โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ธนาคารโลกชี้ แผ่นดินไหวซ้ำเศรษฐกิจเมียนมา เสียหายกว่า 4 แสนล้าน

PostToday

อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 00.10 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 06.58 น.

สำนักข่าว Reuters และ Bloomberg รายงานว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของเมียนมากำลังเข้าขั้นวิกฤตที่สุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19

หลังจากเผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งคาดการณ์กันว่าสร้างความเสียหายสูงถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 4 แสนล้านบาท ตามข้อมูลจากธนาคารโลก

เหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนกว่า 17 ล้านคน

และสร้างความเสียหายมหาศาลทั้งอาคารบ้านเรือน โครงสร้างพื้นฐานของรัฐ และแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมในพื้นที่ที่คิดเป็นสัดส่วนกว่า 1 ใน 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเมียนมา

ธนาคารโลกชี้ว่าผลกระทบจากแผ่นดินไหวยังคงยืดเยื้อ ทำให้ชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนเลวร้ายลงไปอีกจากเดิมที่สถานการณ์ในเมียนมาก็ย่ำแย่อยู่แล้ว

ธนาคารโลกประเมินว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากแผ่นดินไหวครั้งนี้จะทำให้ GDP ของเมียนมาลดลงราว 4% ในปีงบประมาณที่จะสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2569 โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัว 2.5% ในปี 2568-2569 ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาเติบโต 3% ในปีถัดไป

ก่อนหน้าเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 3,800 ราย และประชาชน 207,000 คนในหลายเมือง เช่น มัณฑะเลย์และเนปยิดอต้องไร้ที่อยู่อาศัย ธนาคารโลกเคยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเมียนมาจะขยายตัว 2% ในปีนี้

อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากแผ่นดินไหวคาดว่าจะสูญเสียผลผลิตทางเศรษฐกิจไปประมาณ 1 ใน 3 ระหว่างเดือนเมษายนถึงกันยายน ซึ่งนับเป็นความท้าทายอย่างใหญ่หลวงต่อการฟื้นตัวของเมียนมา

ธนาคารโลกระบุว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจากเหตุแผ่นดินไหวได้ ซ้ำเติม ความท้าทายที่ดำเนินอยู่จากความขัดแย้งภายในประเทศ ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง

เมียนมา ถือเป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์รุนแรงและซับซ้อน นับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 โดยปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประเทศ ได้แก่:

  • สงครามกลางเมือง: ความขัดแย้งระหว่างกองทัพและกลุ่มกบฏที่ต่อสู้เพื่อเอกราชทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธนาคารโลกอ้างข้อมูลจากสหประชาชาติระบุว่าความขัดแย้งนี้ส่งผลให้ประชาชนประมาณ 3.5 ล้านคนต้องพลัดถิ่นฐาน

  • ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง: เศรษฐกิจของเมียนมาได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

  • การขาดแคลนเงินดอลลาร์: ปัญหาการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนของประเทศ ทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจยิ่งเลวร้ายลง

นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อในเมียนมายังเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสิ้นสุดเดือนเมษายนปีนี้อยู่ที่ 34.1% และคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงประมาณ 31% ในปีงบประมาณปัจจุบัน

โดยธนาคารโลกระบุว่า ปัจจัยหลักมาจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว และความท้าทายด้านโลจิสติกส์ที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งภายในประเทศ

นอกจากนี้ อัตราความยากจนในเมียนมามีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอีก 2.8% จากเดิมที่อยู่ในระดับสูงถึง 31% เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปราะบาง

รายงานยังระบุถึงสถานะทางการคลังของเมียนมาว่า การขาดดุลงบประมาณคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเป็น 6.9% ภายในสิ้นเดือนมีนาคมปีหน้า เพิ่มขึ้นจาก 5.1% ในปีก่อนหน้า

โดยแหล่งเงินทุนส่วนใหญ่ที่นำมาใช้ชดเชยการขาดดุลนี้มาจากธนาคารกลางเมียนมา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...