โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิกฤติน้ำมันรั่ว ฉุด "ไทยออยล์" ดำดิ่ง จุดนี้แค่พัก หรือ จุดเปลี่ยนยาว ?

PostToday

อัพเดต 08 มิ.ย. 2568 เวลา 22.08 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 04.46 น.

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 25 เวลา 23:54 น. เกิดเหตุการณน้ำมันดิบรั่วไหลบริเวณทุ่น SBM‑2 ของท่าเรือกลางทะเลใกล้ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งเชื่อมต่อกับเรือบรรทุกน้ำมัน Phoenix Jamnagar สัญชาติสิงคโปร์

สาเหตุหลักมาจาก "คลื่นสูงและลมแรงฉับพลัน ทำให้ระบบ Breakaway Coupling ของทุ่นทำงานป้องกันไว้ตามมาตรฐาน แต่ระหว่างการปิดวาล์วก็มีน้ำมันบางส่วนรั่วไหลประมาณ 20 ตัน"

"บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP" ได้ระงับการส่งน้ำมันทันทีและเปิดแผนฉุกเฉินทันที่มีการวาง booms ล้อมรอบพื้นที่รั่วไว้ล่วงหน้า และใช้สารเคมี (dispersant) พร้อมทั้ง skimmers และspray arm เข้าช่วยระงับ พร้อมสนับสนุนจากกรมเจ้าท่าทีัพเรือและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ต่อมา TOP แจ้งว่าสถานการณ์คลี่คลายแล้วตั้งแต่เย็นวันที่ 6 มิ.ย.68 เวลา 17.00 น. โดยไม่พบคราบน้ำมันเพิ่มเติม ราวกับว่าควบคุมสถานการณ์ได้เรียบร้อย ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือความเสียหายต่อโครงสร้างทุ่น SBM‑2 โรงกลั่นยังคงเดินเครื่องตามปกติ

TOP ยืนยันว่าการรั่วครั้งนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือชุมชน และมีประกันภัยครอบคลุมทั้งประกันภัยสิ่งแวดล้อมและบุคคลภายนอก

ความคุ้มครองจากประกันภัยครอบคลุม ดังนี้

  • ประกันภัยความเสียหายทุกกรณี วงเงินคุ้มครอง 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ประกันภัยความรับผิดตอบุคคลภายนอก วงเงินคุ้มครอง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐวงเงินรับผิดชอบส่วนแรก 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ
  • ประกันภัยความรับผิดด้านมลภาวะตามกฎหมาย วงเงินคุ้มครอง 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีวงเงินรับผิดชอบส่วนแรก 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ประกันภัยการขนส่งทางทะเล วงเงินคุ้มครอง 310 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หักค่าเสียหายส่วนแรก 0.5%

ฝ่ายวิจัย บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ประเมินต้นทุนเพิ่มเติมสูงสุดที่ TOP อาจต้องรับจากเหตุการณ์ SBM-2 จะอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 9% ของคาดการณ์กำไรสุทธิปี 68 ในปัจจุบัน คงคำแนะนำ “Fully Valued” ให้ราคาพื้นฐานไว้ที่ 22 บาท

แม้ราคาหุ้น TOP ได้สะท้อนปัจจัยลบไปบางส่วนแล้ว แต่ฝ่ายวิจัยยังคงความระมัดระวังต่อผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปี 68 จากผลกระทบของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กลุ่มอะโรเมติกส์ที่ลดลง และการหยุดซ่อมบำรุง CDU3 เป็นเวลา 40 วัน

บล.เคจีไอ ปรับลดราคาเป้าหมายปี 2568 เป็น 33 บาท จาก 35 บาท อิงจาก adjusted EV/EBITDA ที่ 6.5 เท่า เพื่อสะท้อนถึงการปรับลดประมาณการกำไร และหัก discount 5% สำหรับความกังวลที่เกี่ยวข้องกับประเด็น ESG

