KTC ตั้งเป้ายอดใช้บัตรเครดิตหมวดสุขภาพปีนี้โต 10% หลังพบเงินสะพัดในกลุ่มกีฬาพุ่ง 400 ลบ./เดือน
KTC ตั้งเป้ายอดใช้บัตรเครดิตหมวดสุขภาพปีนี้โต 10% หลังพบเงินสะพัดในกลุ่มกีฬาพุ่ง 400 ลบ./เดือน
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -22 พ.ค. 68 14:32 น.
KTC หวังยอดใช้จ่ายผ่านบัตรหมวดสุขภาพปีนี้ไม่ต่ำกว่า 10% หลังพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เผยยอดใช้จ่ายด้านสปอร์ตและฟิตเนสเติบโต 20% ต่อเดือน หรือ คิดเป็นเม็ดเงิน 300-400 ล้านบาท นางสาวสิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต หมวดสุขภาพและความงาม บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เปิดเผยว่า พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต และ มีการใช้จ่ายที่สะท้อนเป้าหมายชีวิตในระยะยาวมากกว่าการบริโภคเพื่อความสะดวกชั่วคราว โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิด ยอดการใช้จ่ายผ่ายบัตรในหมวดที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ และ จำนวนสมาชิกที่ใช้บัตรต่างเติบโตมากขึ้นกว่า 50%
โดยในปี 2568 วางกลยุทธ์จะขยายความร่วมมือไปยังพันธมิตรสุขภาพให้มากขึ้นทั้งในกรุงเทพ และ ต่างจังหวัด เพื่อสร้างการรับรู้ และ เข้าถึงกลุ่มสมาชิกเคทีซี และ ผู้บริโภคให้มากที่สุด ซึ่งเคทีซีได้จับมือกับพันธมิตรในกลุ่มโรงพยาบาล ฟิตเนส รวมถึงผู้จำหน่ายอุปกรณ์ออกกำลังกาย และ เทคโนโลยีสวมใส่(Wearable Devices) เพื่อตอบรับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นการดูแลสุขภาพของตัวเอง และ ครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มคนอายุ 20-29 ปี มีการใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% ทั้งในกลุ่มโรงพยาบาล สปอร์ตและฟิตเนส ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการที่คนหันมาสนใจในเรื่องการดูแลสุขภาพเร็วขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย "ลูกค้ามีการชะลอการใช้จ่ายในส่วนของโรงพยาบาลลง 6-7% จากปกติจะมากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อเดือน แต่ถ้าเรื่องสปอร์ต ฟิตเนส พบว่า ยังมีการเติบโต 20% ต่อเดือน หรือ คิดเป็นเม็ดเงิน 300-400 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ทั้งปีนี้ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรหมวดสุขภาพปีนี้ไม่ต่ำกว่า 10%"นางสาวสิรีรัตน์ กล่าว นายอภิเชษฐ์ เกียรติวรคุณ CFA ผู้อำนวยการ - การเงิน บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC กล่าวว่า ในยุคที่เศรษฐกิจเปราะบางจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้าและภาวะดอกเบี้ยขาลง ผู้บริโภคไทยจำเป็นต้องมีการวางแผนชีวิตที่รอบด้านทั้งในเรื่องการเงิน สุขภาพและจิตใจ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น คนไทยมีพัฒนาการด้านความรู้ทางการเงินดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการคิดก่อนซื้อและการออม แต่สิ่งที่ควรเพิ่ม คือ การวางแผนเกษียณในระยะยาวและแผนรับมือกับเหตุฉุกเฉิน ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่ากว่า 80% ของคนไทยยังไม่มีแผนเกษียณที่ชัดเจน มีภาระหนี้สิน และ สิ่งสำคัญที่อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายคนอาจมองข้าม คือ การมีโรคประจำตัวเรื้อรังที่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการดูแลรักษา "ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภค และ สมาชิกเคทีซีจึงจำเป็นต้องวางแผนด้านการเงิน และ สุขภาพอย่างรอบคอบมากยิ่งขึ้น สำหรับวัยทำงานควรเริ่มต้นจากการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ตั้งเป้าหมายทางการเงินตามสูตร 50-30-20 หรือ 60-20-20 มีเงินสำรองฉุกเฉิน และ ลงทุนให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของตนเอง รวมถึงฝึกวินัยทางการเงินผ่านระบบออมอัตโนมัติ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และ ทบทวนแผนทุก 6 เดือน"นายอภิเชษฐ์ กล่าว สำหรับทางเลือกเพื่อพิจารณาในการลงทุนเพื่อการออมรับมือเศรษฐกิจปี 2568 ในกล่มหุ้น (Selective Underweight) ควรเน้นกลุ่มสาธารณูปโภค สินค้าอุปโภคและสุขภาพ หรือเลือกลงทุนในหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ที่มีตลาดกระจายหลายประเทศมากกว่าที่มีการกระจุกตัวของตลาด เน้นหุ้นบริโภคในประเทศที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ลดหุ้นส่งออกไปสหรัฐฯ โดยเฉพาะที่ไม่มีสิทธิยกเว้นภาษี ตราสารหนี้ เพิ่มน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาลระยะกลางและระยะยาว เลี่ยงตราสารหนี้เอกชนที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์ และ ลดการถือพันธบัตรอิงเงินเฟ้อจากแนวโน้มเงินเฟ้อต่ำ ส่วนทองคำสามารถค่อยๆ เพิ่มการลงทุนระยะยาวเพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยแนะนำถือทองในรูปแบบ USD รับมือค่าเงินบาทผันผวน หรือ เข้าชื้อแบบทยอยเพื่อเฉลี่ยต้นทุน "ความหวังเศรษฐกิจไทย เรามอง 3 ด้าน อย่างแรก คือ ปัจจัยภายนอก คือ เรื่องภาษีของสหรัฐ เพราะจะกระทบต่อเศรษฐกิจ และ ธุรกิจให้มีความผันผวน โดยเฉพาะภาคส่งออก ในขณะที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนก็หายไป และ ชะลอตัวลง ซึ่งภาครัฐ และ เอกชน ต้องหาแนวทาง หรือ ส่งเสริม เพิ่มศักยภาพให้ดีขึ้น เพราะภาคท่องเที่ยวคิดเป็น 10% ของจีดีพีไทย อย่างที่สอง คือ ปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายการเงิน และ การคลัง ต้องเดินไปด้วยกัน มาตรการภาครัฐที่จะออกมาจะกระตุ้นระยะสั้น แต่อยากให้เกิดการลงทุนเพื่อเป็นมาตรการระยะกลาง และ ระยะยาว ส่วนดอกเบี้ยนโยบาย ก็คาดว่าจะลดลง 2 ครั้ง จากปัจจุบัน 1.75% จะเหลือ 1.25% ในครึ่งแรกของปี 69 และ สุดท้าย คือ โครงสร้างที่ต้องแก้ไข เพราะอายุเฉลี่ยของคนไทยสูงขึ้น เราต้องชดเชยด้วยการพัฒนาทักษะ"นายอภิเชษฐ์ กล่าว
รายงาน โดย กรณัช พลอยสวาท เรียบเรียง โดย ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์
อีเมล์. pattraporn@efinancethai.comอนุมัติ โดย สุรเมธี มณีสุโข
ดูข่าวต้นฉบับ