โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เจาะลึกเทคโนโลยีไฮโดรเจน พลังงานอนาคตเพื่อโลกที่ยั่งยืน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 ก.ค. 2568 เวลา 10.45 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 03.45 น.

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างหนักหน่วง ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น มลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทรัพยากรธรรมชาติที่ลดลงอย่างรวดเร็ว การแสวงหาแหล่งพลังงานสะอาดและยั่งยืนจึงเป็นวาระสำคัญระดับโลก ในบรรดาเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกที่มีศักยภาพ “พลังงานไฮโดรเจน” กำลังถูกจับตามองในฐานะ "เชื้อเพลิงแห่งอนาคต" ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจหมุนเวียน

สิ่งที่ทำให้ไฮโดรเจน กลายเป็นตัวเลือกที่ได้รับความสนใจก็เพราะไฮโดรเจน (H) เป็นธาตุที่เบาและมีปริมาณมาก โดยเฉพาะในน้ำ แต่ทั้งนี้ยังต้องผ่านกระบวนการเพื่อทำให้เป็นก๊าซไฮโดรเจน (H2) ซึ่งมีการคิดค้นเพื่อนำไฮโดรเจนมาใช้นั้นมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เลยทีเดียว โดยข้อดีของไฮโดรเจนนั้นมีตั้งแต่

สะอาดไร้มลพิษ: เมื่อไฮโดรเจนถูกนำไปผลิตพลังงานผ่านเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) หรือการเผาไหม้ จะมีเพียงไอน้ำเท่านั้นที่เป็นผลผลิต ไม่มีก๊าซเรือนกระจกหรือมลพิษทางอากาศอื่น ๆ ปล่อยออกมา

กักเก็บพลังงานได้ดี: ไฮโดรเจนมีความหนาแน่นของพลังงานโดยมวลสูง ทำให้สามารถกักเก็บพลังงานได้ในปริมาณมาก เหมาะสำหรับการขนส่งระยะไกล หรือเป็นพลังงานสำรอง

ผลิตได้จากหลายแหล่ง: พลังงานไฮโดรเจนสามารถผลิตได้จากหลายแหล่ง เช่น น้ำ (โดยกระบวนการอิเล็กโทรไลซิส), ก๊าซธรรมชาติ, ชีวมวล, หรือแม้แต่จากขยะ ทำให้มีโอกาสในการลดการพึ่งพิงเชื้อเพลิงฟอสซิล

นำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายภาคส่วน: ไฮโดรเจนสามารถนำไปใช้ได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะ (รถยนต์, รถบัส, รถไฟ, เรือ, เครื่องบิน), ผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม, เป็นแหล่งพลังงานสำรองสำหรับอาคารบ้านเรือน, หรือแม้กระทั่งเป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตทางเคมี

ทำความรู้จักพลังงานไฮโดรเจน 5 ประเภท

พลังงานไฮโดรเจนนั้นมีข้อดีที่สามารถผลิตได้จากหลายแหล่ง แต่ที่มาของการผลิตแต่ละประเภทมีการปลดปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่แตกต่างกัน (อ้างอิงข้อมูลจาก สถาบันนวัตกรรม ปตท.และคณะกรรมการหอการค้าไทย) โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท คือ

  • ไฮโดรเจนสีน้ำตาล (Brown Hydrogen): ใช้ถ่านหินเป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิต ผ่านกระบวนการแปรสภาพเป็นก๊าซ (Gasification) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุด
  • ไฮโดรเจนสีเทา (Grey Hydrogen): ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิต ผ่านกระบวนการเปลี่ยนรูปสารไฮโดรคาร์บอนในก๊าซธรรมชาติด้วยไอน้ำ (Steam Methane Reforming : SMR) มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รองลงมาจากไฮโดรเจนสีน้ำตาล
  • ไฮโดรเจนสีฟ้า (Blue Hydrogen): ผลิตจากก๊าซธรรมชาติเช่นเดียวกันกับไฮโดรเจนสีเทา แต่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต จะถูกกักเก็บด้วยเทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage : CCS)
  • ไฮโดรเจนสีชมพู (Pink Hydrogen): ผลิตโดยใช้กระบวนการแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ (Water Electrolysis) และพลังงานไฟฟ้าที่ใช้มีต้นกำเนิดมาจากพลังงานนิวเคลียร์
  • ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen): ผลิตจากกระบวนการแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ
    โดยพลังงานไฟฟ้ามาจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ หรือ พลังงานลม

การใช้พลังงานไฮโดรเจนอันตรายจริงหรือไม่?

