โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เปิดผลงานทางวิชาการ วตท.35 แนวทางดันหุ้นไทย 2,000 จุด ใน 5 ปี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 26 มิ.ย. 2568 เวลา 13.25 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 01.25 น.

คณะนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ 35 (วตท.35) นำเสนอผลงานทางวิชาการ เรื่อง ‘Mission 2000 : Confidence, Continuity and Connecttivity’ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ในการยกระดับดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) จากปัจจุบัน ไปสู่ 2,000จุด ภายในระยะเวลา 5ปี

‘Mission 2000 : Confidence, Continuity and Connecttivity’ ไม่ได้เป็นเพียงบทวิจัยในเชิงแผนยุทธศาสตร์เท่านั้น แต่คือ แนวทางที่ชัดเจน ที่จะมาพลิกโฉมประเทศไทย ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและมีบูรณาการ การผนึกกำลังของการปฏิรูปภาคบริการทางการแพทย์ให้เป็นศูนย์กลาง (Medical Hub), การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเชิงสถาบัน (Soft Infrastructure) อย่างครบวงจรทั้งห้าประการ, และการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานหลัก (Hard Infrastructure) จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่นำพาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง สู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูงอย่างยั่งยืน นี่คือ การเดินทางที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างอนาคตที่แข็งแกร่งให้กับประเทศไทย

กลยุทธ์ "ธนูสามดอก" ดันหุ้นไทยสู่ 2,000จุด

นางวิเรขา สันตะพันธุ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายบริหารงานปฎิบัติการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะตัวแทนนำเสนอผลงานวิชาการ เปิดเผยว่าบทวิจัยเรื่อง "Mission 2000" ประกอบด้วยอักษรย่อ C จำนวน 3 ตัว ได้แก่ 1.Continuity (ความต่อเนื่อง), 2.Connecttivity (ความเชื่อมโยง) และ 3.Confidence (ความมั่นใจ) ซึ่งมั่นใจว่าดัชนีหุ้นไทยยังไงจะถึงระดับ 2,000 จุด

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า การทำให้ SET Index ไปถึงระดับ 2,000 จุด เป็นโจทย์ที่ได้ตั้งขึ้นตั้งแต่วันแรก ซึ่งมีการคิดกันว่าจะทำอย่างไรที่จะผลักดันราคาหุ้นขึ้นไปให้ได้ โดยกลไกหลักในการขับเคลื่อนภารกิจนี้ คือ มาตรการที่คล้ายลูกธนูสามดอก ซึ่งประกอบด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น (Hard Infrastructure) การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานเชิงสถาบัน (Soft Infrastructure) อย่างมีนัยสำคัญ และการยกระดับภาคบริการทางการแพทย์สู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub)

ข้อเสนอหลักของ วตท.35 คือ ภาพของตลาดทุนกับภาพเศรษฐกิจนั้นแยกจากกันไม่ออก ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าทิศทางของตลาดทุนไทยโดยฉพาะตลาดหุ้นที่เป็นภาพสะท้อนเศรษฐกิจในอนาคต เนื่องจากก่อนที่นักลงทุนจะเข้ามาซื้อหุ้นก็ต้องมองภาพในอนาคตเป็นหลัก เพราะฉะนั้นตลาดหุ้นไทยที่ตกต่ำลงเรื่อยๆนั้นบ่งชี้ถึงปัญหาเศรษฐกิจในระดับหนึ่งด้วยเหมือนกัน

ขณะที่ภาพภาพเศรษฐกิจไทยยังตกอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย การขาดแคลนแรงงาน ขาดการลงทุนในนวัตกรรม และการพึ่งพาภาคส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งหากการส่งออกและการท่องเที่ยวมีปัญหา เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงทั้งจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หรือ วิกฤติต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และล่าสุดคือเรื่องสงครามการค้า

