โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ครูสาวร้อง! ตกเป็น เหยื่อ ผอ.ทุจริต ถูกชี้มูลผิดวินัยร้ายแรง ทั้งที่แค่เซ็นชื่อตามคำสั่ง พ้อต้องมีครูเสียชีวิต เพราะการเป็นเจ้าหน้าที่การเงินอีกกี่คน

สยามนิวส์

เผยแพร่ 05 ก.ค. 2568 เวลา 02.37 น. • สยามนิวส์
ครูสาวร้อง! ตกเป็น เหยื่อ ผอ.ทุจริต ถูกชี้มูลผิดวินัยร้ายแรง ทั้งที่แค่เซ็นชื่อตามคำสั่ง พ้อต้องมีครูเสียชีวิต เพราะการเป็นเจ้าหน้าที่การเงินอีกกี่คน

เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กสาวรายหนึ่ง ได้ออกมาโพสต์ระบุข้อความว่า ข้าพเจ้านางสาวกนกรัตน์ ครู คศ.1 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จังหวัดกาญจนบุรี กำลังเผชิญวิกฤตครั้งสำคัญในชีวิต หลังถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง กรณีร่วมกับอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนทุจริตเงินโรงเรียนเมื่อ 13 ปีที่แล้ว ทั้งที่เจ้าตัวยืนยันว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการบริหารจัดการเงินใด ๆ และทำหน้าที่เพียงลงนามร่วมกับผู้อำนวยการตามคำสั่งเท่านั้น

เรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2555 ขณะที่นางสาวกนกรัตน์ ยังเป็นครูบรรจุใหม่ที่โรงเรียนอีกที่หนึ่ง อำเภอบ่อพลอย และได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่การเงินของโรงเรียน แม้จะไม่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการเงินหรือระเบียบพัสดุเลยก็ตาม เธอชี้แจงว่าในทางปฏิบัติ เธอเป็นเพียงผู้ลงนามร่วมกับผู้อำนวยการโรงเรียนในใบเบิกถอนเงินเท่านั้น เอกสารการเงินอื่น ๆ ไม่เคยได้ทำเลย และไม่เคยถือเงินหรือบัญชีของโรงเรียน ไม่เคยเป็นผู้ใช้จ่ายเงินโรงเรียนแต่อย่างใด

โดยเชื่อมาตลอดว่าหน้าที่ของเจ้าหน้าที่การเงินคือการเซ็นชื่อ ส่วนการเบิกถอนเงินจากธนาคาร การจ่ายเงินให้ช่างและร้านค้า ผู้อำนวยการเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด จุดพลิกผันของเรื่องนี้คือการเข้าตรวจสอบภายในของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 4 (สพป.กจ.4) เนื่องจากผู้อำนวยการโรงเรียนถูกร้องเรียนเรื่องการทุจริตเงินค่าอาหารกลางวัน และจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบความผิดปกติจากการเบิกเงินโดยไม่มีชุดจัดซื้อจากบัญชีเงินอุดหนุน

ในระหว่างการสอบสวน อดีตผู้อำนวยการโรงเรียน ยอมรับว่านำเงินไปใช้ผิดประเภทจริง และยินยอมชดใช้เงินคืนโรงเรียนดังกล่าว เป็นจำนวนกว่า 300,000 บาท ซึ่งต่อมาถูกย้ายไปช่วยราชการและปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนที่ จ.นครปฐม นางสาวกนกรัตน์เข้าใจมาตลอดว่าเรื่องนี้ได้สิ้นสุดลงแล้วและไม่เกี่ยวข้องกับเธอ

ต่อมา ป.ป.ช. ได้เข้ามาสอบสวนเธออีกครั้ง พร้อมนำสำเนาใบเบิกเงินมาแสดง และสอบถามว่าใช่ลายเซ็นของเธอหรือไม่ ซึ่งเธอยอมรับว่าเป็นลายเซ็นของเธอ และได้ชี้แจงถึงบทบาทของเธอในการทำหน้าที่การเงินในขณะนั้นว่าเพียงแค่ลงนามร่วมกับผู้อำนวยการเท่านั้น ส่วนการเบิกจ่ายเป็นผู้อำนวยการดำเนินการเพียงคนเดียวทั้งหมด

