โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พีระพันธุ์ กับภารกิจใหญ่ หยุดค่าไฟแพงที่ต้นตอ

สยามรัฐ

อัพเดต 06 ก.ค. 2568 เวลา 02.18 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2568 เวลา 02.13 น.

เมื่อรัฐมนตรีพลังงานอย่าง “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ลุกขึ้นผ่าระบบพลังงานไทย ตั้งเป้าทลายต้นทุนแฝงจาก “ค่าความพร้อมจ่าย” ที่ทำให้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟแพงโดยไม่จำเป็น ภารกิจครั้งนี้จะหยุดปัญหาที่สะสมมานานได้จริงหรือไม่?

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา “ค่าไฟฟ้า” กลายเป็นหนึ่งในปัญหาหนักของทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในปี 2567-68 ที่ค่าไฟเฉลี่ยในบางช่วงทะลุระดับ 4.50 บาทต่อหน่วย ทำให้เกิดแรงต้านจากประชาชนทุกภาคส่วน และนำไปสู่การตั้งคำถามอย่างจริงจังต่อโครงสร้างต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศไทย

ค่าความพร้อมจ่ายคืออะไร ทำไมคนไทยต้องจ่าย?

หนึ่งในต้นเหตุสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมามากที่สุด คือ “ค่าความพร้อมจ่าย” หรือ Capacity Payment ซึ่งเป็นค่าตอบแทนที่รัฐหรือการไฟฟ้าต้องจ่ายให้แก่โรงไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (IPP) เพื่อให้โรงไฟฟ้าเหล่านั้น “พร้อมเดินเครื่องทันที” หากระบบต้องการ แม้ในความเป็นจริงโรงไฟฟ้าจะไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟเลยตลอดทั้งปี

ระบบนี้มีที่มาจากความจำเป็นในการรักษา “ความมั่นคงทางพลังงาน” เพราะระบบไฟฟ้าไม่สามารถกักเก็บได้เหมือนสินค้าอื่น เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือฤดูที่ใช้ไฟสูง ระบบต้องมีไฟสำรองพร้อมเสมอ แต่คำถามสำคัญคือ “ประเทศไทยสำรองมากเกินไปหรือไม่?”

ไฟฟ้าสำรองมากไป ทำไมจ่ายไม่ไหว?

ตามหลักสากล ระบบไฟฟ้าที่มั่นคงควรมีกำลังการผลิตสำรองที่ 15-20% ของความต้องการสูงสุด แต่ไทยในปี 2567 กลับมีไฟฟ้าสำรอง เกินกว่า 40% ซึ่งเกินความจำเป็นอย่างมีนัยยะ

เมื่อกำลังการผลิตส่วนเกินจำนวนมากเหล่านี้ผูกติดกับสัญญา PPA แบบการันตีรายได้ ทำให้รัฐต้องจ่าย “ค่าความพร้อมจ่าย” ให้โรงไฟฟ้าที่ไม่ได้ผลิตไฟจริงๆ และต้นทุนนี้ก็ถูกผลักมาสู่ผู้ใช้ไฟอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ผ่านบิลค่าไฟรายเดือน

มีข้อมูลระบุว่า ค่าความพร้อมจ่ายในปี 2566 อยู่ที่ มากกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี และยังมีแนวโน้มพุ่งขึ้นอีก หากมีการเปิดโรงไฟฟ้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยไม่สอดคล้องกับอัตราการใช้ไฟจริง

ใครได้ประโยชน์จากโครงสร้างนี้?

1.ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (IPP และ SPP): ได้รับประโยชน์เต็ม ๆ จากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวที่มีการันตีรายได้ แม้ไม่มีการผลิตไฟจริง

2.นักลงทุนรายใหญ่: ทั้งในและต่างประเทศ ที่ถือหุ้นในกิจการโรงไฟฟ้า

3.กลุ่มผู้มีอำนาจทางนโยบายบางกลุ่ม: ที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนระบบไฟฟ้าและการจัดทำสัญญา PPA ซึ่งอาจมีความเกี่ยวโยงกับภาคธุรกิจ

