โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ทำไม? ผู้หญิงไม่สูบบุหรี่ เสี่ยง‘มะเร็งปอด’ ตรวจคัดกรองก่อนสาย

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 30 ก.ค. 2568 เวลา 05.41 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 12.27 น.

มะเร็งปอด”เป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับต้น ๆ ของโลก โดยแต่ละปี ทั่วโลกมีผู้ป่วยใหม่ 2.2 ล้านคน เสียชีวิต 1.8 ล้านคน และมีอัตราการรอดชีวิต 5 ปี โดยรวมเพียง 15-20% เท่านั้น ขณะที่ใน ประเทศไทย พบผู้ป่วยมะเร็งปอด เป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้ป่วยเป็นอันดับ 2 ของมะเร็งทั้งหมด

ในอดีตหลายคนมักจะมองว่า ผู้ป่วยมะเร็งปอด เกิดจากการสูบบุหรี่หนัก แต่ปัจจุบันกลับพบว่า “ผู้หญิงที่ไม่สูบบุหรี่” เป็นมะเร็งปอดจำนวนมากขึ้น รวมถึงผู้ป่วยอายุน้อย หรือกลุ่มบุหรี่มือสอง

สาเหตุของมะเร็งปอด เกิดได้หลายเหตุปัจจัย โดยเฉพาะกลุ่มบุหรี่มือสอง ที่อยู่ร่วมกับผู้สูบบุหรี่ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการสูดควันสูบบุหรี่จำนวนมากเป็นประจำสม่ำเสมอ การได้รับควันบุหรี่มือสอง มือสาม จากการสูดหายใจเข้าไปจะทำให้มีสารพิษตกค้าง จนก่อให้เกิดมะเร็ง

โดยในควันบุหรี่มือสองประกอบด้วยสารเคมีมากกว่า 7,000 ชนิด และมีสารก่อมะเร็งมากกว่า 70 ชนิด. การสูดดมควันบุหรี่มือสองสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ เช่น มะเร็งปอด กล่องเสียง ลำคอ ช่องปาก และหลอดอาหาร. นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อเด็กเล็กและสตรีมีครรภ์ โดยเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคปอดบวม หลอดลมอักเสบ และภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ในระหว่างตั้งครรภ์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

โรช ไทยแลนด์ พลังเสียงกู้ชีพ! ฉลองเดือนผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง

หยุดมะเร็งปอด! คร่า 41 ชีวิต/วัน พบผู้ป่วยรายใหม่ 57 คน /วัน

ผู้หญิงป่วยมะเร็งปอดจากควันบุหรี่มือสอง

พ.อ.รศ.นพ.ไนยรัฐ ประสงค์สุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ได้ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ผู้ป่วยมะเร็งปอดจะมีผู้ป่วยรายใหม่ ประมาณ 23,713 รายต่อปี โดยทุกๆ 2.7 รายต่อชั่วโมง ทั้งนี้ ผู้ป่วยมะเร็งปอดส่วนใหญ่ ประมาณ 85% จะเป็นมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก ส่วนผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็กจะพบได้ประมาณ 15% จากผู้ป่วยมะเร็งปอดทั้งหมด ซึ่งเซลล์มะเร็งมีการเจริญเติบโตเร็ว และแพร่กระขายได้เร็วกว่าปอดชนิดไม่เล็ก และมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็กสาเหตุหลักๆ มาจากการสูบบุหรี่

ประเด็นที่น่ากังวลคือ มีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ไม่สูบบุหรี่ และผู้ป่วยอายุน้อยลง หรือกลุ่มบุหรี่มือสอง ซึ่งสาเหตุหลักของมะเร็งปอด หรือประมาณ 80-85% ของผู้ป่วยทั้งหมด คือ การสูบบุหรี่ทั้งสูบเองและควันบุหรี่มือสอง รองลงมาคือ มลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะ PM2.5 ที่มีผลกระทบชัดเจนโดยเฉพาะในภาคเหนือที่มีอัตราผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงก๊าซเรดอนในบ้านเรือน ซึ่งเป็นก๊าซกัมมันตภาพรังสีที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีรส พบได้ในดินเกือบทั้งหมด และเกิดจากกระบวนการทางธรรมชาติ

“แนวโน้มโรคมะเร็งปอดในอนาคต มีคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึงปี 2030 โดยจะมีจำนวนผู้ป่วยที่เป็นผู้หญิงที่ไม่สูบบุหรี่เพิ่มขึ้นมากที่สุด จากในอดีต อัตราส่วนของผู้ป่วยมะเร็งปอดผู้ชายต่อผู้ป่วยผู้หญิงอยู่ที่ 3-4 คนต่อ 1 คน เนื่องจากการสูบบุหรี่ แต่ปัจจุบันช่องว่างดังกล่าวกลับลดลง อีกทั้งจะมีผู้ป่วยที่มีความผิดปกติที่ยีน Epidermal Growth Factor Receptor (EGFR) เพิ่มขึ้น และพบผู้ป่วยอายุน้อยลง คือ มีอายุระหว่าง 40-50 ปีมีจำนวนเพิ่มขึ้น” พ.อ.รศ.นพ.ไนยรัฐ กล่าว