ไฮโดรเจนเป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติน้ำหนักเบากว่าก๊าซธรรมชาติถึงประมาณ 8 เท่า ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และแม้จะเป็นก๊าซไวไฟ แต่กลับปลอดภัยกว่าที่หลายคนเข้าใจ ในกรณีที่เกิดการรั่วไหล ไฮโดรเจนจะลอยขึ้นสู่อากาศอย่างรวดเร็ว ไม่สะสมอยู่ในพื้นที่ต่ำ ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุจากการสะสมของก๊าซในพื้นที่ปิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในปัจจุบัน การเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด เป็นแนวโน้มสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยยานยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นทางเลือกหลักที่ช่วยลดการปล่อยมลพิษ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ Fuel Cell Electric Vehicle (FCEV) หรือ รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง และ Battery Electric Vehicle (BEV) หรือ รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ ซึ่งมีแนวทางการใช้พลังงานที่แตกต่างกัน โดย FCEV ใช้ไฮโดรเจนเป็นแหล่งพลังงาน โดยเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าผ่านเซลล์เชื้อเพลิง ขณะที่ BEV ใช้พลังงานไฟฟ้าที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่โดยตรง แต่ละเทคโนโลยีมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน

เปรียบเทียบการทำงานระหว่างรถ BEV และ FCEV

ปัจจุบันยานยนต์ไฟฟ้าทั้งสองประเภท กำลังได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง BEV มีการใช้งานอย่างแพร่หลายมากกว่า เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ มีสถานีชาร์จที่สะดวกและครอบคลุม โดยเฉพาะสำหรับการใช้งานในเมืองที่มีระยะการเดินทางใกล้ถึงปานกลาง

อย่างไรก็ตาม BEV มีข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้ไม่เหมาะกับการขนส่งระยะไกล เช่น

  • ระยะทางจำกัดต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
  • เวลาชาร์จแบตเตอรี่ที่ค่อนข้างนาน
  • แบตเตอรี่หนักและมีขนาดใหญ่ ส่งผลให้พื้นที่ใช้สอยจำกัด และบรรทุกน้ำหนักสินค้าได้น้อยลง

ขณะที่ FCEV สามารถแก้ไขข้อจำกัดเหล่านี้ได้:

  • ระยะทางวิ่งไกลกว่ามากต่อการเติมหนึ่งครั้ง
  • ใช้เวลาเติมเชื้อเพลิงเร็วกว่าการชาร์จแบตเตอรี่
  • ใช้ถังบรรจุไฮโดรเจนแทนแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ทำให้บรรทุกน้ำหนักได้มากกว่า

ยิ่งระยะทางไกลขึ้น และน้ำหนักในการบรรทุกสินค้ามากขึ้นเท่าไร รถ FCEV ก็ยิ่งแสดงข้อได้เปรียบและมีความเหมาะสมในการใช้งานมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ FCEV จึงเหมาะสมสำหรับการขนส่งสินค้าระยะไกลอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ปล่อย CO₂ ออกสู่สิ่งแวดล้อม

อนาคตของการขนส่งด้วยเทคโนโลยี FCEV

ในอนาคต คาดว่า FCEV จะมีต้นทุนต่ำกว่า BEV ทำให้ไฮโดรเจนจะกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยให้การเดินทางเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การพัฒนาเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีเติมไฮโดรเจน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

โลกใช้ประโยชน์จากพลังงานไฮโดรเจนอย่างไร?

ปัจจุบัน มีการใช้งานเทคโนโลยีไฮโดรเจนกว่า 30 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะแถบยุโรป สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลาง เนื่องจากความได้เปรียบเชิงพื้นที่ในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และอีกหลายประเทศที่กำลังเตรียมความพร้อมพัฒนาไฮโดรเจน ตัวอย่างเช่น

ประเทศเยอรมนี (เป้าหมาย Net Zero 2045)

  • เปิดให้บริการรถไฟพลังงานไฮโดรเจนเป็นครั้งแรกของโลก ทดแทนรถไฟดีเซล วิ่งได้ราว 1,000 กม./ H2 หนึ่งถัง ความเร็วสูงสุด 140 กม./ชม.

