรักษาเสถียรภาพของการดำเนินงานด้าน IT และเสริมความแข็งแกร่งด้านความปลอดภัยไปพร้อมกัน”
เขากล่าวเสริมว่า “แนวทางนี้ยังช่วยให้เราสามารถจัดสรรบุคลากรภายในไปทำงานที่ต้องใช้กลยุทธ์มากขึ้น ซึ่งถือเป็นวิธีการที่เหมาะสมอย่างยิ่งในภาวะขาดแคลนแรงงานในปัจจุบัน”
*ความพร้อมให้บริการและรายละเอียดของบริการอาจแตกต่างกันไปตามภูมิภาค กรุณาติดต่อสอบถามเพิ่มเติมโดยตรง
[ผู้เชี่ยวชาญนับร้อยคน – ในต้นทุนที่เหมาะสม]
องค์กรที่นำบริการนี้ไปใช้จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับฝ่าย IT ได้อย่างชัดเจน จากเดิมที่ทีมงานต้องทุ่มเวลาไปกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการดูแลรักษาระบบ ปัจจุบันสามารถปรับโฟกัสไปสู่งานที่มีมูลค่าสูงกว่าได้ เช่น การศึกษาเทคโนโลยีใหม่ๆ และการขับเคลื่อนให้ธุรกิจเป็นดิจิทัล คุณทากิซาวะกล่าวว่า “IT Expert Services ให้บริการเฝ้าระวังระบบตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน และเมื่อตรวจพบปัญหาหรือสัญญาณเตือนล่วงหน้า เราจะดำเนินการทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการหยุดชะงัก”
เขากล่าวเสริมว่า “เรายังติดตามภัยคุกคามด้านความปลอดภัยล่าสุดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้มาตรการป้องกัน และลดความเสี่ยงของระบบล่มให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของบุคลากรด้าน IT อย่างมีนัยสำคัญ”
คุณคิกูจิยอมรับว่า แม้การสนับสนุนที่ดีที่สุดก็อาจไร้คุณค่าได้ หากต้นทุนสูงกว่าประโยชน์ที่ได้รับ เขากล่าวว่า “การสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญย่อมมีต้นทุน แต่ IT Expert Services ให้บริการลูกค้าจำนวนมากเป็นวงกว้าง จึงสามารถให้การสนับสนุนที่มีคุณภาพสูงและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางได้ในราคาที่เหมาะสม”
เมื่อองค์ประกอบพื้นฐานของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กรพร้อมแล้ว ขั้นตอนถัดไปคืออะไร คุณคิกูจิอธิบายว่า “หลังจากสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ที่แข็งแกร่งแล้ว ระยะถัดไปคือการนำโครงสร้างนั้นมาใช้เชิงกลยุทธ์ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางธุรกิจ” เขากล่าวต่อว่า “สิ่งที่จำเป็นในระยะนี้คือแนวทางแบบองค์รวมในระดับทั้งองค์กร ทบทวนและออกแบบเวิร์กโฟลว์ใหม่โดยอาศัยข้อมูลที่สะสมมา รวมถึงปรับวิธีการทำงานของพนักงานแต่ละคนให้เหมาะสมที่สุด”
ในบทความส่วนที่สอง เราจะพาไปเจาะลึกโซลูชัน DX ซึ่ง FUJIFILM Business Innovation นำเสนอ เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถดึงศักยภาพของตนออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ตั้งแต่การยกระดับผลิตภาพของพนักงานแต่ละคน การสร้างพื้นที่ทำงานยุคใหม่ที่ผสานโลกกายภาพและดิจิทัลเข้าด้วยกัน ไปจนถึงการออกแบบกระบวนการทางธุรกิจหลักใหม่ เราจะสำรวจแนวทางที่นำไปปฏิบัติได้จริงและจำเป็นต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลให้ประสบความสำเร็จ
อ่านส่วนที่สอง
อ่านเพิ่มเติม