โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สงครามราคา กับดักธุรกิจ ของคนหลังชนฝา

TODAY Bizview

อัพเดต 02 มิ.ย. 2568 เวลา 17.04 น. • เผยแพร่ 02 มิ.ย. 2568 เวลา 09.46 น. • workpointTODAY

ถ้าใครดูซีรีส์ ‘สงคราม ส่งด่วน’ หรือ ‘Mad Unicorn’ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘สันติ’ เด็กดอยที่มีความทะเยอทะยานต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จนตกกับดักของนายทุนใหญ่อย่าง ‘คณิน’ ผู้มาหลอกขายฝัน แต่กลับทรยศและถีบสันติ ‘ตกขบวน’ การสร้างธุรกิจใหญ่กับบริษัทขนส่งจีน จนปลุกไฟแค้นให้ ‘สันติ’ ลุกขึ้นมาเปิดธุรกิจขนส่งพัสดุ ‘ธันเดอร์ เอ็กซ์เพรส’และเปิดสงครามกับนายทุนใหญ่ด้วยตัวเอง ระหว่างทางของซีรีส์ทั้งทั้ง 7 ตอนมีแนวคิดธุรกิจสอดแทรกอยู่มากมาย

TODAY Bizview ขอหยิบยกกรณีหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างเรื่อง ‘สงครามราคา’ ที่ทำให้ธันเดอร์ เอ็กซ์เพรสเข้าสู่วิกฤตใหญ่ มาสรุปให้ฟัง ว่าทำไมมันถึงกลายเป็นกลยุทธ์ดาบสองคม ที่ทำให้ธุรกิจทั้งเกิดและตายได้ในคราวเดียว

***บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของ ‘สงคราม ส่งด่วน Mad Unicorn’ ***

ในซีรีส์หลังจากที่ ‘สันติ’ สามารถสร้าง Thunder Express ขึ้นมาได้แล้ว จุดแข็งที่ทำให้ Thunder Express ต่างจาก Easy Express ของ ‘คณิน’ คือเรื่องการรับส่งสินค้าหน้าบ้าน ที่มีความสะดวกกว่ารายใหญ่ จนกระทั่ง Easy Express ก็เพิ่มบริการแบบเดียวกันขึ้นมา ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างดุเดือดแข่งขันกันอย่างดุเดือด

‘เจ้าสัวคณิน’ พยายามหาทางทำลาย ธันเดอร์ เอ็กซ์เพรส ด้วย ในหลายทิศทางทั้งการใช้ความเป็นธุรกิจเครือใหญ่ที่มีร้านค้ามาก ปิดสาขาที่มีลูกค้าหนาแน่น จนสันติเลือดเข้าตา หาทางจเรียกลูกค้าให้กลับมาเข้าร้านด้วยโปรลดราคาค่าส่ง ‘เริ่มต้น 19 บาท’เพื่อหวังจะดึงดูดให้ลูกค้ามาใช้บริการแบบไม่หันหลังกลับไม่มองคู่แข่งที่แพงกว่าอีกเลย

แน่นอนว่าลูกค้าเข้าแต่สิ่งที่สันติทำคือการเปิดศึก ‘สงครามราคา’ (Price War) และตกหลุมพรางคำเตือนกระตุ้นอีโก้ที่คณิณดักไว้อย่างจัง

ทั้งที่การจัดโปรโมชั่น 19 บาทจะทำให้ธุรกิจเล็กๆ ที่มีทุนจำกัดอย่าง ธันเดอร์ เอ็กเพรสต้องต้องเผชิญอุปสรรค ด้วยรายได้ต่อชิ้นที่ลดลงจนธุรกิจจะต้องได้รับผลกระทบเรื่องการเงินหนักแน่นอน

[ ทำไมในโลกธุรกิจไม่ควรทำสงครามราคา? ]

ในสมรภูมิทางธุรกิจ มีอาวุธหนึ่งที่หยิบใช้ได้ง่ายและดูเหมือนจะได้ผลเสมอ นั่นคือ “การลดราคา” แต่สิ่งที่หลายคนไม่ทันมองคือ อาวุธนี้อาจกลายเป็นกับดักที่ทำให้ทั้งธุรกิจของตัวเองและอุตสาหกรรมโดยรวมถอยหลังไปพร้อมกัน

จากกรณีของธันเดอร์ เอ็กเพรสที่ต้องการเงินทุนให้มากที่สุด เพื่อที่จะพยุงโปรเริ่มต้น 19 บาท ฉะนั้นทางออกที่ดีสำหรับธุรกิจเล็กๆ ไม่มีเงินทุนก็คือการ “ควบคุมค่าใช้จ่าย”

ซึ่งแลกมาด้วยกาลดเงินเดือนพนักงาน ลดสวัสดิการต่างๆ ทำให้พนักงานทำงานหนัก ทำให้บริษัทแทบจะกลายเป็นโรงงานนรก พนักงานคนไหนที่มีทางเลือกอื่น เขาก็ลาออกทันทีไปหางานใหม่ แต่สำหรับคนที่ยังทนอยู่ก็อาจจะไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่ ยิ่งเกิดการประท้วง มีปัญหายิบย่อยที่ต้องแก้อีก

ที่สำคัญบริษัทต้องเผชิญกับภัยการเงิน สงครามราคาสำหรับธุรกิจเล็ก ๆ ไม่ได้มีทุนหนาอะไร อาจทำให้ธุรกิจอยู่ได้ไม่นาน ไม่เพียงกี่เดือนก็ต้องปิด ขณะที่ถ้าคู่แข่งเดียวกันในตลาดไม่ได้ลงเล่นในสงครามนี้ด้วย เราอาจจะแพ้ภัยตัวเอง เพราะมันมีแค่เราที่ลดราคา

[ สงครามราคา ทางออกของคนไม่มีทางเลือก ]

สำหรับ Thunder Express มีจุดยืนชัดเจนว่า ถูกบริการดี รับส่งฟรีถึงหน้าบ้าน แต่พอคู่แข่งก็สามารถทำแบบเราได้เหมือนกัน ทำให้ ‘สันติ’ ตัดสินใจเปิดศึกสงครามราคาก่อนใคร เพราะในมุมธุรกิจ เมื่อไม่สามารถสร้างความแตกต่างให้ลูกค้ารับรู้ได้ การลดราคาจึงดูเหมือนเป็น “ทางเดียว” ที่เหลืออยู่ในการแข่งขั

แต่การลงสนามรบด้วยราคาเพียงอย่างเดียว อาจจะหมายถึงการยอมรับว่าธุรกิจของเรานั้นไม่มีอะไรพิเศษพอจะแลกกับเงินเต็มจำนวนจากลูกค้าได้เช่นกัน

[ สงครามราคามีแต่เจ้าตลาดที่รอด ]

ธุรกิจที่จะได้เปรียบจริงๆ ในสงครามราคาคือ เจ้าตลาด ที่มี “ต้นทุนต่อหน่วยต่ำ” เพราะมี economy of scale เมื่อรายใหญ่ลดราคาได้โดยไม่เจ็บตัวมากนัก รายย่อยที่พยายามตามให้ทันจึงหมดลมหายใจเร็วกว่า สุดท้ายเกมนี้จึงไม่ใช่การแข่งเพื่อหาผู้ชนะ แต่คือการไล่ต้อนผู้เล่นรายเล็กออกจากสนาม

เช่นเดียวกับ Thunder Express ที่ต้องพยายามดิ้นรนหาเงินทุนจน ‘เสี่ยวหยู’ CFO บริษัพลีชีพขายหุ้นตัวเองในบริษัททิ้งเพื่อหาเงินทุนมาต่อยอดธุรกิจ ซึ่งเป็นทางออกสุดท้าย เมื่อถ้าเทียบกับข้อเสนออื่นที่ไม่ยุติธรรมสำหรับบริษัท

แน่นอนว่า ในสงครามราคา ผู้ที่ได้กำไรมากที่สุดในระยะสั้นคือลูกค้า แต่ถ้าทุกแบรนด์แข่งกันตัดราคาเพื่อแย่งยอดขาย margin ของทั้งตลาดจะถูกบีบลงจนเกือบไม่เหลือ กำไรที่ลดลงอาจจะหมายถึงการลดคุณภาพ ลดพนักงาน หยุดลงทุน หรือลดนวัตกรรมบางอย่างลงในภายภาคหน้า