หากจะให้ประเทศไทยฟื้น จะต้องมีเครื่องยนต์ในการผลักดันเศรษฐกิจ เพราะทุกครั้งที่มีปัญหาเรามีทางออกในระดับหนึ่ง เช่น ปี 1980 ประเด็นที่เป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจไทยคือการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย และนำมาสู่การพัฒนาโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งทำให้เศรษฐกิจเติบโตและรายได้ต่อหัวประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นประเทศไทยเผชิญวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงแรงและผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตดีขึ้นจากการส่งออก ถัดมาช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ก็มีกระแสการท่องเที่ยวในประเทศไทยจากชาวจีนที่เพิ่มขึ้นและทำให้รายได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น และสุดท้ายวิกฤติโควิด หลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ฟื้นตัว

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลาง เนื่องจากไม่มีเครื่องยนต์ในการผลักดันเศรษฐกิจ จึงกลับมามองว่าตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นก็เคยเกิดขึ้นในปี 2012 ผู้นำญี่ปุ่นได้มีการคิดนโยบายออกมา 3 แนวทาง หรือที่เรียกว่า “ลูกธนูสามดอก” ได้แก่ การผลักดันเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0% และพยายามอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบ (QE) รวมถึงนโยบายการคลังที่มีการผลักดันการปฎิรูประบบภาษีโดยให้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มีความแตกต่างกัน ซึ่งประชาชนที่มีรายได้น้อยก็สามารถจ่ายภาษี VAT ที่ถูกกว่าภาพโดยทั่วไปได้ แต่ภาพรวมรัฐบาลญี่ปุ่นมีการขึ้นภาษี VAT เพื่อที่จะทำให้รายได้เข้าสู่ภาครัฐมากขึ้นและเป็นการปฎิรูปการคลัง สุดท้ายมีการปฎิรูปเชิงโครงสร้าง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งปัจจัยดังกล่าวก็ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวดีขึ้น

ส่วนประเทศไทยก็คล้ายกัน แต่ประเด็นหลักที่น่าสนใจคือการขาดเครื่องยนต์ในการผลักดันเศรษฐกิจ ซึ่งหากกลับไปดูประเทศต่างๆที่เคยมีปัญหาเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ จะเห็นได้ว่าทุกประเทศรอดพ้นจากความเสี่ยงมาได้เพราะมีการทำนโยบายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้จึงนำมาสู่การนำเสนอผลงานทางวิชาการของ วตท. 35 คือ ลูกธนูสามดอกเช่นเดียวกัน ได้แก่

  • ลูกธนูดอกแรก นโยบายด้าน Hard Infrastructure เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย ซึ่งเน้นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
  • ลูกธนูดอกที่สอง ข้อเสนอด้าน Soft Infrastructure อาทิ มีเรื่องการปฏิรูปการคลัง ในการผลักดันรายได้จากภาษีให้เพิ่มและการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงภาคการเงินและสภาพคล่องที่ตลาดหลักทรัพย์ฯจะเติบโตขึ้นมาได้ส่วนหนึ่งเกิดจากสภาพคล่องที่ผลักดันให้เม็ดเงินเพิ่มขึ้นมา, ข้อเสนอด้านการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งสำคัญต่อด้านตัวแรงงาน และท้ายที่สำคัญที่สุดคือประเด็นเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ธรรมาภิบาล)เพราะที่ผ่านมาหลายบริษัทมีปัญหาในด้านนี้
  • ลูกธนูดอกที่สาม คือ ปฏิรูปรายภาคส่วน อาทิ การปฏิรูปภาคบริการทางการแพทย์ (Medical Hub) ซึ่งมองว่าภาคการแพทย์เป็นเพชรยอดมงกุฎที่จะสามารถผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ไปได้ เพราะบุคลากรทางการแพทย์มีความเก่งและสามารถผลักดันทำให้การท่องเที่ยวธรรมดากลายเป็นการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพและเพิ่มมูลค่าในอนาคตได้ค่อนข้างมาก

