โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ทรัมป์” กดดันเฟดลดดอกเบี้ยครั้งใหญ่ พร้อมวางเกมเปลี่ยนตัว “พาวเวลล์” ปี 2569

การเงินธนาคาร

อัพเดต 01 ก.ค. 2568 เวลา 10.08 น. • เผยแพร่ 01 ก.ค. 2568 เวลา 03.08 น.

ทรัมป์ เดินหน้ากดดันธนาคารกลางสหรัฐให้ลดดอกเบี้ยอย่างหนัก หลังส่งโน้ตตำหนิพาวเวลล์ว่า "ช้าเกินไป" พร้อมระบุอัตราดอกเบี้ยควรต่ำกว่า 1% ขณะเดียวกันรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เริ่มปูทางเปลี่ยนตัวประธานเฟดปีหน้า

วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เวลา 04.21 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ยังคงกดดันธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เขาได้ส่งรายชื่ออัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกไปให้เจอโรม พาวเวล ประธานเฟด พร้อมเขียนข้อความกำกับด้วยลายมือ ระบุว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐควรอยู่ระหว่างระดับของญี่ปุ่นที่ 0.5% และเดนมาร์กที่ 1.75% พร้อมตำหนิพาวเวลล์ว่า "เช่นเคย ช้าเกินไป"

“คุณควรลดดอกเบี้ยลงมากกว่านี้ เรากำลังสูญเสียเงินหลายร้อยพันล้าน” ทรัมป์เขียนในโน้ตดังกล่าว ซึ่งเขายังนำไปโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดีย พร้อมแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า การเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐ ถือเป็น “หนึ่งในงานที่ง่ายที่สุด แต่ก็มีเกียรติที่สุดในอเมริกา และพวกเขาทำพลาด…เราควรจ่ายดอกเบี้ยแค่ 1% หรือถูกกว่านั้น!”

ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% ในอดีตของสหรัฐ มักเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตอ่อนแอหรือเข้าสู่ภาวะถดถอย และช่วงที่เงินเฟ้อต่ำ เช่นเดียวกับโพสต์อื่น ๆ ของทรัมป์เกี่ยวกับนโยบายการเงิน โพสต์นี้ดูเหมือนจะสับสนระหว่างอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่เฟดกำหนด กับอัตราดอกเบี้ยที่นักลงทุนต้องการถือครองตราสารหนี้ของสหรัฐและประเทศอื่น ๆ ซึ่งแม้จะได้รับอิทธิพลจากนโยบายของเฟด แต่ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองต่อเศรษฐกิจสหรัฐ เงินเฟ้อ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และเสถียรภาพของสถาบันด้วย

ในขณะที่อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำ และเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% ของเฟด เจ้าหน้าที่เฟดจึงลังเลที่จะลดดอกเบี้ยจากระดับปัจจุบันที่ 4.25 - 4.5% จนกว่าจะมั่นใจว่า แผนการขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์จะไม่ก่อให้เกิดแรงกดดันด้านราคารอบใหม่

เมื่อวันจันทร์ เจ้าหน้าที่เฟดหลายคนยังคงแสดงความกังวลดังกล่าว ขณะที่รัฐมนตรีคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ เริ่มวางแผนเกี่ยวกับกระบวนการแต่งตั้งผู้ที่จะมารับตำแหน่งประธานเฟด ต่อจากพาวเวล ซึ่งมีกำหนดจะลงจากตำแหน่งในเดือนพฤษภาคมปีหน้า

แม้ว่าทรัมป์ไม่สามารถปลดพาวเวลออกจากตำแหน่งได้ด้วยเหตุผลด้านนโยบาย แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนเขาก็เรียกร้องให้พาวเวลล์ลาออก ขณะที่เบสเซนต์กลับมีท่าทีที่เป็นไปตามกระบวนการปกติมากกว่า โดยระบุว่า จะไม่มีการแต่งตั้ง "เงาประธาน Fed" หรือพยายามแทรกแซงนโยบายการเงินผ่านวิธีการพิเศษอื่น ๆ

