โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา แพทยสภา ‘คงมติลงโทษหมอเอี่ยวคดีแม้ว’

เดลินิวส์

อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 20.51 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2568 เวลา 00.30 น. • เดลินิวส์
แพทยสภามติท่วมท้นกว่า 2 ใน 3 เกิน 60 คน ยืนยันมติเดิมลงโทษแพทย์เอี่ยวคดีแม้วชั้น 14 “หมอประสิทธิ์” ตอกกลับ “สมศักดิ์” บอกทำหน้าที่ครบถ้วน เหน็บส่งเอกสารไปแล้ว งงว่าอ่านไม่ทันกันหรืออย่างไร ลั่นทำทุกอย่างไม่ใช่เพื่ออุ้มหมอที่ช่วย “แม้ว” “เฮ้ง”นัด สส.กินข้าวอีก หาทางออกกรณีพรรค รทสช.แตก หากไปด้วยกันไม่ได้ก็จะขอให้พรรคขับออก เผยมีเสียง 18 เสียง แบ่งครึ่ง สส. พรรคภูมิใจไทย ลุ้น ศาลรัฐธรรมนูญขอเอกสารจากอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณา จะรับพิจารณากระทำการขัดรัฐธรรมนูญ ม.49 กระทำการล้มล้างการปกครองฯ หรือไม่ จากคดีฮั้ว สว.

ประเด็นสำคัญวันที่ 12 มิ.ย. ที่อาคารมหิตลาธิเบศร กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ทำการแพทยสภา มีการประชุมแพทยสภา วาระสำคัญคือการพิจารณาประเด็นที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา ยับยั้งหรือวีโต้มติแพทยสภาเมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา ให้ลงโทษแพทย์จำนวน 3 คนที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จาก รพ.ราชทัณฑ์ มารักษาตัวต่อที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ

มีบรรดาแพทย์จำนวนหนึ่งมารวมตัวกันเพื่อให้กำลังใจแพทยสภา ประชาชนทั่วไปซึ่งขับรถผ่านที่ตั้งอาคารแพทยสภาได้ลดกระจกพร้อมตะโกนให้กำลังใจกรรมการแพทยสภาได้ทยอยเดินทางเข้าร่วมประชุม และมีกลุ่มผู้ชุมนุมที่รวมตัวขับไล่นายสมศักดิ์พ้น รมว.สาธารณสุข มีการแสดงสัญลักษณ์ เช่น เหยียบรูปนายสมศักดิ์ ตะโกนไล่

ในที่ประชุม นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2568 คณะกรรมการแพทยสภาลงมติลงโทษหมอ 3 คน 1.พญ.รวมทิพย์ สุภานันท์ ถูกสั่งลงโทษว่ากล่าว ตักเตือน 2.พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ถูกสั่งลงโทษพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 3.พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ ถูกสั่งลงโทษพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ รมว.สาธารณสุขได้ตั้งกรรมการหนึ่งชุดเพื่อทบทวนมติดังกล่าว และได้วีโต้ว่าทำไมแพทย์จึงไม่ควรถูกลงโทษ

“ผมไม่ได้ทำเพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เพื่อเป็นการคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ที่ถูกลงโทษ คงไว้ซึ่งมาตรฐานการลงโทษที่เหมาะสมและควรจะเป็นเท่านั้น การทำหน้าที่ของแพทยสภาในสายตาประชาชน ก็สะท้อนออกมาจากผลสำรวจความคิดเห็นจากนิด้าโพลพบว่า 38.40% ไม่ค่อยเชื่อมั่น 15.95% ไม่เชื่อมั่นเลย ซึ่งเท่ากับไม่มีความเชื่อมั่นกว่า 54% จึงขอให้การทำงานในวันนี้ ยึดความเป็นธรรมในวิชาชีพ”

