โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ตลาดแรงงานสหรัฐยังแข็งแกร่ง จับตาการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 ก.ค. 2568 เวลา 11.24 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 11.24 น.

ตลาดแรงงานสหรัฐยังแข็งแกร่ง จับตาดูการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐ เพื่อลดอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐที่เก็บกับไทยจาก 36% ให้เหลือต่ำที่สุด ขณะที่ทรัมป์เผย สหรัฐบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับเวียดนามแล้ว โดยเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากเวียดนามในอัตรา 20% จากเดิมที่เรียกเก็บ 46%

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 30 มิถุนายน-4 กรกฎาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (30/6) ที่ระดับ 32.53/55 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (27/6) ที่ระดับ 32.60/62 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบสกุลเงินหลัก โดยถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐ ภายหลังมีการเปิดเผยตัวเลขการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐไตรมาส 1 ส่งสัญญาณไม่สู้ดีนัก

ส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน ตุลาคม และธันวาคม จากเดิมที่คาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้ง

โดยในวันศุกร์ (27/6) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผย ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Geadline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.3% ในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 2.2% ในเดือน เม.ย. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.1% สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์เช่นกัน จากระดับ 0.1% ในเดือน เม.ย.

ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.7% ในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.6% จากระดับ 2.6% ในเดือน เม.ย. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.2% สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 0.1% จากระดับ 0.1% ในเดือน เม.ย.

อีกทั้งผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 60.7 ในเดือน มิ.ย. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 60.5 จากระดับ 52.2 ในเดือน พ.ค. ได้รับแรงหนุนจากการที่ผู้บริโภคคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและภาวะสงครามการค้า ขณะที่กำหนดการเส้นตายระยะเวลาผ่อนปรนนโยบายภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ใกล้เข้ามา

เฟดย้ำลดดอกเบี้ยขึ้นกับข้อมูล

สำหรับตัวเลขการสำคัญของสหรัฐที่เปิดเผยช่วงกลางสัปดาห์ ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐลดลง 33,000 ตำแหน่งในเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปีหรือนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2566 ขณะที่คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 100,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 29,000 ตำแหน่งในเดือน พ.ค.

ขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 147,000 ตำแหน่งในเดือน มิ.ย. สูงกว่าระดับคาดการณ์ที่ 111,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 144,000 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม ทำให้ตลาดเริ่มคลี่คลายความกังวลเรื่องการชะลอตัวของตลาดแรงงาน

ขณะที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดได้เน้นย้ำในงานเสวนาซึ่งธนาคารกลางยุโรป (ECB) จัดขึ้น เมื่อวันอังคาร (1/7) ที่ผ่านมาว่า เฟดจะใช้แนวทางอดทนรอคอยก่อนที่จะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยกล่าวว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เฟดจะได้รับ

อีกทั้งนักลงทุนจับตาร่างกฎหมายปรับลดภาษีและเพิ่มการใช้จ่ายขนานใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงที่ฉิวเฉียด และขณะนี้ได้ถูกส่งไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอการอนุมัติในขั้นตอนสุดท้าย ด้านนักวิเคราะห์เตือนว่าร่างกฎหมายฉบับนี้อาจทำให้หนี้สาธารณะของสหรัฐเพิ่มขึ้นอีก 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ในอีก 10 ปีข้างหน้า

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความบน Truth Social ระบุว่า สหรัฐได้บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับเวียดนาม โดยจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากเวียดนามในอัตรา 20% หลังจากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐขู่เรียกเก็บภาษีดังกล่าวสูงถึง 46% นอกจากนี้สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากเวียดนามในอัตรา 40% หากพบว่าสินค้าดังกล่าวมีการสวมสิทธิ์จากต่างประเทศ โดยเป็นสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศอื่น

โดยข้อตกลงระบุว่า เวียดนามจะเปิดตลาดอย่างเสรีให้แก่สินค้าจากสหรัฐ โดยเวียดนามจะเรียกเก็บภาษีศุลกากร 0% ต่อสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐ ทั้งนี้เส้นตายของระยะเวลาผ่อนผันการเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ 90 วันจะสิ้นสุดลงในวันที่ 9 ก.ค. ขณะที่สถาบันการเงินในตลาดสหรัฐปิดทำการในวันศุกร์ (4/7) เนื่องด้วยวันชาติ

ปัจจัยในประเทศ กิจกรรมศก.ชะลอลง

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ น.ส.ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยเศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ค. 2568 ชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน จากการผลิตภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการด้านการค้า การขนส่ง และการท่องเที่ยว โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง เนื่องจากบางส่วนเร่งผลิตเพื่อเติมสินค้าคงคลังไปแล้วในเดือนก่อน

ประกอบกับมีปัจจัยชั่วคราวจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมัน ขณะที่รายรับการท่องเที่ยว ลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ด้านการลงทุนภาคเอกชนลดลงหลังเร่งไปในเดือนก่อน ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัวโดยหมวดสินค้าคงทนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่หมวดบริการปรับลดลง

อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะหมวดอิเล็กทรอนิกส์ตามอุปสงค์โลกที่ดีต่อเนื่อง และจากการเร่งส่งออกในช่วงระยะที่ผ่อนผันการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวจากทั้งรายจ่ายประจำ และรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง จากผลของฐานสูงในปีก่อนที่มีการเร่งเบิกจ่าย

