โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ออฟฟิศทำร้ายใจ? วิจัยพบ งานอิสระเสี่ยงโรคหัวใจน้อยกว่างานประจำ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 04.12 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 10.34 น.

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา สมาพันธ์หัวใจโลก (World Heart Federation, WHF) เคยเปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลต่อสุขภาพคนทั่วโลกไว้ว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลก โดยพบผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดทั่วโลก มากกว่า 20.5 ล้านคนต่อปี และ 85% ของการเสียชีวิตเกิดจากอาการหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง ขณะที่ในประเทศไทย ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข (Health Data Center) ปี 2566 พบว่า มีจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดสะสมมากกว่า 2.5 แสนราย และเสียชีวิต ด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึง 4 หมื่นราย เฉลี่ยชั่วโมงละ 5 คน

ทั้งนี้สาเหตุของการเกิดโรคหัวใจก็มาจากหลากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งจากภาวะอ้วน ความดันโลหิตสูง อันเป็นผลจากการไม่ดูแลตัวเองในเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย และการจัดการ "ความเครียด" โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่ทำงานประจำ แต่ล่าสุดมีงานวิจัยใหม่ชี้ว่า คนทำงานอิสระ อาจเสี่ยงโรคหัวใจน้อยกว่าคนทำงานประจำ โดยเฉพาะผู้หญิง?!

เมื่อไม่นานมานี้ มีรายงานผลการวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) ในปี 2025 ที่ศึกษาข้อมูลคนทำงานกว่า 20,000 คน พบว่า “การเป็นฟรีแลนซ์หรือทำงานอิสระ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง” เชื่อมโยงกับการมีสุขภาพหัวใจที่ดีกว่าคนทำงานประจำอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นอัตราโรคอ้วนที่ลดลง การเคลื่อนไหวร่างกาย-ออกกำลังกายมากขึ้น ไปจนถึงการนอนหลับที่ดีขึ้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคหัวใจทั้งสิ้น

แล้วทำไมการทำงานอิสระถึงส่งผลดีแบบนี้ในกลุ่มวัยทำงานผู้หญิง? และมีข้อควรระวังอะไรบ้าง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานผู้ชาย?

งานอิสระ VS งานประจำ ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร?

ทีมนักวิจัยของ UCLA อ้างอิงข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพและโภชนาการระดับชาติของสหรัฐฯ (NHANES) ซึ่งถือเป็นชุดข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพราะเก็บทั้งผลตรวจร่างกายจริง ข้อมูลสุขภาพ และแบบสอบถามเชิงลึกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ค่าดัชนีมวลกาย (BMI), ความดันโลหิต, ความถี่ในการออกกำลังกาย และรูปแบบการนอน แล้วนำมาวิเคราะห์จนสรุปผลการวิจัย ที่พบในกลุ่มผู้หญิงกลุ่มทำงานอิสระ ดังนี้

- มีโอกาสอ้วนต่ำกว่าผู้หญิงทำงานประจำ 7.4%
- เคลื่อนไหวน้อยหรือนั่งนาน น้อยกว่าผู้หญิงทำงานประจำ 7%
- นอนไม่พอ น้อยกว่าผู้หญิงที่ทำงานประจำ 9.4%
(ผลลัพธ์นี้ยังคงเหมือนเดิม แม้จะปรับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เช่น อายุ การศึกษา รายได้ สถานภาพสมรส และการมีประกันสุขภาพ)

แต่ในกลุ่มวัยทำงานผู้ชาย กลับไม่พบประโยชน์ชัดเจนแบบเดียวกัน โดยเฉพาะในกลุ่มชายผิวดำและเชื้อสายฮิสแปนิก ผลกระทบด้านสุขภาพกลับไม่มี หรืออาจแย่ลงด้วยซ้ำ

ทำไมการทำงานอิสระถึงดีต่อหัวใจ โดยเฉพาะในผู้หญิง?

นักวิจัยชี้ว่า “อิสระในการควบคุมงานและเวลาของตัวเอง” คือหัวใจสำคัญ เพราะตามทฤษฎี job-demand-control model ชี้ว่า การมีอำนาจตัดสินใจในงานจะช่วยลดความเครียดสะสม และส่งผลดีต่อระบบร่างกาย

ดร.คิมเบอร์ลี นาเรน (Kimberly Narain) ผู้วิจัยหลักจากมหาวิทยาลัย UCLA อธิบายเรื่องนี้ว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานอิสระกับปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจดูจะชัดเจนกว่ามากในกลุ่มผู้หญิง นี่แสดงให้เห็นว่าเราต้องเข้าใจให้ลึกถึงผลกระทบของ ‘สภาพแวดล้อมในการทำงาน’ ต่อสุขภาพ” อีกทั้งงานวิจัยจาก Harvard และสถาบันอื่นๆ ก็พบเช่นเดียวกันว่า คนที่มี “อำนาจควบคุมงานสูง” มักมีสุขภาพหัวใจดีกว่าคนที่ไม่มีทางเลือกในงาน โดยเฉพาะในผู้หญิง

ลองนึกภาพวันทำงานของคนที่เป็นฟรีแลนซ์หรือเจ้าของกิจการ ไม่ว่าจะเป็น การมีเวลาได้เดินออกกำลังกายช่วงกลางวัน มีเวลาไปพบแพทย์ตามนัด หรือดูแลครอบครัวได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร มีเวลาทำอาหารกินเอง พักเบรกตามต้องการ ไม่ต้องรีบกินข้าวกล่องหน้าจอคอมฯ

รวมไปถึงปรับปริมาณงานให้เข้ากับระดับความเครียดในแต่ละวัน และวางตารางงานที่สอดคล้องกับจังหวะสุขภาพกาย-ใจของตัวเองได้ ฯลฯ ซึ่งแตกต่างจากพนักงานประจำ ที่มักกำหนดเวลางานชัดเจนในรอบวัน (9am to 5pm) ประชุมบ่อย และมีข้อจำกัดต่อการจัดตารางชีวิต

แล้วผู้ชายล่ะ? ทำไมไม่ได้ประโยชน์ในงานอิสระเท่าผู้หญิง?

