มิถุนาเดือด การเมืองร้อน รุกสอย สว.-ลุ้น ปรับ ครม.-คดีชั้น 14 ระทึก
คอลัมน์ : Politics policy people forum
อุณหภูมิการเมืองเดือนมิถุนายน ควรค่าแก่การจับตา ไม่ได้ราบรื่นเหมือนรับหลักการร่างกฎหมายงบประมาณแผ่นดิน 2569
มีหลายอีเวนต์ หลายความเคลื่อนไหวเขย่าขวัญมนุษย์การเมือง อาจทำให้หลายคนที่มีส่วนได้-ส่วนเสีย จับตาความเคลื่อนไหวการเมืองในเดือนมิถุนายนอย่างตาไม่กะพริบ
ชั้น 14 ตัดสินการเมืองไทย
ปมแรก เหตุการณ์ที่อาจสะเทือนต่อกระดานการเมืองอย่างยิ่งยวด หนีไม่พ้นอีเวนต์ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวน “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี พ่อของนายกฯ อิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร
หลังจากวันที่ 30 เมษายน 2568 แม้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่รับคำร้องของ “ชาญชัย อิสระเสนารักษ์” อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นคำร้องขอให้ศาลดำเนินการไต่สวนและออกหมายจับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาขังไว้ตามหมายศาล เนื่องจากนายทักษิณไม่ได้ถูกจำคุกตามคำพิพากษา และถูกส่งตัวไปพักรักษาตัวที่ชั้น 14
แต่ศาลใช้เหตุ “เมื่อความปรากฏต่อศาล” ว่าอาจมีการบังคับตามคำพิพากษาที่ไม่เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลนี้ ศาลย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร
ศาลจึงเรียกมาไต่สวนในวันที่ 13 มิถุนายน แม้ว่า “ทักษิณ” ไม่อยากสรุปล่วงหน้าว่าการพิจารณาจะออกมาเป็นบวก หรือลบ “โอ้ อย่าพึ่งสรุป ไม่มีอะไรต้องสรุปล่วงหน้า ผมเชื่อว่าผู้พิพากษาที่พิจารณา ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ เพราะต้องดูพยานหลักฐาน ดูการสืบพยานโจทก์ พยานจำเลย ฉะนั้น อย่าไปสืบเอง อย่าไปทำนายอะไรล่วงหน้า อย่าไปคาดการณ์ล่วงหน้า ไม่มีอะไร”
ก่อนถึงวันที่ 13 ที่ “ทักษิณ” ขึ้นศาล อาจมีปรากฏการณ์เลี้ยงกระแส-ปั่นพายุ จากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ดังนั้น ไม่ว่าผลออกมาอย่างไร งานนี้ ส.ท.ร.ลุ้นเหนื่อย
สงคราม แดง-น้ำเงิน
ปมที่สอง ฮั้ว สว.ที่กลายเป็นสงครามตัวแทนระหว่าง แดง-น้ำเงิน ทั้งสองขั้วข้างไม่มีผ่อนแรง-ออมมือ ต่างชิงไหว ชิงพริบ ในเกม House of Cards เพราะหากฝ่ายไหนพลาดท่า หมายถึงอาจมีผลต่อตำแหน่งหน้าที่ และเส้นทางที่เหลือทั้งชีวิต
เพราะฝ่าย สว. หากถูกพิสูจน์ว่ามีความผิดจริงตามกฎหมายเลือก สว. มีทั้งโทษจำและปรับ และสะเทือนไปถึงต้นขั้วอำนาจสีน้ำเงินที่อาจถูกเปลือยทั้งองคาพยพ แรงที่สุดอาจไปถึงตัวละครใหญ่ ๆ นอกโครงสร้างการเมือง ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการล็อบบี้ เช่นเดียวกับฝ่ายกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ถูก สว.ชงเรื่องเอาผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ไว้ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้คัดท้ายดีเอสไอ อย่าง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ต้องหยุดคุมดีเอสไอชั่วคราว
สุดท้าย ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสังเวยเกมการเมือง เกมนี้…
มีการคาดการณ์ไทม์ไลน์คดีว่าควรจะเห็นดำ-เห็นแดง ก่อน 3 กกต.จะครบวาระ 8 ปีในเดือนสิงหาคม หนึ่งในคนสำคัญคือ “อิทธิพร บุญประคอง” ประธาน กกต.
