โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

โบรกคัด 4 หุ้นเด่นรับ “นักท่องเที่ยว” ไหลเข้าไทยปีนี้ 35 ล้านคน ชู MINT ท็อปพิก!

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 06 มิ.ย. 2568 เวลา 01.00 น. • เผยแพร่ 06 มิ.ย. 2568 เวลา 01.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานอ้างอิงบทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า จากสถิติการเดินทางไปต่างประเทศของชาวจีนที่ผ่านมาช่วงเดือน มกราคม-มีนาคม 2568 ชาวจีนเดินทางไป เวียดนาม และ ญี่ปุ่น มากขึ้น ขณะที่ เดินทางเข้ามาเที่ยวไทยน้อยลง

ทั้งนี้ คาดการณ์เป็นผลมาจากปัจจัยลบในเรื่องภาพลักษณ์ความไม่ปลอดภัยของไทย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์การลักพาตัวชาวจีน การแก้ปัญหาแก๊งคอลเซนเตอร์ต่างชาติ การส่งตัวชาวอุหยกูร์กลับจีน การก่อวินาศกรรมในสุไหงโกลกและเหตุแผ่นดินไหว ส่งผลให้กระทบ Sentiment นักท่องเที่ยวจีนหายไป นอกจากนี้ ในปัจจุบันชาวจีนนิยมท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญจากการกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาลจีนอย่างเข้มข้น

ขณะที่ รายงานข่าวจาก สำนักข่าวซินหัว เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2568 นายหลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในการแถลงข่าวว่า จีนเตรียมออก “วีซ่าอาเซียน” ให้กับ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนและติมอร์-เลสเต ซึ่งมีสถานะเป็นประเทศผู้สังเกตการณ์อาเซียน

นายหลิน กล่าวว่า จีนจะออกวีซ่าอาเซียนให้กับบุคลากรทางธุรกิจที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดจาก 11 ประเทศข้างต้น ซึ่งจะเอื้อให้สามารถเดินทางเข้าจีนได้หลายครั้งภายใน 5 ปี และพำนักได้ไม่เกิน 180 วัน สำหรับการออกวีซ่าอาเซียนครั้งนี้ สานต่อจากข้อตกลงยกเว้นวีซ่าร่วมกันอย่างครอบคลุมกับ สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย และประเทศอื่นๆ

รวมถึงสานต่อจากการออก “วีซ่าล้านช้าง-แม่โขง” ให้กับประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขง โดยมุ่งอำนวยความสะดวกการเดินทางข้ามพรมแดนของผู้คนภายในภูมิภาคมากขึ้น สำหรับทางฝ่ายนักวิเคราะห์มองเป็น Sentiment เชิงบวกต่อ “หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว” รับปัจจัยจากการเดินทางที่สะดวกมากขึ้น

ส่วนวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings (S&P) รายงานการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของไทย โดยคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)

ส่วนหนึ่งสนับสนุนจากมุมมองเชิงบวกภาคการท่องเที่ยว โดยคาดการณ์ว่าจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วง 2 ปีข้างหน้า สนับสนุนจากมาตรการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวที่ภาครัฐกำลังดำเนินการอยู่ เช่น การขยายเวลาการให้สิทธิยกเว้นการตรวจลงตรา จะยังคงช่วยสนับสนุนจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยให้แข็งแกร่งในช่วงไตรมาสถัดไป

อีกทั้ง นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างนำ โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งเข้าสู่ที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยคาดการณ์เริ่มใช้สิทธิได้นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 สำหรับเงื่อนไขการใช้สิทธิของโครงการดังกล่าวมีการปรับเปลี่ยนในเรื่องสำคัญ ดังนี้

1.) ปรับลดงบประมาณลงเหลือเพียง 1,780 ล้านบาท (จากเดิม 3,500 ล้านบาท) เนื่องจากจะต้องเกลี่ยไปใช้กับโครงการกระตุ้นตลาดต่างประเทศด้วย ดังนั้น ส่งผลให้ต้องลดจำนวนสิทธิตามมา โดยเดิมกำหนดจำนวนสิทธิทั้งหมดไว้ที่ 1,000,000 สิทธิ ลดลงเหลือเพียง 500,000 สิทธิ, 2.) กำหนดจานวนสิทธิให้ใช้ได้สูงสุด 5 สิทธิ (หรือคืน) ต่อคน