ภายหลังการชี้แจง นายสมศักดิ์ให้สัมภาษณ์ว่า “ได้อธิบายว่า หากการลงโทษครั้งนี้เกิดเป็นบรรทัดฐานใหม่ แล้วลูกหลานของคนไทยที่เป็นแพทย์ จะขาดความมั่นใจในการรักษาผู้คนหรือไม่อย่างไร แล้วจะเป็นอันตรายที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย เช่น หากโรงเรียนแพทย์รับคนไข้ ส่งไป 1 โรค แต่เขาดู 3 โรค ค่ารักษาก็เพิ่มขึ้น เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เป็นเรื่องของการเอาใจใส่ดูแล ยืนยันว่า ไม่ได้อุ้มแพทย์ที่ช่วยเหลือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เรื่องของอดีตนายกฯ นั้น จบแล้วผ่านไปแล้ว แต่ว่าการลงโทษแพทย์ จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ ไม่ให้แพทย์หวั่นกลัวหากทำด้วยเจตนาดี”

ภายหลังการประชุม เวลา 15.00 น. ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อุปนายก คนที่ 1 คณะกรรมการแพทยสภา แถลงว่า แพทยสภามีมติ ยืนยันตามมติเดิม เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2568 ให้ลงโทษแพทย์ 3 คน การประชุมมีคณะกรรมการเข้าร่วม 69 คน มีคณะกรรมการที่มีสิทธิลงคะแนน 68 คน ผลการลงมติปรากฏว่ามากกว่า 2 ใน 3 หรือเกิน 60 คนที่มีความเห็นยืนยันตามมติเดิมในการลงโทษแพทย์แต่ละราย ซึ่งจะเริ่มเมื่อไร นายกแพทยสภาเป็นผู้กำหนดอีกครั้ง

“สำหรับกรณีข้อกล่าวหาว่ามีแชตไลน์กลุ่มของแพทยสภาหลุดนั้น ขอย้ำว่าไลน์กลุ่มนั้นไม่ใช่ไลน์อย่างเป็นทางการของแพทยสภา หากสังเกตจะพบว่ามีการลบป้ายตอนบน ไลน์กลุ่มดังกล่าวมีการพูดถึงนายทักษิณ ชินวัตร แล้วมีกรรมการแพทยสภาส่งสติกเกอร์คำว่า Yes ลงไป เป็นการตอบกลับว่าได้รับข้อความ ไม่ได้หมายความว่าเห็นด้วยกับสิ่งนั้น การพิจารณาวาระนี้แพทยสภาไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าใครหรือผู้ป่วยเป็นใคร เราพิจารณาตามหลักการ แพทย์ที่ถูกลงโทษสามารถฟ้องศาลปกครองได้ แพทย์ที่กำลังเรียนอยู่ก็ใช้กรณีนี้เป็นกรณีศึกษา ก็ได้เห็นว่าบทบาทของแพทย์มีมากมาย ไม่ใช่แค่การรักษาเพียงอย่างเดียว แต่คือการรักษามาตรฐานของการรักษา”

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังแพทยสภามีมติว่า ไม่ได้คิดว่าจะออกมาอย่างไร เพราะทำตามหน้าที่ให้ครบถ้วน ได้ส่งเอกสารไปให้คณะกรรมการทุกคนได้อ่าน อ่านไม่ทันหรือไม่ก็งง ต้องไปถามกลุ่มแพทย์ว่าทำงานกับตนได้หรือไม่ แต่ตนไม่มีปัญหา ทำหน้าที่หมดแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวในพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กลุ่ม “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรค ได้นัดกินข้าวร่วมกับ สส.ทั้ง 18 คนของพรรค ในช่วงเย็นวันที่ 12 มิ.ย. เพื่อขอมติกลุ่มว่าจะเดินหน้าการเมืองอย่างไร และเพื่อยืนยันว่าหากอุดมการณ์ไม่ตรงกัน ก็ขอให้จากกันด้วยดี โดยจะขอให้พรรคมีมติขับออก ขณะนี้เหมือนพรรคแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มของเสี่ยเฮ้ง และกลุ่ม “หัวหน้าตุ๋ย” พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค 18 เสียงเท่ากัน

