โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ยุบไม่ได้-ถอยไม่ทัน!! แพทองธารยังหลอน ‘เงาเนวิน’?

สยามรัฐ

อัพเดต 08 ก.ค. 2568 เวลา 02.04 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 02.04 น.

เกมยื้อ-เกมรอ-เกมเสี่ยง! เมื่อเงาของ “เนวิน” ยังหลอกหลอนในห้องประชุมพรรคเพื่อไทย…

ในขณะที่สถานการณ์การเมืองไทยเดินหน้าสู่จุดเปราะบางอย่างยิ่ง ภายใต้รัฐบาลที่นำโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หลายฝ่ายเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า นายกรัฐมนตรีหญิงกำลังถ่วงเวลาไม่ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรอดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่คาดว่าจะมีขึ้นในช่วงบ่ายเดือนสิงหาคม หรือต้นเดือนกันยายนนี้ว่าต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่

เบื้องหลังการยื้อเวลานี้ ไม่ได้เป็นเพียงการ “ประคองอำนาจ” ท่ามกลางคลื่นต้านเท่านั้น แต่ยังสะท้อน “บาดแผลทางการเมืองในอดีต” ที่ฝังลึกในจิตสำนึกของพรรคเพื่อไทย ว่าหากรีบร้อนลาออกหรือยุบสภาโดยไม่วางหมากรัดกุม อาจเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามพลิกเกมขึ้นมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ดังเช่นกรณี “มันจบแล้วครับนาย” ที่กลุ่มนายเนวิน ชิดชอบ เลือกหันหลังให้พรรคพลังประชาชน แล้วไปโหวตให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2551

บาดแผลจาก “มันจบแล้วครับนาย”

ย้อนกลับไปในปลายปี 2551 หลังพรรคพลังประชาชนซึ่งสืบทอดอำนาจจากพรรคไทยรักไทยถูกยุบ กลุ่มเพื่อนเนวินที่มี ส.ส. อยู่ในมือจำนวนหนึ่ง ได้แยกตัวไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมโหวตให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่ส่งผลให้ “ระบอบทักษิณ” สูญเสียการควบคุมอำนาจรัฐอย่างสิ้นเชิง และวลี “มันจบแล้วครับนาย” ที่สื่อว่านายเนวินประกาศตัดสัมพันธ์ทางการเมืองกับนายทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นตราประทับแห่งความเจ็บปวดที่พรรคเพื่อไทยไม่มีวันลืม

กรณีนี้ส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อยุทธศาสตร์ทางการเมืองของกลุ่มเพื่อไทยมาจนถึงปัจจุบัน และเรียนรู้ว่า “อย่าปล่อยเกมอยู่ในมือคนอื่นเด็ดขาด” โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจ ซึ่งอาจทำให้พันธมิตรกลายเป็นศัตรูได้ในพริบตา

ยื้ออำนาจเพื่อรอคำวินิจฉัย – เพื่อ“ปลอดภัยไว้ก่อน”

มาถึงปี 2568 ความกังวลของพรรคเพื่อไทยและนางสาวแพทองธารดูเหมือนจะกลับมาสะท้อนรอยอดีตอีกครั้ง เมื่อคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่านายกฯ ผิดจริยธรรมจากกรณีคลิปเสียงที่เกี่ยวโยงกับผู้นำกัมพูชา กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา

การที่นายกรัฐมนตรีไม่แสดงความรับผิดชอบตามเสียงเรียกร้องจากหลายภาคส่วนด้วยการลาออกทันที บางฝ่ายอาจมองว่าเป็น “การดื้อด้าน” หรือ “ยื้อเกมอำนาจ” แต่ในมุมของผู้มีประสบการณ์ทางการเมืองนั้น การถอยโดยไม่รู้ชะตากรรม อาจเป็นกับดักที่นำไปสู่การสูญเสียอำนาจแบบถอนตัวไม่ขึ้น

หากนางสาวแพทองธารลาออกทันที อาจต้องมีการเลือกนายกฯ คนใหม่ในสภา ซึ่งจะทำให้เกมการเมืองเปิดกว้าง และมีโอกาสเกิดการ “พลิกขั้ว” คล้ายปี 2551 ซึ่งถ้าเกิดการรวมเสียงระหว่างฝ่ายค้านและกลุ่มงูเห่า พรรคพลังประชาชนในวันนั้นก็อาจจะกลายเป็นพรรคเพื่อไทยในวันนี้

ปัญหาอำนาจ “รักษาการนายกฯ” กับการยุบสภา – ทางตันที่อาจคิดไม่ถึง

แต่กลยุทธ์ยื้อเวลา “ไม่ลาออก” กลับกำลังเผชิญปัญหาใหม่ เมื่อมีการตีความทางกฎหมายชัดเจนโดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผ่านเฟซบุ๊ก “Alex Pakorn” ว่า…

“รองนายกรัฐมนตรีที่รักษาราชการแทนนายกฯ ไม่มีอำนาจยุบสภา เพราะไม่ได้รับความไว้วางใจจากสภาให้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร”