ทั้งหมดนี้คือ ลูกธนูสามดอกของวตท. 35 ที่จะสามารถผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยไปสู่ 2,000 จุด ได้ภายในระยะเวลา 5 ปี โดยมีสมมุติฐานหลัก 3 ประการ ได้แก่

  • การทำให้อัตราการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โตในระดับ 3.6% ต่อปี อย่างต่อเนื่องติดต่อกันในช่วง 5 ปี
  • ทำให้อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) จากปัจจุบันที่ระดับ 12 เท่า เพิ่มขึ้นมาเป็น 18 เท่า ภายใน 5 ปี
  • ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หรือการเติบโตของเศรษฐกิจจาก 2% ต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 4% ต่อปี และทำให้กำไร บจ. มีการเติบโตมากกว่า 5% ต่อปีภายในช่วง 5 ปี ซึ่งจะทำให้ดัชนีหุ้นไทยสามารถปรับขึ้นไปที่ระดับ 2,000 จุด ภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยมีเครื่องมือในการใช้วิจัยทั้ง จากแบบสอบถามรวมจำนวนกว่า 400 ราย, การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ, การรวบรวมข้อเสนอจากวิทยากรหลายท่าน รวมถึงการวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analytics)

แนะเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน

หนุนไทยเป็นฮับการลงทุน

นายสุกิตติ์ ตั้งมณีนิมิตร กรรมการผู้จัดการ ประธานสายงานหลักทรัพย์สถาบัน บล. เกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หุ้นไทยเป็นตลาดที่แย่ที่สุดในโลกจากการปรับตัวลงของ SET Index กว่า 30% ขณะที่คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่านี่คือจุดต่ำสุดหรือปลายทางแล้ว

จากการวิจัยของ วตท. 35 พบว่าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่จริงจัง ปลายทางดัชนีหุ้นไทยอาจลดลงไปที่ระดับ 600 จุดได้ และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนได้แสดงให้โลกได้เห็นว่าเมื่อนักลงทุนถอดใจจากตลาดหุ้น หรือหมดความหวังจริงๆแล้ว จะทำให้หุ้นลงไปซื้อขายที่ราคาปิดต่อกำไร ( พี/อี เรโช) ที่ระดับ 8 เท่า ได้

ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ที่ผ่านมา เมื่อคูณด้วย 4 (ไตรมาส) จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้น ( EPS) ของตลาดที่ 77 บาท ซึ่งเท่ากับ SET Index ที่ 616 จุด โดยไม่ได้บอกว่าจะเกิดขึ้นหรืออยากให้เกิด แต่เป็นสิ่งที่ชี้ว่ามีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญเรื่องการปฏิรูป (Reform) อย่างจริงจัง

นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยที่เติบโตในอัตราที่ต่ำ เพราะต้องการอุตสาหกรรม S Curve ใหม่มาขับเคลื่อน เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจของไทยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 18 ล้านล้านบาท โดยมองว่าประเทศไทยสามารถเป็นศูนย์กลางของการลงทุนได้แห่งหนึ่งในโลก

เรื่องที่ทุกประเทศทำ คือ การเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งแบ่งเป็น 3 อย่าง อาทิ 1.basic infrastructure เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม การคมนาคม และการเชื่อมต่อเส้นทางทั้งหลาย 2.infrastructure ด้านการทำให้เมืองอื่นๆนอกเหนือจากกรุงเทพฯมีขนาดใหญ่ขึ้นมา เช่น การลงทุนด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม และการแพทย์ เป็นต้น และ 3.เรื่อง Product Equity เช่น เอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ หรือโครงการแลนด์บริดจ์ รวมถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ infrastructure ที่รองรับระบบการศึกษาของประเทศไทย