งานวิจัยชิ้นนี้พบว่า ผู้ชายไม่ได้รับประโยชน์ด้านสุขภาพหัวใจจากงานอิสระในระดับเดียวกับผู้หญิง โดยเฉพาะในชายผิวดำและฮิสแปนิก ซึ่งบางรายกลับมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ โดยนักวิจัยเสนอเหตุผลไว้หลายข้อ เช่น

1. อุปสรรคเชิงโครงสร้าง: ผู้ชายในกลุ่มชนกลุ่มน้อยอาจเผชิญความไม่มั่นคงทางรายได้ และเข้าถึงทรัพยากรสุขภาพได้น้อย

2. ลักษณะงาน: ผู้ชายอาจมีแนวโน้มทำงานเสริม (GIG side) หรือแรงงานอิสระที่ใช้แรงงานหนัก นอนน้อย หรือไม่มีเวลาพัก

3. เครือข่ายสังคม: งานวิจัยอื่นพบว่า ผู้หญิงมักมีเพื่อนหรือชุมชนที่คอยช่วยลดความเครียดจากการทำงานเดี่ยวได้ดีกว่า

ข้อค้นพบนี้สำคัญเพราะแสดงให้เห็นว่า “งานอิสระไม่ใช่ทางออกที่เหมาะกับทุกคน” และการส่งเสริมนโยบายด้านสุขภาพ ก็ควรมองถึงความหลากหลายทางเพศ เชื้อชาติ และบริบทสังคมด้วย

นายจ้าง-บริษัท ปรับใช้ได้ เพื่อมอบความเป็นอยู่ที่ดีให้พนักงาน

แม้โรคหัวใจจะเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในผู้หญิงอเมริกัน และผู้คนทั่วโลก แต่ก็เป็นโรคที่ “ป้องกันได้” หากเราดูแลเรื่องน้ำหนัก การออกกำลัง และการนอน สำหรับองค์กรต่างๆ ที่กำลังมองหาวิธีการจัดการหรือนโยบายดีๆ สำหรับส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีให้พนักงานหญิงในบริษัท สามารถเริ่มได้จาก 4 ข้อแนะนำดังนี้

1. ให้ความยืดหยุ่นจริงจัง: โฟกัสที่ผลงาน ไม่ใช่จำนวนชั่วโมงหรือการมานั่งโต๊ะ

2. ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม: ไม่ใช่แค่แจกบัตรฟิตเนส แต่รวมถึงการให้เวลาไปตรวจสุขภาพ ดูแลจิตใจ และสร้างกิจวัตรที่ดีให้แก่พนักงาน

3. อบรมหัวหน้าให้ไว้วางใจลูกทีม: วัดผลจากคุณภาพงาน ไม่ใช่ “การโผล่หน้า” ไปที่ออฟฟิศ

4. ลดความเหลื่อมล้ำ: ทำให้พนักงานทุกคนเข้าถึงสวัสดิการสุขภาพได้ ไม่ว่าจะเพศใดหรือพื้นเพแบบไหน

งานอิสระอาจเริ่มต้นไม่ง่าย ต้องเตรียมตัว 5 ข้อก่อนจะมุ่งเส้นทางนี้

ถ้าคุณเป็นฟรีแลนซ์ หรือกำลังคิดจะเริ่มเปลี่ยนจากงานประจำมาเดินในเส้นทางงานอิสระ ควรมีการเตรียมตัวล่วงหน้าให้พร้อม ไม่ใช่เปลี่ยนแบบปุ๊บปั๊บผู้เชี่ยวชาญแนะให้ลองทำสิ่งต่อไปนี้เพื่อให้สุขภาพดีไปพร้อมกับอิสรภาพในการทำงาน

1. สร้างความมั่นคงทางการเงิน: เก็บเงินสำรองไว้เผื่อช่วงไม่มีงาน
2. ขยับร่างกายเป็นประจำ: วางตารางเบรกเดินเล่นหรือยืดเส้น
3. ปกป้องเวลานอน: อย่าทำงานดึกเกินไป และลดการใช้หน้าจอช่วงเย็น
4. กินอาหารมีคุณค่า: ใช้โอกาสจากการอยู่บ้านในการทำอาหารสุขภาพ
5. อย่าโดดเดี่ยว: สร้างเครือข่ายกับเพื่อนร่วมอาชีพ หรือกลุ่มที่ช่วยซัพพอร์ตสุขภาพใจ

อ่านมาถึงตรงนี้ วัยทำงานหลายคนคงได้รู้แล้วว่า งานที่มีอิสระไม่ได้ช่วยแค่เรื่องประสิทธิภาพหรือความพอใจในการทำงานเท่านั้น แต่อาจช่วยชีวิตคุณได้จริงๆ ถ้าคุณเคยคิดจะทำงานเสริม ออกมาเป็นฟรีแลนซ์ หรือแม้แต่ขอความยืดหยุ่นเพิ่มในงานประจำ บางทีตอนนี้ก็อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดแล้ว ที่จะหันมาดูแล "(หัว)ใจ" ให้ดีกว่าเดิม!

อ้างอิง: Forbes, BMC PublicHealth, World-heart-federation, กรมควบคุมโรค

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...