วันเดียวกัน “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ลงทุนซื้ออาคาร SKYY9 มูลค่า 3 พันล้านบาทในราคา 7 พันล้านบาท โดยมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน คณะกรรมการได้จัดทำรายงานผลตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ลงทุนซื้ออาคาร SKYY9 เสร็จสิ้นแล้ว โดยมีข้อสรุปผลการศึกษาและวิเคราะห์ราคาอาคาร SKYY9 เห็นว่า มูลค่าตลาดของอาคาร SKYY9 ในขณะที่ทำการซื้อขายควรมีค่าในช่วงประมาณ 3,428,000,000-3,863,000,000 บาท ต่อมาปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 68 รายงานผลต่อนายอนุทิน

นายอนุทิน เขียนคำสั่งด้วยลายมือ แจ้งให้ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน เพื่อทราบและให้ดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมขอให้ รมว.แรงงาน รายงานความคืบของการดำเนินการทุกขั้นตอน และให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด คำนึงถึง และรักษาประโยชน์ของราชการเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสนใจว่า เสี่ยหนู ได้แต่งตั้งนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ บุตรชายนายสันติ พร้อมพัฒน์ แกนนำ สส.กลุ่มเพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง ซึ่งนายพัฒนาเป็นอดีตเจ้าของตึก SKYY9 และว่ากันว่า ขณะนี้เสี่ยหนูกำลังดีลกลุ่มนายสันติ ที่มี สส. 6 คนเข้ามาร่วมพรรคภูมิใจไทย เท่ากับว่า พปชร.ก็เลือดไหลอีก

ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาเรื่องพิจารณาที่ 16/2568 กรณีคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 โดยนายณฐพร โตประยูร (ผู้ร้อง) ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 (ล้มล้างการปกครอง) กล่าวอ้างว่าผู้ถูกกล่าวหา อาทิ กกต. พรรคภูมิใจไทย สว. ที่ถูก กกต.ตอบสวน นายเนวิน ชิดชอบ นางกรุณา ชิดชอบ นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ กับพวก นายศุภชัย โพธิ์สุ นางสาววาริน ชิณวงศ์ นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ (ผู้ถูกร้องที่ 11) และนายสุบิน ศักดา ร่วมกันกระทำการโดยทุจริตในกระบวนการเลือก สว.

ผู้ถูกร้องกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ ในชั้นนี้ ให้มีหนังสือแจ้งอัยการสูงสุดเพื่อขอทราบว่าได้ดำเนินการตามคำร้องของผู้ร้องไปแล้วอย่างไร และรวบรวมพยานหลักฐานได้เพียงใด โดยให้จัดส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ (คดีนี้เคยร้องไปยังอัยการสูงสุด แต่อัยการไม่ได้ดำเนินการใน 15 วัน ผู้ร้องจึงร้องตรงต่อศาล)

ก็เป็นเรื่องที่พรรคภูมิใจไทยต้องลุ้นว่า หากศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณา จะนำไปสู่การยุบพรรคหรือไม่

ปิดท้ายกันที่วาระสำคัญ วันศุกร์ที่ 13 มิ.ย. นายรัฐวิชญ์ อริยพัชญ์พล โฆษกศาลยุติธรรม แจ้งว่า ในวันศุกร์ที่ 13 มิ.ย.นี้ เวลา 09.30 น. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อม.) นัดพร้อมและนัดไต่สวน กรณีการแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบังคับโทษจำคุกของนายทักษิณ ชินวัตร (กรณีนอน รพ.ตำรวจแทนการนอนเรือนจำ)

คาดว่าจะมีผู้สนใจจำนวนมาก จึงอำนวยความสะดวกและดูแลความเรียบร้อยบริเวณศาล อาจจะจัดพื้นที่เฉพาะนอกห้องพิจารณาพร้อมถ่ายทอดภาพและเสียง นอกจากนี้ศาลฎีกาได้กันพื้นที่หน้าศาลฝั่งริมคลองหลอดไว้รองรับให้สื่อมวลชนถ่ายทอดข่าว หลังเสร็จสิ้นการพิจารณา ศาลฎีกาจะจัดทำ press release สำหรับแจกสื่อมวลชนด้วย.

"ทีมข่าวการเมือง"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...