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อน จากหมวดอาหารสด อัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานติดลบใกล้เคียงกับเดือนก่อน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังปรับเพิ่มขึ้นตามราคาอาหารสำเร็จรูป สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลลดลง ขณะที่ดุลบริการ รายได้ และเงินโอนขาดดุล จากการส่งกลับกำไรของธุรกิจต่างชาติตามฤดูกาล ด้านตลาดแรงงานโดยรวมปรับดีขึ้นจากเดือนก่อนตามการจ้างงานในภาคการผลิตเป็นสำคัญ

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะถัดไป ธปท.มองว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมชะลอลง ตามแรงส่งจากภาคท่องเที่ยว และการส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอลง อย่างไรก็ดี การผลิตในภาคยานยนต์มีสัญญาณปรับดีขึ้นบ้าง โดยเฉพาะรถยนต์นั่ง

ลุ้นเจรจาการค้าไทย-สหรัฐ

สำหรับประเด็นเรื่องการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายพิชัย ชุณหวชิระ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นผู้นำคณะ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เพื่อเจรจามาตรการภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐที่เก็บกับไทยจาก 36% ให้เหลือต่ำที่สุด โดยที่ผ่านมา ไทยได้ยื่นข้อเสนอหลายครั้ง และได้รับสัญญาณที่ดีจากฝั่งสหรัฐ

นอกจากนี้ตัวแทนจากไทยยังมีกำหนดเข้าพบหารือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของสหรัฐอีก 2-3 หน่วยงาน

นอกจากนี้ ในวันอังคาร (1/7) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายกฯแพทองธาร ชินวัตร หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว หลังมีมติเอกชนรับคำร้องของ สว.ที่กล่าวหาผู้นำรัฐบาลฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีปรากฎคลิปเสียงสนทนากับผู้นำกัมพูชา

ส่วนที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังมีแนวโน้มอ่อนแรงลง โดยคาดว่าทั้งปี 68 ขยายตัวในระดับต่ำที่ราว 1.5-2.0% โดยจะเติบโตใกล้เคียง 2.0% หากอัตราภาษีที่ไทยโดนเรียกเก็บยังอยู่ที่ 10% ในครึ่งปีหลัง แต่จะลดลงมาใกล้ 1.5% หากโดนเรียกเก็บที่ 18% หรือครึ่งหนึ่งของอัตรา Reciprocal Tariff

ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.26-32.64 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (4/7) ที่ระดับ 32.30/32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (30/6) 1.1720/22 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (27/6) ที่ระดับ 1.1709/11 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร จากการอ่อนค่าของดอลลาร์ ขณะที่มีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอ คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ได้เปิดเผยข้อมูลวันศุกร์ (27/6) ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจโดยรวมของกลุ่มประเทศยูโรโซนในเดือน มิ.ย.ได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 94 จุด จากเดิม 94.8 จุดในเดือน พ.ค. โดยต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 95.1 จุด

ส่วนสำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีเปิดเผยในวันจันทร์ (30/6) ว่ายอดค้าปลีกเมื่อปรับตัว ลดลง 1.6% ในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องจากเดือน เม.ย. สวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่มองว่าจะขยายตัว 0.5% และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 1.6% ในเดือน พ.ค. แต่ยังต่ำกว่าตัวเลขปรับปรุงใหม่ของเดือน เม.ย.ที่เติบโต 2.9% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 3.3%

ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1702-1.1829 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (4/7) ที่ระดับ 1.1781/83 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

เจรจาการค้าญี่ปุ่น-สหรัฐ ยังไม่ลงตัว

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (30/6) ที่ระดับ 144.33/35 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (27/6) ที่ระดับ 144.48/50 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นในเดือน พ.ค. เพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนก่อนหน้า โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มขึ้นของเครื่องจักรการผลิต

ขณะที่การเจรจาระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐยังไม่สามารถหาจุดร่วมได้ แม้ว่าจะมีการตกลงกันที่จะดำเนินการเจรจาต่อไปเพื่อบรรลุข้อตกลงด้านภาษีที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันอย่างชัดเจนในการให้สัมภาษณ์กับสื่อที่ออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ (29/6) ว่า ตัวเขาไม่มีแผนที่จะพับแผนเรียกเก็บภาษีศุลกากรรถยนต์ในอัตราที่สูงกับญี่ปุ่น แม้ญี่ปุ่นจะคัดค้านอย่างหนักในการเจรจาที่หยุดชะงักไปแล้วก็ตาม

ทรัมป์กล่าวว่า รัฐบาลของเขาพร้อมร่อนจดหมายข้างเดียวไปยังญี่ปุ่นและคู่ค้ารายอื่นเร็ว ๆ นี้ เพื่อแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับอัตราภาษีสำหรับการส่งออกมายังสหรัฐ

ด้านนายฮาจิมะ ทาคาตะ สมาชิกคณะกรรมการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวในการประชุมผู้นำธุรกิจซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดมิเอะว่า BOJ หยุดพักการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียงชั่่วคราวเท่านั้น และจะกลับมาเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อไปในอนาคต แม้เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐก็ตาม สะท้อนให้เห็นว่า BOJ ยังคงมองหาโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม

ทั้งนี้การเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนอยู่ในกรอบระหว่าง 142.66-145.23 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (4/7) ที่ระดับ 144.25/27 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตลาดแรงงานสหรัฐยังแข็งแกร่ง จับตาการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...