ยกระดับธรรมาภิบาล - ฟื้นความเชื่อมั่น

นางสาววรลักษณ์ วรฉัตรธาร ทนายความหุ้นส่วน บริษัท สำนักงานกฎหมาย แคปปิตอล จำกัด กล่าวว่าข้อเสนอด้าน Soft Infrastructure เรื่องการการกับดูแลกิจการที่ดี (ธรรมาภิบาล) ถือเป็นตัวเสริม Confidence หรือความมั่นใจ ซึ่งเสาหลักสำคัญที่ค้ำยันก็คือการการกับดูแลกิจการที่ดี และจากผลสำรวจพบว่ามีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างการกับดูแลกิจการที่ดีกับผลประกอบการที่ดี ซึ่งกว่า 80% ของบริษัทที่มีการกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance หรือ CG) ระดับดีเยี่ยมจะให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) สูงเกิน 10% ต่อปี และมั่นใจว่าจะรักษาการเติบโตไม่น้อยกว่า 5% ต่อปี

นอกจากนี้ยังได้ทำผลสำรวจผู้มีส่วนได้เสียในตลาดทุนกว่า 363 ราย ว่าอุปสรรคอะไรที่ทำให้ SET Index ไม่สามารถเติบโตได้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผลออกมาอันดับ 2 มองว่าเป็นเพราะการขาดความเชื่อมั่นในธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน และปัจจัยสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน อันดับหนึ่งคือการกำกับดูและบทลงโทษที่ชัดเจนและทันท่วงที และอันดับที่ 3 คือการมีธรรมาภิบาลที่เข็มแข็งในบริษัทจดทะเบียน

ด้านข้อเสนอในการยกระดับธรรมาภิบาลและฟื้นฟูความเชื่อมั่นมี 2 เรื่อง ได้แก่ การยกระดับเชิงคุณภาพของคณะกรรมการบริษัทจดทะเบียน และเสริมอำนาจและเกราะป้องกันให้กับหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแล

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เสริมในเนื้อหาที่ได้มีนำเสนอไปในงานวิชาการ วตท.รุ่น35 ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Pipat Luengnaruemitchai ดังนี้

ในปัจจุบันนโยบายทั้ง3 ขาคือการคลัง การเงิน เเละโครงสร้างตลาดหุ้นมีปัญหามาพร้อมกัน… เเละตลาดหุ้นไทยจะไม่วกกลับขึ้นไปยืน 2000 จุดเพียงเพราะราคาหุ้นลงมาเยอะ โดยไทยจะต้องมีการเปลี่ยนเเปลงในนโยบายหลักเช่น การคลังมีการลงทุน upgrade โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (basic infra, reduce inequality, boost productivity) เเละการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ

ปฏิรูปการศึกษาให้ทันกับโลกยุคใหม่เช่นทักษะการวิเคราะห์มากกว่าท่องจำเเละทักษะการเงินทักษะดิจิตอลเป็นต้น รวมถึงการนํา education technology / platform มาใช้ โดยคะแนน PISA scores เป็นหนึ่งใน key leading indicator ของ GDP

เปลี่ยนเเปลงนโยบายการเงินจากที่ตึงตัวอย่างมากในปัจจุบันเช่น M2ในระบบหดตัวลง ดอกเบี้ยนโยบายสูงเกินไปในขณะที่เงินเฟ้อตํ่าเป้า10 ปีติด ไปเป็นนโยบายการเงินที่สนับสนุนการเติบโตอย่างเต็มที่ของเศรษฐกิจเพราะเสถียรภาพที่ไม่มีการเติบโตจะไม่มีทางยั่งยืน และภาวะเงินฝืดรุนแรงตอนนี้ทำให้ค่าเงินบาทแข็งผิดปกติจากการเข้ามาเก็งดอกเบี้ย ค่าเงินที่ดีคือค่าเงินที่สะท้อนสภาวะเศรษฐกิจเเละเอื้อให้ภาคส่วนอื่นฯเช่นการส่งออก ท่องเที่ยวยังสามารถแข่งขันใด้ มีตัวอย่างประเทศมากมายที่ตัวเลขเศรษฐกิจแย่กว่าไทยเเต่ตลาดหุ้นวิ่งขึ้นนิวไฮตลอด เช่น Germany โดยมีสาเหตุหลักอย่างหนึ่งคือนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมาสนับสนุน

การจัดให้นโยบายตลาดหุ้นตรงกับ global best practice เพราะตลาดหุ้นไทยต้องการนักลงทุนต่างชาติอย่างมากเช่นเดียวกับเศรษฐกิจไทยเอง โดยปัจจุบันต่างชาติยังเหลือถือหุ้นไทยอีก 3-4ล้านฯบาท เเละเเค่ใน1เดือนที่ผ่านมา ดัชนี MSCI เเละ FTSE ก็ได้ขายหุ้นไทยออกมาอีก3.4หมื่นล้านบาทเเละปัญหานักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกก็ยังไม่ได้ใกล้จบ อีก2เดือน 2ดัชนีนี้ก็จะมาลุยขายหุ้นไทยอีกระลอก ปีหน้าก็มาอีกไปเรื่อยฯ

ในยามวิกฤตเราต้องทำนโยบายให้น้อยเเต่ได้มากเพื่อดึงความเชื่อมั่น คนไทยมีเงินซื้อหุ้นต่างประเทศแต่ไม่กล้าซื้อหุ้นไทย ทางแก้ระยะสั้นที่จะให้ผลมากที่สุดคือการเพิ่มสภาพคล่องเพราะ liquidity = confidence เเละเติมเงินเข้าตลาดทุกปี1-2 เเสนล้านบาท มารับเเรงขายจากต่างชาติผ่าน share buyback ที่ควรจะทําได้ง่ายเท่ากับการจ่ายเงินปันผลเเละมีการใช้มาตรการภาษีมาจูงใจ

share buyback ควรมองเป็น total shareholder return มากกว่าการหวังซื้อถูกแล้วอาจจะขายคืนถ้ามีกำไร ซึ่งแนวคิดเเบบหลังจะไม่สามารถทำให้เกิดแนวร่วมจากนักลงทุนอื่นมาซื้อหุ้นได้ ตัวอย่างที่ดีของ aggressive share buyback คือหุ้น Apple ที่รายได้หดตัวกําไรไม่โตมาหลายปีเเต่หุ้นยังสามารถเทรดที่ 30xPE

ส่วนการอัดสภาพคล่องผ่าน automation (HFT) เพื่อลดต้นทุนการทำธุรกรรมนั้นสำคัญเพราะยิ่งสภาพคล่องหดตัวต่างชาติจะยิ่งขายหุ้นออก และถ้า HFT / shortsell คือต้นเหตุที่แท้จริงของตลาดหุ้นพังทลาย ตลาดหุ้นทั้งโลกจะไม่สามารถขึ้นทำนิวไฮใด้ตลอดเวลาเเม้เเต่ประเทศที่มีเรื่องราวระดับ Israel Hongkong Argentina ในขณะนี้

ล่าสุดตลาดหุ้นอินเดียที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลกในเชิง market capitalization ได้ประกาศเพิ่มการลงทุนเพื่อรองรับ HFT (ดูลิงค์อ้างอิงประกอบ)

ตลาดหุ้นไทยลงมาแล้ว 36 perc ใน3ปีที่ผ่านมา เป็นตลาดหุ้นที่แย่ที่สุดในโลก3ปีติดต่อกันจนถึงในปัจจุบัน การระดมทุนในปัจจุบันไม่สามารถทำได้ แต่การแก้ปัญหานี้สามารถเริ่มได้จากการทำนโยบายดีที่อิงตาม global standard เเละเมื่อนั้นตลาดหุ้นไทยก็จะยังคงมีความหวังเสมอ

ที่มา : Facebook : Pipat Luengnaruemitchai

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...