ท้ายที่สุด ลูกค้าเองก็อาจไม่ได้รับประสบการณ์หรือคุณภาพเท่าเดิมที่เคยได้จากแบรนด์อีกต่อไป เพราะในโลกธุรกิจไม่ใช่ทุกครั้งที่ต้องตอบโต้ด้วยการลดราคา การยืนหยัดกับจุดยืนของแบรนด์ และเลือกสร้างคุณค่าที่ลูกค้าพร้อมจ่าย อาจเป็นทางรอดที่ยั่งยืนกว่า

แม้ในเรื่องธันเดอร์ เอ็กเพรส จะมีทางออกสุดท้าย กับการโอกาสที่จะได้ ‘มอลลี่’ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ มาเป็นพาร์ทเนอร์กัตลอด 1 ปี และผ่านอุปสรรคตรงนี้ไปได้ และสามารถกู้ธุรกิจให้กลับมาเติบโตได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นบริษัท 30,000 ล้านหรือเป็น Unicorn ตัวแรกของประเทศไทย

แต่ในชีวิตจริงแล้ว สงครามราคาสามารถฆ่าผู้ที่เข้าร่วมได้ แม้กระทั่งธุรกิจที่มั่นคง

เช่น กรณีของ อิชิตันและโออิชิ ที่แข่งกันแจกของให้ผู้โชคดี ทั้ง รถ ทองคำ ชิงใต้ฝา อัดงบการตลาดรัวๆ จนสุดท้ายมาดูรายได้ฝั่งอิชิตันก็ไม่ได้มีรายได้เพิ่มขึ้น ปรับตัวไปตีตลาดอินโด และออกจากสงครามราคาแทน

แม้แต่ศึกร้านสะดวกซื้ออย่าง FamilyMart ที่สู้ศึกราคาและโปรโมชั่นจากรายใหญ่อย่าง 7-11 ไม่ไหวทำให้กำไรขาดทุนสะสมมากกว่า 5 ปี จนกระทั่ง CRC ขอเอามารีแบรนด์ใหม่ทำเป็น Tops Daily แทน

หรือจะเป็นเคสของ BYD ช่วงที่ตลาดรถไฟฟ้ากำลังบูมในไทย BYD เริ่มทำสงครามราคา ลดราคารถยนต์ไฟฟ้าแต่ละรุ่นลงมาเรื่อยๆ ทำให้ลูกค้าที่ซื้อก่อนได้ของแพง ซื้อหลังได้ของถูก สร้างความไม่ไว้วางใจให้ลูกค้า

บทเรียนในชีวิตจริงคือ การทำสงครามราคาทั้งๆ ที่เราเป็นตัวเล็กอาจไม่ใช่คำตอบ เคสที่หยิบยกมาเล่าก็เป็นนายทุนใหญ่ที่ลงเล่นในสงครามราคา สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์กันเสียทั้งนั้น

และในชีวิตจริงสำหรับธุรกิจเล็กๆ คงไม่ได้มีโอกาสสุดท้ายแบบธันเดอร์ เอ็กเพรสจริงไหมล่ะ? ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็มักจะโชคร้าย สุดท้ายธุรกิจเจ๊ง..

ท้ายที่สุดแล้ว เราต้องเข้าใจว่าราคาไม่ใช่คำตอบเดียวของการแข่งขัน มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในแบบที่ลึกกว่า และเหนียวแน่นกว่า และอย่าลืมว่าหัวใจหลักของการทำธุรกิจคือการที่แบรนด์รู้ว่าตัวเองเป็นใคร เราให้คุณค่าอะไรกับลูกค้า

แล้วลูกค้าจะไม่ลังเลเพราะเรื่องราคา เพราะแบรนด์สามารถสื่อสารเหตุผลได้ชัดเจนว่าทำไมสินค้าของเขาจึงคุ้มค่าที่จะจ่ายในราคาปกติ โดยไม่ต้องพึ่งส่วนลดนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...