นั่นหมายความว่า หากศาลสั่งพักงานนางสาวแพทองธารในระหว่างพิจารณาคดี หรือหากเธอลาออกก่อนคำวินิจฉัยจริง รัฐบาลจะเข้าสู่โหมด “รักษาการ” ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถเสนอพระราชกฤษฎีกายุบสภาได้

หรืออีกนัยหนึ่ง กลยุทธ์ “ถ้าจะแพ้ ก็ขอยุบสภาเลือกตั้งใหม่เพื่อชิงความชอบธรรม” ก็จะกลายเป็นหมากที่ใช้ไม่ได้ทันที

สภาวะอำนาจตีบตัน – ไม่มีใครกล้าเดินหน้า

ในบริบทนี้ ประเทศไทยจึงอยู่ในภาวะเปราะบางสุดขีด เพราะ…

-ฝ่ายค้านเดินเกมไม่สุด เนื่องจากเกรงจะถูกกล่าวหาว่า “เร่งเร้าเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง”

-พรรคเพื่อไทยกลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอย หากเปลี่ยนเกมก่อนเห็นทิศชัด

-ฝ่ายราชการบางกลุ่มเริ่ม “เกียร์ว่าง” เพราะไม่แน่ใจว่าใครจะเป็นฝ่ายอยู่รอดในท้ายที่สุด

กล่าวได้ว่า นี่คือภาวะที่ “ไม่ยอมแพ้ แต่ก็เดินหน้าไม่ได้” ทุกฝ่ายติดกับกลยุทธ์ของตัวเองโดยไม่มีช่องให้เคลื่อนไหว

ทางออกที่ถูกบีบให้เหลือไม่กี่ทาง

ด้วยข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญ และความซับซ้อนของระบบ “ความไว้วางใจ” แบบ Westminster การแก้เกมจากฝั่งรัฐบาลจึงเหลือทางเลือกน้อยลงทุกที

หากรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ และผลออกมาเป็นลบ = รัฐบาลสิ้นสุดทันทีแบบไม่มีเงื่อนไข และสภาต้องเลือกนายกฯ ใหม่

หากผลออกมาเป็นบวก = แม้รอดตัว แต่ความชอบธรรมทางการเมืองก็ยังถูกตั้งคำถาม

หากลาออกตอนนี้ = เกมยุบสภาเพื่อ “รีเซ็ตใหม่” ไม่สามารถใช้ได้เพราะอำนาจไม่ได้อยู่ในมือแล้ว

กล่าวได้ว่า “กลยุทธ์ถ่วงเกม” ของนางสาวแพทองธาร อาจนำไปสู่ภาวะอัมพาตทางการเมืองโดยไม่ได้ตั้งใจ

สัญญาณเตือนจากสังคม – ความไว้วางใจไม่ใช่แค่ในสภา

สิ่งที่น่าสนใจคือคำอธิบายของนายปกรณ์นั้น เน้นย้ำว่า “ความไว้วางใจ” ในระบบรัฐสภาแบบ Westminster ต้องได้รับจาก “เสียงส่วนใหญ่ในสภา” อย่างชัดเจน แต่ในโลกแห่งความจริง “ความไว้วางใจ” ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือความไว้วางใจจากประชาชน

ขณะที่สภาอาจยังไม่เปลี่ยนขั้ว แต่คะแนนนิยมที่ลดลงของนางสาวแพทองธาร และเสียงขับไล่จากภาคประชาชนจำนวนมาก กำลังส่งสัญญาณเตือนว่า หากยื้อเกมมากเกินไป อาจไม่ใช่แค่ “มันจบแล้วครับนาย” แต่จะกลายเป็น “มันจบแล้วครับพรรค” ด้วยซ้ำ

สรุป: ประวัติศาสตร์สอนอะไร?

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยในปี 2551 ย้ำเตือนว่า…“อำนาจที่ยืมมือคนอื่นได้ อาจถูกดึงกลับคืนทุกเมื่อ”

วันนี้ พรรคเพื่อไทยยังมีไพ่ในมือบางส่วน

แต่ยิ่งยื้อ…ยิ่งห่างประชาชน

และยิ่งเปิดพื้นที่ให้เกมของฝ่ายตรงข้ามฟื้นตัวอย่างเงียบๆ

ในทางกลับกัน หากวางเกมรัดกุม ยอมถอยแบบมีแผน สำรองกำลังไว้ตั้งรับ บางทีอาจเปลี่ยน “เกมปะทะ” ให้กลายเป็น “เกมพักฟื้น” เพื่อกลับมาแข็งแกร่งในวันข้างหน้า

#แพทองธาร #มันจบแล้วครับนาย #เนวินชิดชอบ #เพื่อไทย #วิกฤตรัฐบาล #ยุบสภาไม่ได้ #การเมืองไทย #ดราม่าการเมือง #ศาลรัฐธรรมนูญ #อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...