โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

รมว.คลัง ยืนยัน ไทยยังน่าลงทุน เร่งปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม

Businesstoday

อัพเดต 04 มิ.ย. 2568 เวลา 17.02 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2568 เวลา 10.01 น. • Businesstoday

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Thailand Transformation for The Next Decade: ทิศทางไทยในการปรับตัวสู่ทศวรรษใหม่ เปิดเผยว่า โลกได้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันแล้ว ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะวิธีคิด

ซึ่งสิ่งหนึ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือ การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ให้มากกว่า 30-34% ของจีดีพี หรือราว 6 ล้านล้านบาท เพราะประเทศไทยยังน่าลงทุนในสายตาต่างชาติ สะท้อนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังมีความกังวลในเรื่องของโครงสร้างสาธารณูปโภค เช่น เรื่องของไฟฟ้า เรื่องน้ำ และระบบการขนส่ง รวมถึงความไม่คล่องตัวในการเช่าที่ดิน ทำให้ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีเรื่องคุณภาพของแรงงาน

“ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อม กล้าพูด และปฏิบัติให้ได้ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น โครงสร้างเศรษฐกิจต้องเปลี่ยนจากผู้รับจ้างผลิตไปสู่การมีแบรนด์เป็นของตัวเอง โดยภาคเอกชนต้องปรับตัวเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล โครงสร้างอุตสาหกรรมหลายอย่างต้องเปลี่ยนไป เพื่อเปลี่ยนผ่านซัพพลายเชนในบ้านเรา ภาคเกษตรต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง และต้องบริหารซัพพลายไม่ให้ล้นตลาด แต่ที่ต้องทำคู่ขนานกันไปเรื่องไบโอเทคโนโลยี ซึ่งมีหลายประเทศต้องการมาลงทุนในประเทศไทย เพราะเรามีทรัพยากรรองรับเพียงพอ นอกจากนี้ ในเรื่องท่องเที่ยวต้องปรับเปลี่ยนให้ตรงกับวัฒนธรรมการท่องเที่ยวของคนรุ่นใหม่มากขึ้น รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะทรานส์ฟอร์มประเทศไทยสู่อนาคตที่ดีกว่า”

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจเกียรนาคินภัทร กล่าวในหัวข้อ Transforming Thailand Economy to Become No.1 in Asean: เจาะแนวทางพลิกไทยให้กลายเป็นที่ 1 อาเซียน ระบุว่า การที่ไทยจะเป็นที่หนึ่งในอาเซียน หากมองในแง่ของจีดีพี และรายได้ต่อหัวคงเป็นเรื่องยาก จึงต้องเลือกแข่งในมิติอื่น ๆ เช่น ผู้นำอาหารปลอดภัย หรือประเทศแห่งโอกาส เป็นต้น ซึ่งเป็นการแข่งขันกับตัวเองในการยกศักยภาพของเศรษฐกิจ โดยรัฐต้องมีบทบาทในการส่งเสริมเศรษฐกิจในภาวะที่มีแรงกดดัน ไม่ใช่นโยบายระยะสั้น แต่ต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ทำให้ให้เอื้อต่อภาคเอกชน ในขณะที่เอกชนต้องปรับโมเดลธุรกิจใหม่ไปสู่สินค้าและบริการที่เพิ่มคุณค่า รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน

“ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนในปัจจุบัน เครื่องจักรเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยเริ่มชะลอตัว และประโยชน์ที่เราเคยได้รับกระแสโลกาภิวัฒน์กำลังเปลี่ยนไปจากเหตุการณ์หลายอย่าง โดยเฉพาะนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่เปลี่ยนไป ทำให้เศรษฐกิจไทยแนวโน้มการเติบโตช้าลง สิ่งที่เคย work มาก่อนในช่วง 30 ปีที่ผ่าน ตอนนี้เราอาจจะต้องมาคิดกันใหม่”