ดังนั้น ในเดือนมิถุนายน นักการเมืองเบอร์ใหญ่ ๆ อาจถูก กกต.เรียกตัวไปชี้แจงข้อกล่าวหา
ปรับ ครม.ชนวนแตกหัก
ปมที่สาม ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แม้วันนี้พรรคร่วมรัฐบาล มี 324 เสียง พรรคเพื่อไทย 142 เสียง พรรคภูมิใจไทย 69 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติ 36 เสียง พรรคกล้าธรรม 26 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 25 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา 10 เสียง พรรคประชาชาติ 9 เสียง พรรคชาติพัฒนา 3 เสียง พรรคไทรวมพลัง 2 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 1 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง
หากนับ “จำนวนมือ” คณิตศาสตร์การเมืองฝ่ายรัฐบาล ดูเหมือนแข็งแกร่ง แต่แท้จริงแล้วยิ่งกว่าเปราะบาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่าง 2 สี แดง-น้ำเงิน เพื่อไทย-ภูมิใจไทย ส่งผลต่อเสถียรภาพในรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การปรับ ครม.แพทองธาร 1 ที่สายการเมือง ทุกฝ่ายวิเคราะห์ตรงกันว่าจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน ต่างจับตาเกมการปรับ ครม.บน 3 สูตร ที่ไม่ว่าเป็นสูตรไหนย่อมกร่อนเสถียรภาพรัฐบาล
สูตรแรก ปรับ ครม.โดยเขี่ยพรรคภูมิใจไทย ออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล สูตรสอง ปรับ ครม.โดยพรรคเพื่อไทย ยึดกระทรวงมหาดไทยคืน โดยให้พรรคภูมิใจไทยกลับไปที่กระทรวงสาธารณสุข
สูตรสาม ปรับ ครม.โดยเปลี่ยนแค่ตัวบุคคล ไม่เปลี่ยนกระทรวง พรรคภูมิใจไทยยังคุมกระทรวงมหาดไทย แต่พรรคเพื่อไทย จะทำงานลำบากมากขึ้น เพราะไม่มีกลไกปกครองสนับสนุน แม้วันนี้ พรรคการเมืองสาขาของเพื่อไทย จะใช้กลไกตำรวจมาทดแทน
พรรคตัวแปรขยับแรง
ปมที่สี่ การเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองตัวเปลี่ยนเกม จะรุกเร็ว-แรง มากขึ้น อย่างพรรคกล้าธรรม ที่มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีต รมว.เกษตรฯ เป็นประธานที่ปรึกษา เป็นส่วนผสมสำคัญ ปักธงเตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งในอีก 2 ปีข้างหน้า
“ไผ่ ลิกค์” สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม โชว์ตัวเลขที่เป็น สส.กล้าธรรม 100% แล้ว มี 26 คน ส่วนกลุ่มเราทั้งหมดที่ได้คุยกับ ร.อ.ธรรมนัส มี 36-37 คน
“เราต้องดูทีละจังหวัด ต้องล็อกเป้า เรารู้แล้วว่าทำการเมืองแบบไหน ต้องดูทีละเขตที่เราสามารถเข้าทำได้ ต้องเข้าถึงประชาชน ทำงานพื้นที่มาก่อน การเลือกตั้งครั้งหน้า ผมคงพูดเองไม่ได้ แต่ ร.อ.ธรรมนัส พูดว่า 100 ไม่รู้เลือกตั้งครั้งหน้าเป็นอย่างไร แต่เราสู้เต็มที่”
ขณะที่อีกพรรคหนึ่ง ยังไม่เปิดตัวทางการ แต่เคลื่อนไหวแรง คือ พรรคโอกาสใหม่ บุคคลที่เคลื่อนไหวผ่านหน้ากระดานสื่อคือ “สุชาติ ชมกลิ่น” รมช.พาณิชย์ ที่ประกาศว่าจะแยกตัวจากพรรครวมไทยสร้างชาติ
“เราเป็น สส.ที่ลงเลือกตั้ง ก็ต้องแอ็กชั่นตลอดเวลา จะมัวแต่นิ่งเฉย ไม่มองการเปลี่ยนแปลงไม่ได้”
บ้านหลังใหม่ที่เป็นโอกาสใหม่สร้างเสร็จพร้อมอยู่แล้วหรือไม่ ? เขาตอบว่า “อาจจะต้องไปแต่งเติมคิ้วให้ดูดี แต่งหน้า ทาปากอีกนิด ส่วนพร้อมกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว รอตกผลึกอีกนิด กำลังคุยอยู่หลายคน ถ้ามีอะไรดี ๆ เดี๋ยวผมจะมาบอก”
เป็นโอกาสใหม่ของ “สุชาติ ชมกลิ่น” ที่คนการเมืองย่อมรู้ว่าเขาใกล้ชิดระดับทุนใหญ่ ที่เวลานี้กำลังระดมไพร่พล-คีย์แมนการเมือง นักกฎหมายระดับซือแป๋ เข้าประจำการเรียบร้อย รอเพียงแต่งเติมคิ้วให้ดูดี แต่งหน้า ทาปากอีกนิด ก็เปิดตัว กลายเป็นพรรคตัวแปรแน่นอน
เช่นเดียวกับพรรคพลังประชารัฐ ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ไม่ยอมแพ้ทางการเมือง สะสมกำลังพลแถวสอง สอบตกของพรรคแกนนำรัฐบาล ที่มีคะแนนติดตัว 2 หมื่นคะแนน ไว้เก็บปาร์ตี้ลิสต์รอบหน้า
ทุกฝ่ายอยู่ในสภาพพร้อมรับทุกสถานการณ์
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มิถุนาเดือด การเมืองร้อน รุกสอย สว.-ลุ้น ปรับ ครม.-คดีชั้น 14 ระทึก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net