แม้ว่ากรณีน้ำมันรั่วนี้จะเกิดจากการที่คลื่นสูงและลมพัดแรงกะทันหัน แต่ฝ่ายวิเคราะห์อยากเห็นบริษัทดำเนินมาตรการเชิงป้องกันที่เข้มแข็งขึ้นกว่านี้ เพราะกรณีนี้เป็นการรั่วครั้งที่สองแล้วในรอบสองปี แต่คงคำแนะนำซื้อ

บล.ลิเบอเรเตอร์ มองบวกขึ้นหลังประชุมนักวิเคราะห์ แต่คงต้องรอการอนุมัติการกลับมาใช้งานอีกครั้งซึ่งคาดจะไม่ใช้เวลานานอย่างคราวก่อนความแตกต่างของเหตุการณ์ก่อนหน้า คือ รอบที่แล้วมีน้ำมันรั่วถึง 60 คิว และน้ำมันดิบรั่วบริเวณทุ่นผูกเรือ (SBM2) ทำให้การซ่อมแซมจะใช้เวลานานกว่าปกติ และใช้เวลา 1 ปี ถึงกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

การบันทึกความเสียหายที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะมีจำนวนมากน้อยเพียงใด แต่คาดว่าน่าจะน้อยกว่าคราวก่อนซึ่งบันทึกไว้ราว 200 ล้านบาท แต่ได้เงินคืนจากประกัน 170 ล้านบาท

ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ความเสียหายอาจไม่มากเท่า แต่เบื้องต้นก่อนที่จะกลับมาใช้งาน SBM2 ได้ จะเกิดค่าใช้จ่ายการขนส่งชั่วคราวแบบ ship-to-ship 0.5 เหรียญ/บาร์เรล

ราคาหุ้น TOP ทรุดแรง -5.2% จากความกังวลขนาดของผลกระทบ ซึ่งข้อมูลล่าสุดไม่รุนแรงเหมือนก่อนหน้า ทำให้เชื่อว่าในระยะสั้นหุ้นควรฟื้นตัวได้ แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 34 บาท

บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า เหตุการณ์น้ำมันรั่วของ TOP ครั้งนี้แม้จะส่งผลด้านลบในเชิงจิตวิทยาต่อนักลงทุนในระยะสั้น แต่เมื่อพิจารณาในเชิงพื้นฐานแล้ว ความเสียหายมีขนาดจำกัดและระบบความปลอดภัยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปริมาณน้ำมันที่รั่วมีน้อยกว่าครั้งก่อนมาก

ละไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของโรงกลั่นหรือแผนผลิตหลัก นอกจากนี้ บริษัทยังมีประกันภัยครอบคลุมในทุกด้าน ทำให้ความเสี่ยงทางการเงินอยู่ในระดับตํ่าราคาหุ้นที่ปรับลดลง

ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า Overreact เกินไป เมื่อครั้งที่เกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่ว 6หมื่นลิตร เมื่อวันที่ 3ก.ย.66 ราคาหุ้นลงไประมาณ 5% ในครั้งนี้รั่วประมาณ 8 พันลิตรแต่ราคาหุ้นลงไปประมาณ 5% ขณะที่ผลกระทบมีจำกัดจึงคงราคาเป้าหมายที่ 32 บาท พร้อมแนะนำซื้อเก็งกำไร

บล.ฟิลลิป ระบุว่าปัจจุบันทางฝ่ายอยู่ระหว่างติดตามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นสำหรับเหตุการณ์นี้ อย่างไรก็ตามยังคงราคาพื้นฐานที่ 30 บาท และคงคำแนะนำ "ซื้อ" เนื่องจากมองว่าราคาหุ้นปรับตัวลงมาสะท้อนปัจจัยลบนี้แล้วพอสมควร

ประกอบกับน่าจะมีปัจจัยชดเชยกำไรได้จากทิศทางราคาน้ำมันและค่าการกลั่นเริ่มมีสัญญาณปรับขึ้นตามความกังวลด้านอุปทานในตลาดโลก

รวมถึงประเด็นบวกจากการพูดคุยทางโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์กับสีจิ้นผิงซึ่งอาจช่วยหนุนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และส่งผลเชิงบวกต่อการค้าโลกและอุปสงค์น้ำมันในระยะถัดไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...