3.) ใช้สิทธิใน “เมืองหลัก” ได้จานวน 3 สิทธิ และ “เมืองรอง” ได้จานวน 2 สิทธิ และ 4.) หากใช้สิทธิใน “วันธรรมดา” (จันทร์-ศุกร์) รัฐบาลช่วยจ่าย 50% ประชาชนจ่ายเอง 50% และหากใช้สิทธิใน “วันหยุด” (วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์) รัฐบาลช่วยจ่าย 40% ประชาชนจ่ายเอง 60%

ทางฝ่ายนักวิเคราะห์คาดการณ์หุ้นรับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวช่วงไตรมาส 3/68 ซึ่งเรียงตามลำดับ ดังนี้ 1.) บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW (สัดส่วนรายได้จากไทยราว 88% ของรายได้ธุรกิจโรงแรม), 2.) บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL (สัดส่วนรายได้จากไทยราว 80% ของรายได้ธุรกิจโรงแรม และ 3.) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT (สัดส่วนรายได้จากไทยราว 15% ของรายได้ธุรกิจโรงแรม)

โดยทางฝ่ายนักวิเคราะห์คาดการณ์ครึ่งหลังปี 2568 อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย จะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นตอบรับปัจจัยหนุนจาก 1.) โครงการฟรีวีซ่า 2.) การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism)

3.) การขยายตัวของธุรกิจ MICE (Meetings, Incentive Travel, Conventions, Exhibitions) รับแรงหนุนจากการที่บริษัทต่างชาติกลับมาจัดงานสัมมนาและอีเวนต์ในประเทศไทยมากขึ้น และ 4.) โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งที่คาดว่าสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 68 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซั่น

อย่างไรก็ตาม มองว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยังคงมีปัจจัยกังวลจากแนวโน้มการแข่งขันในตลาดท่องเที่ยวรุนแรงขึ้น ตามความต้องการขายห้องพักของผู้ประกอบการมีเพิ่มขึ้น รวมถึงแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนตลอดจนประเด็นความไม่ปลอดภัยเรื่องการเที่ยวในไทย

สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในไทยในปี 2568 ทางฝ่ายนักวิเคราะห์คาดการณ์อยู่ที่ราว 35 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยังไม่ Cover จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีก่อนการระบาดของไวรัส COVID-19

สำหรับภาพระยะสั้นมองว่าควร “เก็งกำไร” จากหุ้นที่ไม่พึ่งพานักท่องเที่ยวจีน โดยแนะนำ "ซื้อ" หุ้น MINT เป็น Top Pick ของกลุ่ม ให้ราคาพื้นฐาน 34.00 บาท สนับสนุนจากเติบโตของรายได้โรงแรมในยุโรปเป็นหลัก (สัดส่วน 56% ของรายได้รวม) จากตัวเลขรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักต่อคืน (RevPar) ในเดือนเมษายน เติบโต Low single digit และเดือนพฤษภาคม เติบโต Mid single digit

สนับสนุนจากช่วง High season ของยุโรป และแนวโน้มของอัตราการจองห้องพักที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งคาดการณ์รายได้โรงแรมในยุโรป ยังคงเติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 2/2568 ไปจนถึงไตรมาส 3/2568 จากปัจจัยฤดูกาล

สำหรับกำไรสุทธิปี 2568 คาดการณ์อยู่ที่ 10,435 ล้านบาท เติบโต 21.32% จากปีก่อนหน้า เป็นผลของรายได้โรงแรมที่คาดการณ์เพิ่มขึ้นราว Single digit หนุนจากการดำเนินกิจการผ่านโมเดลธุรกิจที่ลดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Asset Light Model) หรือการเข้ารับบริหารโรงแรมให้กับเจ้าของโรงแรมเพิ่มขึ้น และการ Renovate ห้องพัก

นอกจากนี้ ทางฝ่ายนักวิเคราะห์ยังแนะนำ “ซื้อ” หุ้น CENTEL ให้ราคาเป้าหมาย 37.75 บาท, ERW ราคาเป้าหมาย 3.20 บาท และ บริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ SPA ราคาเป้าหมาย 6.40 บาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...