แต่แล้ว ต้นเดือนมีนาคม 2566 นางสาวกนกรัตน์ก็ได้รับจดหมายจาก ป.ป.ช. ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 13 มีนาคม 2566 ว่าเธอร่วมกับนายชนะพงษ์ สาระ กระทำผิดกฎหมายในคดีเงินกว่า 300,000 บาท ซึ่งเป็นยอดเงินที่อดีตผู้อำนวยการรับสารภาพและชดใช้คืนไปแล้ว โดยเธอตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันโกงเงินโรงเรียน ป.ป.ช. ได้ให้เธอทำหนังสือชี้แจงและหาหลักฐานมาประกอบ ซึ่งเธอได้ชี้แจงตามความเป็นจริงว่าไม่เคยทำเอกสารใด ๆ นอกจากลงนามร่วมกับผู้อำนวยการเท่านั้น

แม้จะมีการสอบสวนเพิ่มเติมในปี 2566 ที่ สพป.กจ.4 โดยเธอยังคงเข้าใจว่าตนเองไม่มีความผิดและน่าจะเป็นเพียงพยานในคดีของอดีตผู้อำนวยการ แต่แล้ว เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เธอกลับได้รับหนังสือจากเขตแจ้งว่า เธอถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดว่าร่วมกับอดีตผู้อำนวยการโกงเงินโรงเรียนตั้งแต่สมัยเป็นเจ้าหน้าที่การเงินเมื่อ 13 ปีที่แล้ว โดยมีความผิดวินัยร้ายแรง มีโทษปลดออก หรือไล่ออก ภายใน 30 วันก่อนสิ้นเดือนนี้

นางสาวกนกรัตน์ยอมรับเพียงความผิดเดียวคือการลงนามจริง แต่ยืนยันว่าทำไปด้วยความไม่รู้ ไม่มีประสบการณ์ และทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา โดยเข้าใจว่าในตอนนั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง และไม่ทราบข้อกฎหมาย เธอรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมเป็นอย่างมาก เพราะเธอไม่เคยถือเงินหรือใช้จ่ายเงินของโรงเรียนแม้แต่น้อยนิด และตกเป็นเหยื่อของการกระทำของผู้บริหารโรงเรียน

ปัจจุบัน นางสาวกนกรัตน์ไม่มีเงินจ้างทนายมาสู้คดี เนื่องจากเธอเป็นเสาหลักของครอบครัว ทำงานเป็นครูเพียงอาชีพเดียวเพื่อส่งเสียลูกสองคน สามีไม่มีอาชีพ ต้องดูแลพ่อแม่ เธอจึงวอนขอความช่วยเหลือและทวงคืนความยุติธรรมจากผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษาธิการ, พี่กันต์ จอมพลัง, พี่หนุ่ม กรรชัย รายการโหนกระแส, พี่บุ๋ม ปนัดดา, พี่ทนายไพศาล หรือใครก็ได้ที่สามารถยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเธอได้

อนาคตของครูคนหนึ่งกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย จากการถูกกล่าวหาในสิ่งที่เธอไม่รู้ไม่เห็นและไม่ได้กระทำ เพียงเพราะการลงนามตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาในตำแหน่งที่เธอไม่ถนัดและไม่มีประสบการณ์ เรื่องราวของนางสาวกนกรัตน์เป็นอุทาหรณ์ที่สะท้อนถึงความเปราะบางของบุคลากรทางการศึกษาที่อาจตกเป็นเหยื่อของการทุจริตของผู้มีอำนาจ และตั้งคำถามว่า ต้องมีครูไทยตายเพราะการเป็นเจ้าหน้าที่การเงินอีกกี่คน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...