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวถึง แนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในโลกยุคใหม่ คือการเปลี่ยนแนวคิดจากการแข่งขันด้วยต้นทุน ไปสู่การสร้างมูลค่า โดยการใช้กลยุทธ์ เชิงนวัตกรรม ที่ครอบคลุมทั้ง 5 มิติ ได้แก่ การตลาดแบบแมสไปสู่การตลาดแบบเฉพาะบุคคล การพัฒนาความยั่งยืน จากแค่ทำตามกฎสู่การสร้างนวัตกรรมที่ยั่งยืนการยกระดับซัพพลายเชนโลกไปสู่มูลค่าระดับภูมิภาค การแข่งขันจากขนาดสู่ทักษะเฉพาะทาง และการตลาดจาดโปรโมชั่นสู่การสร้างคุณค่าทางจิตใจ โดยแนวคิดนี้ชี้ว่า องค์กรไทย ไม่ต้องแข่งขันกันที่ราคาถูกอีกต่อไปแต่หากต้องแข่งที่ความสามารถ ความแตกต่าง หรือแม้แต่การสร้างคุณค่ายั่งยืนในระยะยาว

“ประเทศไทยต้องสร้างความหวัง ความไว้วางใจ สร้างธีม ไทยคืออะไร ถ้าใครคิดถึงประเทศไทย ต้องนึกถึงภาพเดียวกันกัน เราต้องไปทางเดียวกัน”

นายอดุล ขาวลออ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มองว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์โลก ความปั่นป่วนของซัพพลายเชน และเทคโนโลยีที่เข้ามาดิสรัป การปรับตัวจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด บางอุตสาหกรรมสามารถพลิกเกมและเดินหน้าต่อได้ ขณะที่บางอุตสาหกรรม ต้องดิ้นรนหรือขยับออกไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ จุดแข็งของเราคือชื่อเสียงของสินค้าไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะสินค้า Made in Thailand

ซึ่งได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อทั่วโลก สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือการยกระดับสินค้าที่ผลิตในไทยให้ได้มาตรฐานระดับสากล ไม่ใช่แค่รับจ้างผลิต แต่ต้องมีแบรนด์ของตัวเอง มีคุณค่าที่จับต้องได้ทั้งในประเทศและระดับโลก เราต้องผลักดันให้ ‘Made in Thailand’ กลายเป็นเครื่องหมายความภูมิใจของคนไทย และเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่ดิ้นรนให้ธุรกิจอยู่รอด แต่ต้องสร้างโอกาสใหม่ที่ยั่งยืน ให้ไทยเป็นเจ้าของแบรนด์ระดับโลกในภาคอุตสาหกรรม และเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่”

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า ประเทศไทยไม่อาจพึ่งพาแรงงานราคาถูกได้อีกต่อไป เราจำเป็นต้องเปลี่ยนโมเดลการเติบโตจากการผลิตเพื่อปริมาณ สู่การสร้างมูลค่าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม นี่คือแก่นของการทรานส์ฟอร์มประเทศไทยสู่เศรษฐกิจใหม่ ที่ผ่านมา เราผ่านยุคที่พึ่งพาการเกษตร เปลี่ยนผ่านสู่สิ่งทอ ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ จากการลงทุนของญี่ปุ่น วันนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ EV, Semiconductor, BCG และ Digital Economy ซึ่งไม่ใช่แค่ผลิตแต่ต้องเชื่อมต่อและคิดค้นตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

โดยปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน ที่จะผลักไทยสู่เศรษฐกิจโลกได้ คือ การพัฒนาคนให้มีทักษะเฉพาะทางในเทคโนโลยีใหม่, การสร้างซัพพลายเชนที่เชื่อมต่อกับโลก และการเตรียมพื้นที่รองรับการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงธรรมดา แต่คือจุดเปลี่ยนของประเทศ เรากำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยไปสู่ยุคใหม่ และเราต้องไปด้วยกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...