หุ้นกรี๊ด ภาษีทรัมป์ ไทยจบ20% ?
หุ้นไทยสุดร้อนแรง ยืนเหนือ 1,200 จุด เฉพาะแค่วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฏาคมที่ผ่านมา บวกแรงถึง 40 จุด ถือเป็นการขึ้นแรงอันดับ 2 ของปีนี้ พร้อมกับมูลค่าซื้อขาย 6.3 หมื่นล้านบาท สูงสุดเมื่อเทียบกับ TOP5 ในวันที่ ดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นแรงสุดของปี หนุนให้ SET บวก 109 จุด หรือ 10% สูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก
สำหรับปัจจัยที่ทำให้หุ้นขึ้นนั้น มาจากความคาดหวังการเจรจาภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จะออกมาดี หลังจากก่อนหนี้อัตราภาษีรอบใหม่ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บไทยอยู่ในระดับเดิมที่ 36% ทำให้ไทยอาจกลายเป็นประเทศที่ถูกเก็บภาษีในอัตราสูงสุดเป็นอับดับ 4 ของโลก รองจากบราซิลที่ 50%, ลาว 40% และพม่า 40%
โดยล่าสุดทีมเจรจา ได้เข้าเสนอดีลใหม่ซึ่งมาพร้อมกับการปรับลดกำแพงภาษีเหลือ 0% สำหรับสินค้าสหรัฐกว่าหมื่นรายการ โดยคิดเป็น 90% ของรายการสินค้าทั้งหมดที่สหรัฐส่งมาขายไทย โดยยืนอยู่บนหลัก win-win หากสามารถบรรลุดีล คาดว่าจะลดการเกินดุลของไทยที่มีต่อสหรัฐ ลงไปได้ถึง 70% ภายใน 3 ปี และจะเข้าสู่ดุลยภาพการค้าใหม่ใน 5 ปี
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป มองว่า ครั้งนี้ไทยคาดหวังจะบรรลุดีลด้วยกำแพงภาษี 18-20% เพื่อให้ยังสามารถรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันของสินค้าไทยกับประเทศอื่น ๆ ที่มีสินค้าส่งออกใกล้เคียงกันอย่างอินโดนีเซีย และเวียดนาม ที่บรรลุดีลที่ 19 และ 20%
หากสามารถบรรลุดีลได้ตามคาด ตลาดหุ้นจะตอบรับเชิงบวก โดยหากบรรลุที่ขอบบนคือ 20% มอง GDP ไทยยังขยายตัวได้ที่ระดับ 1.7% และวางเป้าหมาย SET ปีนี้ที่ 1,230 จุด หากสามารถต่ำกว่า 20% มองจะยิ่งเป็นผลดีต่อตัวเลขทั้งสอง ส่วนในระยะสั้นมองตลาด ปรับตัวขึ้นแรงช่วงสั้นจากความคาดหวังการบรรลุดีล หากผิดคาดอาจมีแรงขายเข้ามา จึงแนะนำจับตาข่าวการเจรจาใกล้ชิด
ทั้งนี้ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.สัมภาษณ์ "นายไพบูลย์ นลินทรางกูร" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ถึงภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดย "นายไพบูลย์" กล่าวว่า มี 3 ปัจจัยที่ทำให้หุ้นไทยขึ้น คือ 1.Rebound 2.เงินไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ และ 3.ขานรับดีลการค้าสหรัฐฯกับไทย
"ก็ที่ผ่านมาที่เราทราบกันดี ตลาดหุ้นไทยก็ Underperform ตลาดหุ้นโลกมาเยอะมากในปีนี้ โดยเฉลี่ยเราลดลงประมาณสัก 20% จากต้นปี ขณะที่ตลาดหุ้น เฉลี่ยเขาปรับขึ้นกันกว่า 10% เพราะฉะนั้นก็มีความเป็นไปได้ที่ Sentiment ดีขึ้น ก็มักจะมี
Technical Rebound หรือการฟื้นตัวของตลาดหุ้นอันนี้ข้อที่ 1 และของเราๆ ก็อยู่ในกรณีนั้น เพราะถ้าเราดูในแง่ของพวก Ratio ต่างๆ อัตราส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นใช้ Price to Book, Price to Earnings ต่างเหล่านี้ เราก็ถือว่าอยู่ต่ำมากๆเมื่อเทียบกับอดีตที่มีความ เป็นปกติอยู่แล้ว ของตลาดที่ปกติมักจะเกิดการ Rebound เกิดขึ้น"
"ข้อที่สอง ในช่วงที่ผ่านมาก็เริ่มมีกระแสเงิน ที่เริ่มไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ เพราะว่าการอ่อนค่าของเงินดอลล่าร์ แล้วทุกคนก็ยังมองว่าตลาดเกิดใหม่มีอัพไซด์ที่น่าสนใจกว่าในแง่ของราคาหุ้นก็ยังถูกกว่าในสหรัฐฯ แล้วนักลงทุนทั่วโลกก็ได้กำไรเยอะแล้วในสหรัฐฯ 2-3 ปี ที่ผ่านมา เงินก็เลยโยกมาตลาดเกิดใหม่ ส่วนหนึ่งก็เข้าสู่ประเทศไทยด้วย เพราะเขามองว่าตลาดไทยมีความเป็นไปได้ที่จะมีการฟื้นตัว"
"ข้อที่สามเป็นเรื่องของอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภาษีตอบโต้ของเขา ที่ล่าสุดเราเพิ่งส่งเข้าไปก็เข้าใจว่า ก็มีเสียงได้ยินมามีเสียงตอบรับค่อนข้างดี ผมเชื่อว่าตลาด ก็คงจะสะท้อนข่าวนี้เข้าไปในตลาดหุ้นด้วย ซึ่งทุกคนก็หวังว่า 36% คงไม่จบตรงนั้น อาจจบที่ 20% บวกลบ ก็เลยเกิดความคาดหวังที่ดีขึ้น"
และเมื่อถาม "นายไพบูลย์" ว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีเสน่ห์น่าลงทุนหรือไม่ คำตอบที่ได้ น่าสนใจ
"ก็ถ้ามองระยะยาว ระยะสั้นก็แน่นอน ก็เหมือนหลาย ๆ ตลาดหุ้น ที่มีปัญหาเศรษฐกิจโลก ปัญหาเรื่องของการส่งออกเข้าไปยังสหรัฐฯ แต่ของเราก็จะมีเพิ่มเติม เรื่องของปัญหาเชิงโครงสร้าง เรื่องหนี้ครัวเรือน เรื่องอะไรต่างๆเหล่านี้ ที่ยังเป็นปัญหาที่ทำให้เศรษฐกิจไทย ไม่สามารถที่จะเติบโตกลับไประดับเดิมได้ ก็คงจะอยู่ประมาณแถวๆ ประมาณ 2% บวกลบ ก็ถือว่ายังเป็นปัญหาอยู่ แต่ถามว่าเสน่ห์ยังมีไหม ถ้าในระยะยาวก็เชื่อว่ายังมีเสน่ห์ เพราะศักยภาพของเรา ก็ยังถือว่าถ้าทำดี ๆ ก็ไปได้ทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้น"
จากนี้ต่อไปจะต้องจับตาดีลการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะทุกการขยับ ทุกการขับเคลื่อน ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุนในตลาดหุ้นไทยนั่นเอง
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook: https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews