โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทุนสำรองโลก เริ่มทิ้งดอลลาร์ ธนาคารกลาง แห่ถือทอง-ยูโร-หยวน หลังความเสี่ยงการเมืองสหรัฐพุ่ง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 15.49 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2568 เวลา 08.49 น.

ผลสำรวจ OMFIF ชี้ 1 ใน 3 ธนาคารกลางทั่วโลกเตรียมเพิ่มถือทองคำใน 1-2 ปีข้างหน้า ขณะความเชื่อมั่นต่อเงินดอลลาร์ดิ่งหนักจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐ ด้านยูโร-หยวน กลายเป็นตัวเลือกใหม่ใน ทุนสำรองโลก

วันที่ 24 มิถุนายน 2568 เวลา 15.27 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผู้ดูแลทุนสำรองของธนาคารกลางทั่วโลกกำลังพิจารณาลดการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐ หันไปเพิ่มทองคำ เงินยูโร และเงินหยวนของจีน หลังความขัดแย้งทางการค้าและการเมืองระหว่างประเทศส่งผลให้เกิดการทบทวนทิศทางการลงทุนครั้งใหญ่

รายงานของ OMFIF (Official Monetary and Financial Institutions Forum) ที่จะเผยแพร่ในวันอังคารนี้ ระบุว่า 1 ใน 3 ของธนาคารกลางที่บริหารทุนสำรองรวมกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ มีแผนเพิ่มการถือครองทองคำในอีก 1-2 ปีข้างหน้า หลังหักกลุ่มที่มีแผนลด ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบอย่างน้อย 5 ปี

ผลสำรวจดังกล่าวซึ่งจัดทำกับธนาคารกลาง 75 แห่ง ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม สะท้อนผลกระทบจากมาตรการภาษีวันปลดปล่อย (Liberation Day Tariffs) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ 2 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้ตลาด และฉุดค่าเงินดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่เคยเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย

การถือครองทองคำซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอยู่แล้ว มีแนวโน้มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในระยะยาว โดยมีธนาคารกลางสุทธิ 40% ที่วางแผนเพิ่มการถือครองทองคำในช่วง 10 ปีข้างหน้า

OMFIF ระบุว่าหลังจากหลายปีของการซื้อทองคำในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะนี้ผู้บริหารทุนสำรองกำลังเพิ่มน้ำหนักให้กับทองคำมากขึ้น

ในส่วนของค่าเงิน ดอลลาร์ซึ่งเคยได้รับความนิยมสูงสุดจากผลสำรวจปีที่แล้ว ร่วงลงมาอยู่อันดับที่ 7 ในปีนี้ โดย 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าสถานการณ์การเมืองในสหรัฐ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ไม่ต้องการลงทุนในดอลลาร์ มากกว่าปีก่อนถึงสองเท่า

ในทางตรงกันข้าม เงินยูโรและเงินหยวนได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการกระจายความเสี่ยงออกจากดอลลาร์ โดย 16% ของธนาคารกลางมีแผนเพิ่มการถือครองยูโรใน 1-2 ปีข้างหน้า เพิ่มจาก 7% เมื่อปีที่แล้ว และหากมองในระยะ 10 ปี เงินหยวนได้รับความนิยมสูงกว่า โดยมีสุทธิ 30% ของธนาคารกลางวางแผนเพิ่มการถือครอง และคาดว่าสัดส่วนทุนสำรองทั่วโลกของเงินหยวนจะเพิ่มเป็น 6% หรือเพิ่มขึ้นสามเท่า

ทั้งนี้แหล่งข่าวในตลาดทุนสำรองเปิดเผยกับ Reuters ว่า เงินยูโรมีโอกาสฟื้นตัวกลับมาเป็นสัดส่วน 25% ของทุนสำรองทั่วโลกภายในสิ้นทศวรรษนี้ จากระดับปัจจุบันที่ประมาณ 20% ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญของการฟื้นตัวของยุโรปหลังวิกฤตหนี้ปี 2011

แม็กซ์ คาสเตลลี หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ตลาดของ UBS Asset Management ระบุว่าหลังจากมาตรการภาษีวันปลดปล่อย มีการสอบถามจากผู้บริหารทุนสำรองทั่วโลกจำนวนมากเกี่ยวกับความเสี่ยงของสถานะ "สินทรัพย์ปลอดภัย" ของดอลลาร์ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นแม้แต่หลังวิกฤตการเงินปี 2008

จากผลสำรวจของ OMFIF คาดว่าภายในปี 2035 สัดส่วนเงินดอลลาร์ในทุนสำรองทั่วโลกจะลดลงเหลือ 52% จากปัจจุบันที่ 58% แม้ยังครองสถานะสกุลเงินหลักของโลก

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการที่เงินยูโรจะแข็งแกร่งขึ้นได้ ต้องอาศัยการเพิ่มปริมาณพันธบัตรรัฐบาลของยุโรป ซึ่งขณะนี้ยังน้อยกว่าตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ที่มีมูลค่ารวม 29 ล้านล้านดอลลาร์ และการบูรณาการตลาดทุนภายในยุโรปให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

คริสตีน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เรียกร้องให้เร่งเสริมความแข็งแกร่งของยูโร เพื่อเป็นทางเลือกแทนดอลลาร์ ขณะที่ผู้บริหารตลาดเงินจาก HSBC และ UBS มองว่าการเพิ่มสัดส่วนยูโรในทุนสำรองให้แตะ 25% ภายใน 2-3 ปี เป็นเรื่องมีความเป็นไปได้จริง หากยุโรปเดินหน้าปฏิรูปตลาดทุนและเพิ่มความร่วมมือด้านเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

ขณะที่ฝั่งจีน โจว เสี่ยวฉวน อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางจีน เห็นว่าเงินยูโรมีโอกาสเติบโตในบทบาททุนสำรอง แต่ยุโรปยังต้องทำ "การบ้าน" เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...