โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ไทยลด 'ค่ายาที่เกินจำเป็น'ได้กว่า 16,900 ล้าน ในช่วง 2 ปี

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 02.44 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 09.27 น.

เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2568 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ประเทศใช้ยาอย่างสมเหตุผล" ในการประชุมสัมมนาระดับชาติ ด้านการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ครั้งที่ 1 ว่า กว่าทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ขับเคลื่อนการใช้ยาอย่างสมเหตุผล หรือ Rational Drug Use (RDU) อย่างต่อเนื่องและจริงจัง
โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับคุณภาพการรักษา ลดความเสี่ยงจากการใช้ยาเกินความจำเป็น และป้องกันปัญหาระดับโลก อย่างเชื้อดื้อยา มีผลการดำเนินงานที่เห็นได้ชัดเจน ได้แก่

  • การใช้ยาอย่างสมเหตุผลผ่านกลไกบัญชียาหลักแห่งชาติ ช่วยให้ภาครัฐลดค่าใช้จ่ายด้านยาที่เกินจำเป็น ในปี 2565-2567 ได้มากกว่า 16,900 ล้านบาท

  • ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยโรคไต จากการเฝ้าระวังการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม เช่น เอ็นเสด (NSAIDs) ได้มากกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี

  • ลดการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่จำเป็น ในโรคหวัด ไอ เจ็บคอ ท้องเสีย ในปี 2560-2566 ทำให้ประหยัดงบประมาณมากกว่า 300 ล้านบาท

  • และลดค่าใช้จ่ายในการใช้ยารักษาโรคเบาหวานเกินจำเป็น เกือบ 50 ล้านบาท

การดำเนินการดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องการทำให้คนไทยห่างไกลโรคและภัยสุขภาพ โดยลดหรือไม่ใช้ยาเคมีในการรักษา ผลักดันแนวคิดเวชศาสตร์วิถีชีวิตและสุขภาพองค์รวม สู่การปฏิบัติ ซึ่งขอประกาศนโยบายที่สำคัญ และเชิญชวนทุกคน ร่วมกันเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพ เพื่อนำพาประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศใช้ยาอย่างสมเหตุผล อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ผ่านแนวทางหลัก 5 ประการ คือ

1.หน่วยงานภาครัฐ และสถานบริการสุขภาพทุกระดับ ทั้งรัฐและเอกชน จะจัดให้มีระบบที่เอื้อต่อการใช้ยาอย่างสมเหตุผล พร้อมทั้งกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และมีส่วนร่วม

2.บุคลากรด้านสุขภาพ เป็นต้นแบบในการใช้ยาอย่างมีวิจารณญาณ ร่วมพัฒนาและใช้แนวทางการรักษา บนหลักฐานเชิงประจักษ์ รวมทั้งมีขีดความสามารถเป็นผู้นำด้าน RDU

3.สถาบันการศึกษาทุกระดับ จะปรับปรุงหลักสูตร และเสริมสร้างทักษะความรู้เท่าทันยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ แก่คนรุ่นใหม่

4.สื่อและสังคม ร่วมกันสร้างระบบสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ถูกต้องและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความรู้เท่าทันต่อการใช้ยา และการดูแลสุขภาพตนเองของประชาชน

และ 5.ที่สำคัญที่สุด ประชาชนทุกคน มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล ความรู้ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องและปลอดภัย เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ ดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...