โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เช็ก 10 หุ้น SET50 รีบาวนด์แรงในรอบ 1 เดือน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 25 ก.ค. 2568 เวลา 19.00 น. • เผยแพร่ 25 ก.ค. 2568 เวลา 23.00 น.

ตลาดหุ้นไทยช่วงหลัง ๆ เริ่มมีความคึกคักหลังจากปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรงได้อีกครั้ง หลังจากพบว่าจุดต่ำสุดในปี 2568 เมื่อช่วงวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา โดย SET Index มีการปรับตัวขึ้นมามากกว่า 100 จุดแล้ว หุ้นขนาดใหญ่ มาร์เก็ตแคปสูง ๆ ที่มีส่วนกับดัชนี SET Index ได้ขยับราคาขึ้นมา ขณะที่ Fund Flow ของนักลงทุนต่างชาติก็เริ่มกลับเข้ามาสู่ตลาดหุ้นไทยเป็นระยะๆ และเมื่อสำรวจ ดัชนี SET50 ในรอบ 1 เดือน พบว่ามีหุ้นชั้นนำที่มีอัตราเปลี่ยนแปลงราคาเพิ่มขึ้นมามากที่สุดใน 10 อันดับแรก

1.บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) DELTA

  • อัน เจิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
  • มาร์เก็ตแคป 1.78 ล้านล้านบาท
  • ราคาปิด 23 มิ.ย.2568 ที่ 96.25 บาท
  • ราคาปิด 23 ก.ค.2568 ที่ 142.50 บาท
  • เพิ่มขึ้น 46.25 บาท หรือเพิ่มขึ้น 48.05%
  • ราคาสูงสุด/ ต่ำสุดในรอบปีที่ 173.50 / 51.25 บาท

บล.เอเซีย พลัส เผยว่า แนวโน้มกําไรปกติในไตรมาส 3/68 คาดโตขึ้นได้ทั้ง QoQ และ YoY เนื่องจากคาดยอดขายจะได้ผลบวกจากฤดูกาล ที่โดยปกติแล้วไตรมาส 3 ของทุกปี จะเป็นช่วง High season ของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนฯ ขณะที่ภาษีตอบโต้จากสหรัฐได้เลื่อนการบังคับใช้จากเดิมต้น ก.ค.2568 เป็น ส.ค.2568

2.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT

  • ปวีณา จริยฐิติพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ (รักษาการ)
  • มาร์เก็ตแคป 553,571 ล้านบาท
  • ราคาปิด 23 มิ.ย.2568 ที่ 29.00 บาท
  • ราคาปิด 23 ก.ค.2568 ที่ 38.75 บาท
  • เพิ่มขึ้น 9.75 บาท หรือเพิ่มขึ้น 33.62%
  • ราคาสูงสุด/ ต่ำสุดในรอบปีที่ 65.00 / 26.75 บาท

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดว่า AOT จะรายงานกําไรปกติไตรมาส 3/68 (เม.ย.-มิ.ย. 2568) ที่ 3 3.7 พันล้านบาท ลดลง 19% YoY และ 29% QoQ สะท้อนถึงช่วงโลว์ซีซันที่ อ่อนแอ เพราะถูกฉุดรั้งโดย จํานวนผู้โดยสารระหว่างประเทศที่ลดลงที่ 17.1 ล้านคน ลดลง 4% YoY และ 20% QoQ ซึ่งได้รับผลกระทบจากตลาดจีนที่ยังคงอ่อนแอต่อเนื่องและเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2568 ขณะที่รายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ที่ลดลง 15% YoY และ 5% QoQ หลังการขอคืนพื้นที่ประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ (เดือนก.ค. และ พ.ย.2567) และการปิดร้านค้าปลอดอากรสําหรับผู้โดยสารขาเข้า (เดือน ส.ค. 2567) และอัตรากําไรจากการดําเนินงานที่ลดลงมาอยู่ที่ 38.9% จาก 4 ใน 3 ปี 2567 และ 45.9% ในไตรมาส 2/68 โดย AOT จะประกาศผลประกอบการในวันที่ 13 ส.ค.2568