ประเทศฝรั่งเศส (เป้าหมาย Net zero 2050)

  • บริษัท Pragma Industries ผลิตจักรยานพลังงานไฮโดรเจน
    • บริษัท Compagnie Fluvial de Transport เริ่มใช้เรือพลังงานไฮโดรเจนการขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์

ประเทศญี่ปุ่น (เป้าหมาย Net zero 2050)

  • บริษัท Honda ทดสอบ Data Center พลังงานไฮโดรเจน
    • ISUZU นำ ISUZU GIGA FUEL CELL รถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจน ทดลองวิ่งใช้งานจริงในญี่ปุ่น ก่อนเตรียมเปิดขายปี 2027

สำหรับประเทศไทยนั้น อ้างอิงข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน และสถาบันนวัตกรรม ปตท. ระบุว่า ประเทศไทยมีความเป็นไปได้ที่จะใช้ประโยชน์จากเชื้อเพลิงไฮโดรเจนเพื่อลดการปลดปล่อยคาร์บอนได้ใน 3 ภาคส่วนหลัก คือ

  • ภาคอุตสาหกรรม ใช้สำหรับปรับปรุงคุณภาพโลหะ และปิโตรเคมี เป็นสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์ รวมไปถึงใช้เป็นเชื้อเพลิงสะอาดในกระบวนการที่ใช้ความร้อนสูง เช่น ซีเมนต์
  • ภาคการผลิตไฟฟ้า ใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยตรงในกังหันก๊าซไฮโดรเจน หรือนําไปผสมกับก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าด้วยกังหันก๊าซ ผ่านกระบวนการเผาไหม้โดยตรง หรือผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง
  • ภาคการขนส่ง สามารถนำมาใช้ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันปิโตรเลียมสำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine: ICE) หรือใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยตรงในรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle: FCEV) รวมถึงรถโดยสารและรถบรรทุก (Heavy Duty Long-Haul Vehicle)

ภายใต้ความเป็นไปได้ในการใช้พลังงานไฮโดรเจนใน 3 ภาคส่วนนี้ ประเทศไทยยังมียุทธศาสตร์ 4 ด้าน ที่ส่งเสริมการใช้พลังงานไฮโดรเจน ประกอบด้วย 1. พัฒนาตลาดและสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ใช้ 2. ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรม 3. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 4. ปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรฐาน โดยมีการแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ดังนี้

  • ระยะสั้น (2025-2030) มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อม เช่น เริ่มพัฒนาโครงการนำร่อง การจัดทำมาตรฐานความปลอดภัย แผนงานและศึกษารูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ รวมถึงการทดสอบ ปรับปรุงระบบกักเก็บและขนส่ง
  • ระยะกลาง (2031-2040) มุ่งเน้นการพัฒนาไฮโดรเจนเชิงพาณิชย์ในภาคพลังงาน เช่น การกำหนดให้มีการผสมไฮโดรเจนในสัดส่วน 5-10% ในระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติสำหรับการผลิตไฟฟ้า การออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์ด้านภาษี การพัฒนาโครงข่ายระบบไฟฟ้าสีเขียว รองรับไฮโดรเจนสีเขียว และขยายสถานีไฮโดรเจน การติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
  • ระยะยาว (2041-2050) มุ่งสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions เช่น การเพิ่มสัดส่วนการผสมไฮโดรเจน 10-20% ในระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติสำหรับการผลิตไฟฟ้า การพัฒนากลไกตรวจติดตาม ประเมิน และปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างพื้นฐาน การพิจารณาภาษีคาร์บอนในโครงสร้างราคา การพัฒนาแพลตฟอร์มและการซื้อขายคาร์บอน การกำหนดมาตรฐานการขนส่ง FCEV และสถานีเติมไฮโดรเจน

นอกจากการขับเคลื่อนจากภาครัฐแล้ว ภาคเอกชนไทยยังมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะ กลุ่ม ปตท. ที่มองเห็นถึงความสำคัญของการประยุกต์ใช้งานไฮโดรเจนในการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมถึงโอกาสในการสร้างธุรกิจไฮโดรเจน
โดยที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท. ได้ติดตามและดำเนินงานด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น