“จะมีที่นั่งว่างในคณะกรรมการในเดือนมกราคม เราจึงได้พิจารณาว่าบุคคลที่จะมาแทนตำแหน่งนั้น อาจได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานเฟดคนใหม่เมื่อเจย์ พาวเวลลงจากตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม” เบสเซนต์กล่าวกับ Bloomberg TV โดยตำแหน่งของผู้ว่าการ Fed คนปัจจุบัน อาเดรียนา คูเกลอร์ จะหมดวาระในเดือนมกราคม เบสเซนต์ยังกล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า การมีที่นั่งว่างในเดือนมกราคม หมายความว่ารัฐบาลจะสามารถเสนอชื่อได้ประมาณเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน และให้วุฒิสภาพิจารณาแต่งตั้งต่อไป

หนึ่งในบุคคลที่อยู่ระหว่างการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งประธาน Fed คือ คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ว่าการและมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจนโยบายการเงินอยู่แล้ว ส่วนบุคคลอื่น ๆ เช่น อดีตผู้ว่าการ เควิน วอร์ช จะต้องรอให้มีที่นั่งว่างและได้รับการเสนอชื่อ รวมถึงผ่านกระบวนการอนุมัติจากวุฒิสภาก่อน

ข้อมูลเศรษฐกิจช่วงฤดูร้อนคือปัจจัยชี้ขาด แม้คำเรียกร้องของทรัมป์ในการลดดอกเบี้ยอาจสร้างความตึงเครียดในกระบวนการพิจารณาแต่งตั้งประธาน Fed คนใหม่ เนื่องจากเฟดควรมีอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง แต่ข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงฤดูร้อนนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้ว่าความตึงเครียดระหว่างทำเนียบขาวกับ Fed จะทวีความรุนแรงขึ้นหรือลดลง หากเจ้าหน้าที่ Fed เห็นทางที่จะลดดอกเบี้ยด้วยตัวเอง

นักลงทุนคาดว่า Fed จะเริ่มลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนกันยายนนี้ และอาจลดลงอย่างต่อเนื่องหลังจากนั้น นักเศรษฐศาสตร์ของโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งก่อนหน้านี้มองเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของสหรัฐ ในเชิงลบและคาดว่า Fed จะรอจนสิ้นปีจึงค่อยลดดอกเบี้ย ได้ปรับคาดการณ์ใหม่ โดยคาดว่า Fed จะเริ่มลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนเช่นกัน

“เราเคยคิดว่าผลกระทบจากภาษีศุลกากรช่วงฤดูร้อนจะทำให้ Fed ลดดอกเบี้ยเร็วไม่ได้ แต่จากข้อมูลเบื้องต้นที่มีอยู่ ผลกระทบจากภาษีดูจะน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ และยังมีแรงกดดันลดเงินเฟ้อจากปัจจัยอื่น ๆ มากขึ้น เราจึงเชื่อว่า Fed ก็มองว่าภาษีศุลกากรจะมีผลต่อระดับราคาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น” นักเศรษฐศาสตร์ของโกลด์แมนระบุ

วอลเลอร์เคยกล่าวว่า การลดดอกเบี้ยอาจมีความจำเป็นตั้งแต่การประชุม Fed ในเดือนกรกฎาคมนี้ และอาจหยุดการลดหากเงินเฟ้อกลับมาเพิ่มขึ้น

Fed กำลังจะได้รับข้อมูลตัวเลขการจ้างงานใหม่ในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งจะสะท้อนว่า ตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัวหรือไม่ หากชะลอตัวจริง ก็จะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ Fed อาจลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น นอกจากนี้ ข้อมูลเงินเฟ้อใหม่จะเปิดเผยในสัปดาห์หน้า

วันที่ 9 กรกฎาคม ก็เป็นอีกวันสำคัญสำหรับเฟด เพราะเป็นวันสิ้นสุดการพักการขึ้นภาษีศุลกากรของทรัมป์ และยังไม่ชัดเจนว่าภาษีนำเข้าจะพุ่งสูงขึ้นหรือไม่ หรือรัฐบาลจะชะลอการขึ้นภาษีออกไปอีก

ขณะที่ ราฟาเอล บอสติก ประธาน Fed สาขาแอตแลนตา กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า เขายังคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปีนี้ และมองว่ายังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากเศรษฐกิจยังมีความแข็งแกร่ง

อ้างอิง : www.reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...