3.บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) AWC

  • วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
  • มาร์เก็ตแคป 67,227 ล้านบาท
  • ราคาปิด 23 มิ.ย.2568 ที่ 1.60 บาท
  • ราคาปิด 23 ก.ค.2568 ที่ 2.10 บาท
  • เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือเพิ่มขึ้น 31.25%
  • ราคาสูงสุด/ ต่ำสุดในรอบปีที่ 3.94 / 1.55 บาท

บล.กรุงศรี คำแนะนำ AWC เป็น “ถือ” หลังจากปรับราคาเป้าหมายลงเหลือ 2.20 บาทจากเดิม 4.20 บาท เพื่อสะท้อนผลกระทบจากการชะลอตัวของการท่องเที่ยวในประเทศไทยโดยคาดว่ารายได้ต่อห้องพักที่มีอยู่จะทรงตัวในปี 68 นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มประมาณการค่าใช้จ่ายลงทุน สำหรับปี 2568-2570 เป็น 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี (จากเดิม 1 หมื่นล้านบาท) เนื่องจาก AWC มีแผนเพิ่มจำนวนห้องพักขึ้น 39% เป็น 8,358 ห้องภายในปี 2570

ทั้งนี้ ผู้บริหารยอมรับว่าอาจมีการชะลอตัวของอุปสงค์ในตลาด MICE ในช่วงไตรมาส 2-3 ของปี 2568 โดยโรงแรม MICE คิดเป็นครึ่งหนึ่งของรายได้จากโรงแรมทั้งหมด แม้จะมีการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในต่างจังหวัดและมีการควบคุมต้นทุนแต่ก็อาจไม่เพียงพอที่จะชดเชยการลดลงของนักท่องเที่ยวกลุ่ม MICE และ RevPAR ที่ลดลงในกรุงเทพฯ ได้ เราจึงปรับลดประมาณการกำไรปี 2568-2569 ลง 29-31% ปัจจุบัน AWC ซื้อขายที่ระดับ P/E ปี 68 ที่สูงถึง 32 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มท่องเที่ยวไทยที่ 22 เท่าความเสี่ยงหลักของ AWC ได้แก่การลงทุนมากเกินไปในสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้และอุปทานโรงแรมและสำนักงานที่เพิ่มขึ้น

4.บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) OR

  • ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
  • มาร์เก็ตแคป 159,600 ล้านบาท
  • ราคาปิด 23 มิ.ย.2568 ที่ 10.20 บาท
  • ราคาปิด 23 ก.ค.2568 ที่ 13.30 บาท
  • เพิ่มขึ้น 3.10 บาท หรือเพิ่มขึ้น 30.39%
  • ราคาสูงสุด/ ต่ำสุดในรอบปีที่ 17.80 / 10.10 บาท

บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เผยว่า OR ปัจจุบันอยู่ระหว่างมองหาธุรกิจใหม่ทดแทนเท็กซัสชิคเก้น โดยเป็นธุรกิจฟาสต์ฟู้ดที่คนไทยคุ้นเคย ราคาไม่แพงมาก คาดได้ข้อสรุปไตรมาส 3/68 ตั้งเป้าหมายเปิดสาขา 5-10 สาขาในปีนี้ และ 40 สาขาปีหน้า ทางด้านธุรกิจ found & found ซึ่งเกิดค่าใช้จ่ายในช่วงทดลองตลาด OR มองว่าจะใช้เวลา 2 ปี โดยจะพิจารณาทบทวนแผนธุรกิจอีกครั้ง ทั้งนี้ เรามองกำไรของธุรกิจ Lifestyle เติบโตเด่นในปีนี้ตามการควบคุมค่าใช้จ่ายประชาสัมพันธ์ และปีที่แล้วมีค่าใช้จ่ายพิเศษการยุติธุรกิจเท็กซัส ชิคเก้น ทั้งนี้ ปรับคำแนะนำใหม่เป็น “ซื้อ” ตาม Upside ที่เพิ่มขึ้น ราคาหุ้น OR ปรับตัวลง -13% หลังประกาศกำไรไตรมาส 1/68 ที่ดีกว่าคาดซึ่งเรามองว่าได้สะท้อนแรงขายทำกำไรระยะสั้นไปแล้ว ทำให้มี Upside เพิ่มเป็น +17%

