ทุนสำรองโลก เริ่มทิ้งดอลลาร์ ธนาคารกลาง แห่ถือทอง-ยูโร-หยวน หลังความเสี่ยงการเมืองสหรัฐพุ่ง
ผลสำรวจ OMFIF ชี้ 1 ใน 3 ธนาคารกลางทั่วโลกเตรียมเพิ่มถือทองคำใน 1-2 ปีข้างหน้า ขณะความเชื่อมั่นต่อเงินดอลลาร์ดิ่งหนักจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐ ด้านยูโร-หยวน กลายเป็นตัวเลือกใหม่ใน ทุนสำรองโลก
วันที่ 24 มิถุนายน 2568 เวลา 15.27 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผู้ดูแลทุนสำรองของธนาคารกลางทั่วโลกกำลังพิจารณาลดการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐ หันไปเพิ่มทองคำ เงินยูโร และเงินหยวนของจีน หลังความขัดแย้งทางการค้าและการเมืองระหว่างประเทศส่งผลให้เกิดการทบทวนทิศทางการลงทุนครั้งใหญ่
รายงานของ OMFIF (Official Monetary and Financial Institutions Forum) ที่จะเผยแพร่ในวันอังคารนี้ ระบุว่า 1 ใน 3 ของธนาคารกลางที่บริหารทุนสำรองรวมกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ มีแผนเพิ่มการถือครองทองคำในอีก 1-2 ปีข้างหน้า หลังหักกลุ่มที่มีแผนลด ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบอย่างน้อย 5 ปี
ผลสำรวจดังกล่าวซึ่งจัดทำกับธนาคารกลาง 75 แห่ง ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม สะท้อนผลกระทบจากมาตรการภาษีวันปลดปล่อย (Liberation Day Tariffs) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ 2 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้ตลาด และฉุดค่าเงินดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่เคยเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
การถือครองทองคำซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอยู่แล้ว มีแนวโน้มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในระยะยาว โดยมีธนาคารกลางสุทธิ 40% ที่วางแผนเพิ่มการถือครองทองคำในช่วง 10 ปีข้างหน้า
OMFIF ระบุว่าหลังจากหลายปีของการซื้อทองคำในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะนี้ผู้บริหารทุนสำรองกำลังเพิ่มน้ำหนักให้กับทองคำมากขึ้น
ในส่วนของค่าเงิน ดอลลาร์ซึ่งเคยได้รับความนิยมสูงสุดจากผลสำรวจปีที่แล้ว ร่วงลงมาอยู่อันดับที่ 7 ในปีนี้ โดย 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าสถานการณ์การเมืองในสหรัฐ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ไม่ต้องการลงทุนในดอลลาร์ มากกว่าปีก่อนถึงสองเท่า
ในทางตรงกันข้าม เงินยูโรและเงินหยวนได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการกระจายความเสี่ยงออกจากดอลลาร์ โดย 16% ของธนาคารกลางมีแผนเพิ่มการถือครองยูโรใน 1-2 ปีข้างหน้า เพิ่มจาก 7% เมื่อปีที่แล้ว และหากมองในระยะ 10 ปี เงินหยวนได้รับความนิยมสูงกว่า โดยมีสุทธิ 30% ของธนาคารกลางวางแผนเพิ่มการถือครอง และคาดว่าสัดส่วนทุนสำรองทั่วโลกของเงินหยวนจะเพิ่มเป็น 6% หรือเพิ่มขึ้นสามเท่า
ทั้งนี้แหล่งข่าวในตลาดทุนสำรองเปิดเผยกับ Reuters ว่า เงินยูโรมีโอกาสฟื้นตัวกลับมาเป็นสัดส่วน 25% ของทุนสำรองทั่วโลกภายในสิ้นทศวรรษนี้ จากระดับปัจจุบันที่ประมาณ 20% ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญของการฟื้นตัวของยุโรปหลังวิกฤตหนี้ปี 2011
แม็กซ์ คาสเตลลี หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ตลาดของ UBS Asset Management ระบุว่าหลังจากมาตรการภาษีวันปลดปล่อย มีการสอบถามจากผู้บริหารทุนสำรองทั่วโลกจำนวนมากเกี่ยวกับความเสี่ยงของสถานะ "สินทรัพย์ปลอดภัย" ของดอลลาร์ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นแม้แต่หลังวิกฤตการเงินปี 2008
จากผลสำรวจของ OMFIF คาดว่าภายในปี 2035 สัดส่วนเงินดอลลาร์ในทุนสำรองทั่วโลกจะลดลงเหลือ 52% จากปัจจุบันที่ 58% แม้ยังครองสถานะสกุลเงินหลักของโลก
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการที่เงินยูโรจะแข็งแกร่งขึ้นได้ ต้องอาศัยการเพิ่มปริมาณพันธบัตรรัฐบาลของยุโรป ซึ่งขณะนี้ยังน้อยกว่าตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ที่มีมูลค่ารวม 29 ล้านล้านดอลลาร์ และการบูรณาการตลาดทุนภายในยุโรปให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
คริสตีน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เรียกร้องให้เร่งเสริมความแข็งแกร่งของยูโร เพื่อเป็นทางเลือกแทนดอลลาร์ ขณะที่ผู้บริหารตลาดเงินจาก HSBC และ UBS มองว่าการเพิ่มสัดส่วนยูโรในทุนสำรองให้แตะ 25% ภายใน 2-3 ปี เป็นเรื่องมีความเป็นไปได้จริง หากยุโรปเดินหน้าปฏิรูปตลาดทุนและเพิ่มความร่วมมือด้านเศรษฐกิจอย่างจริงจัง
ขณะที่ฝั่งจีน โจว เสี่ยวฉวน อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางจีน เห็นว่าเงินยูโรมีโอกาสเติบโตในบทบาททุนสำรอง แต่ยุโรปยังต้องทำ "การบ้าน" เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว
อ้างอิง : reuters.com