  • จัดตั้ง Hydrogen Thailand Club ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชนในปี 2562 เพื่อเตรียมความพร้อมและผลักดันเทคโนโลยีไฮโดรเจนให้กับประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก 54 บริษัท
  • สร้างความร่วมมือระหว่าง PTT - OR - TOYOTA - BIG ในปี 2565 เพื่อติดตั้งสถานีนำร่อง Hydrogen Station สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงแห่งแรกของไทย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และนำ FCEV รุ่น Mirai ของ TOYOTA มาทดสอบการใช้งาน เพื่อศึกษาการใช้ไฮโดรเจนในภาคขนส่งของประเทศ
  • ปตท.สผ. สามารถชนะการประมูลการพัฒนาโครงการไฮโดรเจนสีเขียว ประเทศโอมาน, PTT – RINA พัฒนาทดสอบการเผาไหม้ของการผสม Hydrogen ในก๊าซธรรมชาติ และพัฒนาห้องปฏิบัติการของสถาบันนวัตกรรม ปตท. ในปี 2566
  • ปตท. ร่วมกับโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย และบีไอจี ยกระดับ Hydrogen Thailand Club ในปี 2567 เพื่อจัดตั้งเป็นสมาคมไฮโดรเจนแห่งประเทศไทย (Hydrogen Thailand Association) โดยอยู่ในระหว่างการถ่ายโอนสมาชิกเข้าสู่สมาคม
  • กลุ่ม ปตท. ลงนามบันทึกข้อตกลงการพัฒนาธุรกิจและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำของกลุ่ม ปตท. เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net-Zero ในปี 2568

นอกจากการดำเนินงานที่ต่อเนื่องตลอด 6 ปีที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท. ยังมีแนวทางการดำเนินงานในอนาคตที่สอดรับกับนโยบายของภาครัฐอย่างเต็มที่ เช่น

  • ให้การสนับสนุนข้อมูลแก่ภาครัฐ เพื่อพิจารณากำหนดให้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นส่วนหนึ่งของ พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง
  • ศึกษาและประเมินผลกระทบของการผสมไฮโดรเจนในระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงเทคนิคให้ภาครัฐใช้ประกอบการตัดสินใจวางแผนดำเนินนโยบายด้านพลังงาน
  • ให้ข้อมูลเชิงเทคนิคและข้อเสนอแนะ สำหรับการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบด้านความปลอดภัยในการผลิตและใช้งานไฮโดรเจน
  • ศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ไฮโดรเจน ภายใน กลุ่ม ปตท. เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน อย่างยั่งยืน

พลังงานไฮโดรเจนไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทย

แม้ปัจจุบันต้นทุนของการใช้พลังงานไฮโดรเจนจะสูงกว่าการใช้พลังงานจากฟอสซิล แต่หากมองในระยะยาว ไฮโดรเจนถือเป็นพลังงานแห่งอนาคตที่มีศักยภาพสูงในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของหลายประเทศทั่วโลกที่เริ่มลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฮโดรเจนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทยนั้น การใช้พลังงานไฮโดรเจนไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในภาคอุตสาหกรรมอย่าง โรงกลั่นน้ำมัน และโรงงานเคมี มีการใช้มานานแล้ว ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดแข็งที่สามารถต่อยอดได้ทันทีเมื่อโอกาสและเทคโนโลยีมีความพร้อมมากขึ้น ทั้งในด้านการผลิต การจัดเก็บ และการนำไปใช้งานในภาคพลังงาน การคมนาคมขนส่ง และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในระยะยาว

ดังนั้นไฮโดรเจนจึงไม่ใช่พลังงานที่ไกลตัวหรือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย แต่คือโอกาสในการยกระดับระบบพลังงานของประเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน และการเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคพลังงานสะอาด หากได้รับการส่งเสริมและวางแผนอย่างเหมาะสม พลังงานไฮโดรเจนก็อาจเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาอนาคตพลังงานไทยที่ทั้งสะอาด ปลอดภัย และยั่งยืนอย่างแท้จริง

อ้างอิงข้อมูลจาก

  • สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
  • สถาบันนวัตกรรม ปตท.
  • คณะกรรมการหอการค้าไทย
  • https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2588840423000434#bib50
  • https://www.h2stations.org/
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...