5.บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) CRC

  • สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
  • มาร์เก็ตแคป 127,857 ล้านบาท
  • ราคาปิด 23 มิ.ย.2568 ที่ 16.30 บาท
  • ราคาปิด 23 ก.ค.2568 ที่ 21.20 บาท
  • เพิ่มขึ้น 4.90 บาท หรือเพิ่มขึ้น 30.06%
  • ราคาสูงสุด/ ต่ำสุดในรอบปีที่ 36.00 / 15.80 บาท

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เผย CRC ระบุว่า การดำเนินงานในระยะ 3 ปี (2025-2027) บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้และ EBITDA เติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี ด้วยกลยุทธ์การขยายฐานกลุ่มลูกค้าใหม่ๆเจาะกลุ่มลูกค้า B2B มากขึ้นปรับสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย เน้นการคุมค่าใช้จ่ายและปรับแผนลงทุนให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวโดยแผนการรับมือจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอ

1.บริษัทระมัดระวังมากขึ้นในการใช้เงินลงทุนเพื่อการรีโนเวทและขยายสาขาบริษัทตั้ง CAPEX ตลอด 3 ปีที่ราว 4.5-4.7หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ย 1.5 หมื่นล้านบาท ต่อปีลดลงเมื่อเทียบกับปี 2022-2024 ที่ใช้งบลงทุนสูงถึง 2.0-2.6หมื่นล้านบาท ในการขยายธุรกิจ

2.เน้นควบคุมค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะเกี่ยวกับพนักงานและด้าน IT (ความเชี่ยวชาญของ CEO ท่านใหม่) และ

3.เพิ่ม Synergyในการดำเนินงานระหว่างหน่วยธุรกิจใน CRC และกับเครือ Central Group บริษัทคง Guidance ปี 2025 คาดรายได้เติบโต 4-6% YoY สำหรับปี 2025 ผู้บริหารคงเป้าหมายการเปิดสาขาใหม่โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ Food และร้านไทวัสดุ คงเป้ารายได้รวมเติบโต 4-6%YoY เน้นการควบคุมต้นทุนโดยเฉพาะ SG&A และต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายเพื่อผลักดันการทำกำไรส่วน CAPEX ที่มีการปรับลงเหลือ 1.5-1.7 จากเดิม1.7-1.9หมื่นล้านบาท เพื่อบริหารสภาพคล่องและบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางที่จะเพิ่มผลตอบแทนให้นักลงทุนมากขึ้น ในมุมมองของเราอาจการเพิ่มอัตราการจ่ายปันผลหรือโครงการซื้อหุ้นคืนเป็นต้น

6.บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) CCET

  • คงสิทธิ์ โจวกิจเจริญ กรรมการผู้จัดการ
  • มาร์เก็ตแคป 67,925 ล้านบาท
  • ราคาปิด 23 มิ.ย.2568 ที่ 5.05 บาท
  • ราคาปิด 23 ก.ค.2568 ที่ 6.50 บาท
  • เพิ่มขึ้น 1.45 บาท หรือเพิ่มขึ้น 28.71%
  • ราคาสูงสุด/ ต่ำสุดในรอบปีที่ 11.00 / 3.10 บาท

บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) เผยคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น CCET โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 9.00 บาทจากการคาดการณ์ว่า กำไรหลักจะเติบโต 4%/31% ในปี 2568/2569 ตามลำดับ จากการเติบโตของยอดขายที่แข็งแกร่งและการปรับตัวดีขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จากสัดส่วนสินค้า (product mix) ที่ดีขึ้นแม้เราคาดว่ากำไรหลักในไตรมาส 2/68 จะอ่อนแอและมีดาวน์ไซด์ต่อประมาณการกำไรปี 2568 ราว 5-10% หลังยอดขายเดือนมิถุนายน 2568 ต่ำกว่าคาดแต่เรายังเชื่อว่ากำไรจะฟื้นตัวในครึ่งหลังของปี 2568 และในปี 2569 จากลูกค้าใหม่ในกลุ่มเครื่องพิมพ์เลเซอร์ 2 รายและการเริ่มกลับมาสั่งซื้อใหม่ (restocking) หลังลูกค้ามีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับประเด็นภาษีหุ้น CCET มีการซื้อขายที่ระดับ PE ปี 2569 ที่ 13.6 เท่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีประมาณ -0.5SD

7.บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) TIDLOR

  • ปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่
  • มาร์เก็ตแคป 50,679 ล้านบาท
  • ราคาปิด 23 มิ.ย.2568 ที่ 13.60 บาท
  • ราคาปิด 23 ก.ค.2568 ที่ 17.50 บาท
  • เพิ่มขึ้น 3.90 บาท หรือเพิ่มขึ้น 28.68%
  • ราคาสูงสุด/ ต่ำสุดในรอบปีที่ 18.00 / 13.40 บาท

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดว่ากําไรสุทธิไตรมาส 2/68 ของ TIDLOR จะเพิ่มขึ้น 3% QoQ และ 15% YoY มาอยู่ที่ 1.25 พันล้านบาท โดยกําไรสุทธิไตรมาส 2/68 ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3% QoQ ได้แรงหนุนจากสินเชื่อที่เติบโตเร่งตัวขึ้นตามฤดูกาล NIM ที่ดีขึ้น และ credit cost ที่ลดลง แต่รายได้ค่านายหน้าประกันภัยลดลง ขณะที่กําไรสุทธิไตรมาส 2/68 ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 15% YoY ได้แรงหนุนจาก ECL ที่ลดลง สินเชื่อที่เติบโตในระดับปานกลาง NIM ที่ดีขึ้น และรายได้ค่านายหน้าประกันภัยในระดับปานกลาง

8.บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) OSP

  • วรรณิภา ภักดีบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
  • มาร์เก็ตแคป 52,265 ล้านบาท
  • ราคาปิด 23 มิ.ย.2568 ที่ 13.80 บาท
  • ราคาปิด 23 ก.ค.2568 ที่ 17.40 บาท
  • เพิ่มขึ้น 3.60 บาท หรือเพิ่มขึ้น 26.09%
  • ราคาสูงสุด/ ต่ำสุดในรอบปีที่ 24.30 / 12.90 บาท

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดกําไรไตรมาส 3/68 อ่อนตัวลงเราคงประมาณการรายได้ปี 2568 ไว้ที่ 2.7 หมื่นล้านบาท (ทรงตัว) โดยใช้สมมติฐานว่ายอดขายเครื่องดื่มชูกําลังในประเทศจะลดลงเล็กน้อยขณะที่ยอดขายเครื่องดื่มต่างประเทศจะเติบโต 15% และยอดขายผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลจะเติบโต 5-10% ด้วยแรงสนับสนุนจากประสิทธิภาพด้านต้นทุนและต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงเราคาดว่าอัตรากําไรขั้นต้นเฉลี่ยในปี 2568 จะอยู่ที่ 39% เพิ่มขึ้นจาก 37.3% ในปี 2567