ผู้ป่วยมะเร็งปอดผิดปกติที่ยีน 57-68%

พ.อ.รศ.นพ.ไนยรัฐ กล่าวว่า ปัจจัยพันธุกรรมทำให้การรักษามะเร็งปอดในคนเอเชียแตกต่างจากชาวตะวันตก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบความผิดปกติยีน EGFR สูงที่สุดในโลกอยู่ที่ 40-60% สำหรับประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งปอดจากความผิดปกติที่ยีนนี้ประมาณ 57-68% ของมะเร็งปอดชนิด Adenocarcinoma ยังมีการผลการศึกษาพบด้วยว่า ควรตรวจ ยีน Anaplastic Lymphoma Kinase (ALK) ในผู้ป่วยมะเร็งปอด โดยเฉพาะผู้หญิงไม่สูบบุหรี่และผู้ป่วยอายุน้อย ด้วยพบความผิดปกติที่ยีน ALK พบได้ประมาณ 5-7%

หัวใจสำคัญของการเพิ่มอัตราการรักษามะเร็งปอด คือ การตรวจพบเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ที่อายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป มีประวัติสูบบุหรี่ มีประวัติครอบครัว หรือสัมผัสมลพิษทางอากาศบ่อย

“ผู้ป่วยหลายคนมักมาพบแพทย์เมื่อมีอาการหนักแล้ว เพราะอาการเริ่มต้นมักคล้ายโรคทั่วไป เช่น ไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ ไอเป็นเลือด, หายใจลำบาก, ปวดหน้าอกไม่หาย รวมถึงน้ำหนักลดผิดปกติ หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติ แต่ปัจจุบันประชาชนเริ่มตระหนักถึงภัยของโรคมะเร็งปอดมากขึ้นมีตัวอย่างเคสเข้าตรวจคัดกรองแล้วสามารถรักษามะเร็งปอดได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งสามารถรักษาหายขาดได้” พ.อ.รศ.นพ.ไนยรัฐ ให้ข้อมูล

รู้จักตรวจคัดกรอง Low-dose CT scan

ผู้ป่วยที่มีอัตราเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปอด ควรตรวจคัดกรองด้วยเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อประเมินรอยโรค และตรวจคัดกรองด้วย Low-dose CT scan เป็นวิธีที่แนะนำสำหรับกลุ่มเสี่ยงสูง และเมื่อได้รับการวินิจฉัยแล้ว การตรวจหาความผิดปกติของยีนจะช่วยวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ทั้งนี้ในประเทศไทยมีการตรวจคัดกรองและพบเจอมะเร็งปอดในระยะแรกๆ ได้เพียง 30%

"หากตรวจพบความผิดปกติที่ยีน EGFR หรือ ALK ผู้ป่วยมีโอกาสยับยั้งโรคได้หากตรวจพบไว และสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่ามากด้วยยามุ่งเป้า ซึ่งให้ผลการรักษาดีกว่าเคมีบำบัดอย่างเห็นได้ชัด โดยผู้ป่วยมีอัตราการตอบสนองสูงถึง 70-80%"พ.อ.รศ.นพ.ไนยรัฐ กล่าว

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง กล่าวต่อว่า การรักษาที่มีประสิทธิภาพยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว และประเทศได้ ด้านสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางให้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงการคัดกรองด้วย Low-dose CT scan โดยเฉพาะกลุ่มคนที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจคัดกรองและไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอ

เลิกสูบบุหรี่ เลี่ยงมลพิษ ตรวจสุขภาพ

ปัจจุบันมียาและแนวทางรักษามะเร็งปอดได้หลายรูปแบบ ทั้ง การผ่าตัด การใช้ยาเคมีบำบัด การฉายรังสี ยากระตุ้นภูมิบำบัด ยาต้านเฉพาะจุด (ยาพุ่งเป้า) ทั้งแบบใช้เดี่ยว หรือใช้ร่วมกัน โดยสามารถใช้ยาต้านเฉพาะจุดได้สำหรับกรณีการกลายพันธุ์ของยีนที่พบบ่อย ได้แก่ EGFR,ALK และ BRAF mutation หากผู้ป่วยมีอาการที่อวัยวะใด เช่น มะเร็งแพร่กระจายไปที่กระดูก และผู้ป่วยปวดมากจะฉายรังสีเฉพาะจุด เพื่อบรรเทาอาการที่เกิดขึ้น

ขณะที่การเข้าถึงยาที่จะบรรจุในสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะต้องเป็นยาที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ แต่มีการเปิดช่องให้ยาที่มีประสิทธิภาพดี และราคาไม่แพงเข้าบรรจุในสิทธิประโยชน์เช่นกัน หวังลดอัตราความสูญเสียและภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว

“การป้องกันยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยการเลิกสูบบุหรี่ ซึ่งการหยุดสูบบุหรี่เป็นระยะเวลามากกว่า 5 ปี จะสามารถช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งปอดได้ การหลีกเลี่ยงมลพิษทางอากาศ และการตรวจสุขภาพเชิงป้องกันด้วย Low-dose CT scan เมื่อพบว่าตนเองอยู่กลุ่มเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอด เพราะการตรวจคัดกรองและพบในระยะแรกๆ จะสามารถทำให้รอดชีวิตได้” พ.อ.รศ.นพ.ไนยรัฐ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...