ขณะที่ผู้แบกรับภาระคือ ประชาชนทั่วไป และ SMEs ที่ต้องจ่ายค่าไฟสูงขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม

พีระพันธุ์ “เปิดเกมผ่าระบบ”

ท่ามกลางแรงกดดันจากสังคม นาย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เปิดฉาก “ผ่าระบบพลังงาน” เพื่อแก้ไขปัญหาค่าไฟแพงอย่างเป็นระบบ โดยเน้นไปที่การลดต้นทุนค่าความพร้อมจ่ายและการปรับเงื่อนไขสัญญา PPA กับภาคเอกชน

มาตรการที่น่าสนใจ ได้แก่:

🔍 เปิดเผยสัญญา PPA เพื่อให้สังคมสามารถตรวจสอบเงื่อนไขการรับซื้อไฟจากเอกชน

✂️ ยุติสัญญา SPP แบบไม่มีกำหนดอายุ ที่เป็นภาระระยะยาวแก่รัฐ

⚖️ เจรจาลดค่า AP/EP (Availability Payment / Energy Payment) เพื่อให้ค่าไฟสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

☀️ สนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์ภาคประชาชน ผ่านแนวทาง “แจ้งเพื่อทราบ” แทนระบบขออนุญาตแบบซับซ้อนเดิม

🌊 เพิ่มสัดส่วนพลังน้ำจากลาว ซึ่งมีต้นทุนถูกลง และเป็นพลังงานสะอาด

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังได้ผลักดันให้ครม.มีอนุมัติให้ประชาชนสามารถนำเงินลงทุนในการติดตั้งระบบ Solar Rooftop มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในวงเงินที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนลงทุนติดตั้ง Solar Rooftop เพิ่มการใช้พลังงานทดแทนและลดภาระค่าไฟฟ้าในครัวเรือน

พร้อมกันนี้นี้ รัฐมนตรีพลังงานยังประกาศเป้าหมาย ตรึงราคาค่าไฟไม่ให้เกิน 3.99 บาทต่อหน่วย ภายในปลายปี 2568 และลดลงต่อเนื่องในระยะยาว

ข้อเสนอจากภาควิชาการและภาคประชาชน

แม้มาตรการของรัฐบาลจะได้รับเสียงสนับสนุน แต่ก็ยังมีข้อเสนอจากหลายฝ่ายที่เรียกร้องให้รัฐ:

📉 ปรับแผนพัฒนากำลังผลิต (PDP) ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟจริง

🔄 เปิดตลาดไฟฟ้าเสรี เพื่อลดการผูกขาดของกลุ่มทุน

🛑 ยกเลิกระบบ Take-or-Pay ที่เป็นภาระสะสม

🔋 ส่งเสริมการผลิตและกักเก็บพลังงานในชุมชน เพื่อกระจายอำนาจการผลิต

ข้อเสนอเหล่านี้สะท้อนความพยายามสร้างระบบพลังงานที่โปร่งใส ยั่งยืน และยุติธรรมมากขึ้น

ถึงเวลาผ่าตัดระบบ ไม่ใช่แค่แก้ปลายเหตุ

โครงสร้างพลังงานไทยต้องการการปฏิรูปลึกมากกว่าการแก้ไขเฉพาะหน้า เพราะระบบที่ให้ผลประโยชน์กับคนส่วนน้อย แต่ผลักภาระให้ประชาชนส่วนใหญ่ คือระบบที่ไม่ยั่งยืน

คำถามสำคัญที่รัฐต้องตอบไม่ใช่แค่ “ค่าไฟจะลดหรือไม่” แต่คือ “ระบบไฟฟ้านี้ สร้างเพื่อใคร?”

และนี่อาจเป็นภารกิจสำคัญที่สุดของพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะผู้กล้าที่จะผ่ากลไกที่ฝังรากมานานในระบบพลังงานไทย

#พีระพันธุ์สาลีรัฐวิภาค#ค่าความพร้อมจ่าย#ค่าไฟแพง#ผ่าระบบพลังงาน#พลังงานไทย2568#กระทรวงพลังงาน #หยุดค่าไฟแพง#ปฏิรูปพลังงาน#โรงไฟฟ้าสำรอง#ไฟฟ้าเพื่อประชาชน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...