ดังนั้นจึงคาดการณ์กําไรปกติปี 2568 ที่ 3.26 พันล้านบาท +2.6% โดยคาดการณ์กําไรสุทธิ (รวมกําไรพิเศษในไตรมาส 1/68) ที่ 3.56 พันล้านบาท (+117%) สําหรับ ไตรมาส 3/68 เราคาดว่ายอดขายเครื่องดื่มชูกําลังในประเทศจะเพิ่มขึ้น YoY และ QoQ จากการเติมสต๊อกสินค้าขณะที่ยอดขายต่างประเทศจะลดลง QoQ ปัจจัยเสี่ยงและความกังวลการแย่งยอดขายกันเองระหว่างสินค้าของบริษัทความเคลื่อนไหวของส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มชูกําลังในประเทศในปี 2568 ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบหลักๆการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอลงและเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงนโยบายของกลุ่มประเทศ CLMV ความเสี่ยงด้าน ESG การบริหารจัดการคุณภาพผลิตภัณฑ์ และสวัสดิภาพของลูกค้า

9.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) SCC

  • ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่มาร์เก็ตแคป 234,000 ล้านบาท
  • มาร์เก็ตแคป 234,000 ล้านบาท
  • ราคาปิด 23 มิ.ย.2568 ที่ 155.50 บาท
  • ราคาปิด 23 ก.ค.2568 ที่ 195.00 บาท
  • เพิ่มขึ้น 39.50 บาท หรือเพิ่มขึ้น 25.40%
  • ราคาสูงสุด/ ต่ำสุดในรอบปีที่ 255.00 / 124.50 บาท

บล.หยวนต้า (ประเทศ) ไตรมาส 3/68 รับรู้ราคาขายปูนสูงขึ้นลุ้นกลับมาเปิด LSP ประมาณการมี Upside จากกำไรพิเศษแม้ช่วงไตรมาส 3/68 จะมีรายได้เงินปันผลรับลดลงตามฤดูกาล, ธุรกิจวัสดุก่อสร้างยังอยู่ช่วง Low Season ในฤดูฝนและอุปสงค์ภาคที่อยู่อาศัยอ่อนแออย่างไรก็ตามคาดกำไรปกติประคองตัวQoQ จากการทยอยปรับเพิ่มราคาขายปูนต่อเนื่อง, ปริมาณขายปิโตรเคมีเพิ่มขึ้นช่วงเตรียมการผลิตรองรับเทศกาลปลายปี, โอกาสกลับมาเปิดใช้งาน LSP ช่วงเดือนส.ค.-ก.ย., ไม่ต้องรับภาระส่วนแบ่งขาดทุนของ CAP หากกำไรไตรมาส 1/68 ตามคาดจะคิดเป็น 46% ของทั้งปีคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ที่ 7.4 พันล้านบาท +17%YoY ทั้งนี้ คาดการณ์ของเรายังไม่รวม Upside จากกำไรพิเศษของ CAP เช่น การปิดดีลซื้อโรงกลั่นและปิโตรเคมีในสิงคโปร์,กำไรจากการขายหุ้น CAP 10.57%, กำไรจากการ Reclassification เงินลงทุน CAP

10.บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) CBG

  • เสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
  • มาร์เก็ตแคป 57,500 ล้านบาท
  • ราคาปิด 23 มิ.ย.2568 ที่ 47.00 บาท
  • ราคาปิด 23 ก.ค.2568 ที่ 57.50 บาท
  • เพิ่มขึ้น 10.50 บาท หรือเพิ่มขึ้น 22.34%
  • ราคาสูงสุด/ ต่ำสุดในรอบปีที่ 82.00 / 46.50 บาท

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดว่าจะเห็นผลประกอบการออกมาดีอีกครั้งในไตรมาส 4/68 โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของยอดขายเครื่องดื่มชูกําลังและปริมาณขายเพิ่มเติมจากโรงงานใหม่ 2 แห่งในต่างประเทศเราคงประมาณการของเราไว้ว่ากําไรสุทธิปี 2568 จะเติบโต 14.8% มาอยู่ที่ 3.26 พันล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากรายได้ที่เติบโต 10% มาอยู่ที่ 2.3 หมื่นล้านบาท และอัตรากําไรขั้นต้นที่แข็งแกร่งจากการควบคุมต้นทุนได้ค่อนข้างดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...