โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พายุภาษีทรัมป์ถล่มอาเซียน ไทย-กัมพูชา โดนหนัก 36% หลังสหรัฐฯ เล่นเกม ‘สกัดจีน’ ผ่านเพื่อนบ้าน ชาติพันธมิตรวิ่งสู้ฟัดเร่งหาทางรอด

THE STANDARD

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 05.36 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 05.36 น. • thestandard.co
พายุภาษีทรัมป์ถล่มอาเซียน ไทย-กัมพูชา โดนหนัก 36% หลังสหรัฐฯ เล่นเกม ‘สกัดจีน’ ผ่านเพื่อนบ้าน ชาติพันธมิตรวิ่งสู้ฟัดเร่งหาทางรอด

พายุสงครามการค้าได้พัดกระหน่ำเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเต็มกำลัง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศจะเรียกเก็บภาษีตอบโต้ในอัตราสูงกับ 6 ชาติอาเซียน โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมเป็นต้นไป

ภายใต้ประกาศล่าสุด ประเทศไทยและกัมพูชาจะเผชิญกับอัตราภาษี 36%, อินโดนีเซีย 32%, มาเลเซีย 25%, ส่วนลาวและเมียนมาโดนอัตราสูงสุดที่ 40%

การพุ่งเป้ามายังอาเซียนครั้งนี้มีประเด็น ‘การลักลอบส่งสินค้าผ่านประเทศที่สาม’ (transshipment) เป็นชนวนเหตุสำคัญ โดยสหรัฐฯ พยายามที่จะกวาดล้างกลยุทธ์ที่ผู้ส่งออกจีนใช้เวียดนามและประเทศเพื่อนบ้านเป็นทางผ่านในการประกอบสินค้าขั้นสุดท้ายหรือส่งออกต่อไปยังสหรัฐฯ เพื่อหลบเลี่ยงกำแพงภาษีที่ตั้งไว้กับจีนโดยตรง

ปริยันกา กิโชร์ (Priyanka Kishore) ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษา Asia Decoded วิเคราะห์ว่า สถานการณ์นี้ทำให้อาเซียนตกอยู่ในภาวะที่ยากลำบากอย่างยิ่ง เพราะหากร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการตรวจสอบการส่งผ่านสินค้า ก็เสี่ยงที่จะถูกจีนซึ่งเป็นคู่ค้าและแหล่งวัตถุดิบรายใหญ่ตอบโต้ด้วยกำแพงภาษีเช่นกัน ซึ่งอาจสร้าง ‘ผลกระทบเป็นลูกโซ่’ ต่อภาคการผลิตของทั้งภูมิภาค

สำหรับประเทศไทยซึ่งเผชิญกับอัตราภาษีสูงถึง 36% ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล จากธนาคารกรุงเทพ มองว่านี่เป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงทำให้ไทยเสียเปรียบเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและมาเลเซีย แต่ยังกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนใหม่ๆ ในอนาคต

ขณะที่อินโดนีเซียซึ่งโดนอัตราภาษี 32% ก็มีการประเมินว่าอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ถึง 1.01 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.29 แสนล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนของอินโดนีเซียยังคงเดินหน้าเจรจาอย่างเต็มที่ โดยเสนอที่จะเพิ่มการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญจากสหรัฐฯ เช่น ฝ้าย ข้าวโพด และถั่วเหลือง เพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยคณะเจรจาของอินโดนีเซียยังคงอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ในขณะเดียวกัน ประเทศอื่นๆ ก็กำลังดิ้นรนหาทางรอด รัฐบาลกัมพูชา (อัตราภาษี 36%) อ้างว่าตัวเลขนี้เป็นผลสำเร็จจากการเจรจาที่ทำให้อัตราภาษีลดลงจากที่เคยถูกขู่ไว้ที่ 49% และการเจรจายังคงดำเนินต่อไป

ส่วนมาเลเซีย (อัตราภาษี 25%) ยืนยันว่าจะเจรจา ‘ด้วยเจตนาที่ดี’ ต่อไป โดยย้ำว่าสหรัฐฯ คือคู่ค้าและตลาดส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับสอง และการเจรจาคือหนทางที่ดีที่สุด

ส่วนเวียดนาม แม้จะดูเหมือนเป็นผู้ชนะในเกมนี้ด้วยการเจรจาจนได้อัตราภาษีเพียง 20% แต่นักเศรษฐศาสตร์จาก MUFG อย่าง Michael Wan เตือนว่านี่อาจเป็นเพียง ‘การผ่อนปรนในระยะสั้น’ เพราะรายละเอียดของข้อตกลงยังไม่ชัดเจน และการที่ผู้ส่งออกเร่งส่งสินค้าไปก่อนหน้านี้ อาจทำให้ยอดส่งออกชะลอตัวลงได้ในอนาคต

ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ Jayant Menon นักวิชาการจากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak กลับมองว่านโยบายของทรัมป์นั้น “ไม่สมเหตุสมผลในทางปฏิบัติ” เพราะการย้ายฐานอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมากอย่างสิ่งทอกลับไปสหรัฐฯ นั้นเป็นไปไม่ได้ และท้ายที่สุดแล้วกำแพงภาษีเหล่านี้จะทำเพียงแค่ขึ้นราคาสินค้า ซึ่งผู้ที่ ‘เจ็บตัวถ้วนหน้า’ ก็คือผู้บริโภคชาวอเมริกันนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก DBS Group Holdings มองว่าการกระทำของทรัมป์อาจเป็นเพียง ‘เกมวัดใจ’ (brinksmanship) เพื่อกดดันให้เกิดการเจรจาในช่วงโค้งสุดท้าย และการที่กำหนดเส้นตายไว้ในวันที่ 1 สิงหาคม ก็ยังพอมีเวลาเหลืออีก 3 สัปดาห์ในการหาข้อสรุปที่ดีกว่านี้

ภาพ:Joe Raedle/Getty Images

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...