ศก.ไทยครึ่งหลังเสี่ยงถดถอย มองGDPปี69เติบโตเพียง1.4%
#SCB EIC #ทันหุ้น - SCB EIC ส่องเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2568 เสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค ชี้มีแววโตเพียงไตรมาสละต่ำกว่า 1% เหตุส่งออก-ลงทุนแผ่ว พ่วงกำลังซื้อในประเทศอ่อนตัว แถมแนะจับตาการเจรจาภาษีสหรัฐอเมริกา-มาตรการกระตุ้นภาครัฐ ส่วนปี 2569 มอง GDP ไทยโต 1.4%
นายยรรยง ไทยเจริญ สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC เปิดเผยว่า บริษัทคาดภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศครึ่งหลังปี 2568 มีโอกาสและความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) เนื่องจากจากการส่งออกและการลงทุนชะลอตัว
*ปี 69 จีดีพีโตเพียง 1.4%
ขณะเดียวกันในแง่ของบรรยากาศภาคการท่องเที่ยวในปี 2568 นั้นมองจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้ปรับลดลงเหลือ 34.2 ล้านคน หรือลดลงจากปี 2567 ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางนักท่องเที่ยวจีนที่หดตัว ผลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง จากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้ากำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศที่อ่อนลง
ส่วนภาคธุรกิจในไทยภาพรวมความเชื่อมั่นปรับตัวลดลงส่งผลให้ภาคธุรกิจเลือกที่จะชะลอการลงทุน ซึ่งสวสทางกับตัวเลขการอนุมัติการสนับสนุนของภาคธุรกิจด้านการลงทุนของ BOI จะเพิ่มสูงขึ้น
ดังนั้น จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ SCB EIC ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทย(GDP : จีดีพี) ในปี 2568 เติบโตเพียง 1.5% ส่วนในปี 2569 คาด GDP ของประเทศไทยจะเติบโตประมาณ 1.4%
จับตาเจรจาภาษีสหรัฐ
“แรงส่งสำคัญเศรษฐกิจไทยหากมองไปข้างหน้านั้นจะแผ่วลงเกือบทุกด้าน โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่จะชะลอลงมาก เพราะหนี้ภาคครัวเรือนยังอยู่สูงมาก ทำให้ครัวเรือนระมัดระวังในการใช้จ่าย อีกทั้งในส่วนของภาคการบริโภคเองก็ยังเปราะบาง เพราะการจ้างงานและรายได้ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงมาก ภาวะการเงินที่ยังตึงตัว แต่ยังมีประเด็นเกี่ยวกับการเจรจาเรื่องภาษีตอบโต้กับทางสหรัฐอเมริกาของทางรัฐบาล ที่อาจจะเป็นประเด็นบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจของไทยในอนาคตต่อไป”
ขณะที่แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท แทนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต แม้จะช่วยเศรษฐกิจได้ตรงจุดมากขึ้น แต่ผลบวกสู่เศรษฐกิจจะเกิดขึ้นช้ากว่าและยังไม่เพียงพอ โดย SCB EIC ประเมินว่าแรงส่งเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายงบประมาณในปี 2568 จะแผ่วลง ขณะที่หนี้สาธารณะมีแนวโน้มติดเพดาน 70% ของ GDP ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดของการเพิ่มงบกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าหากไม่มีการปฏิรูปด้านการคลังในอนาคต
เงินเฟ้อติดลบ
ด้านตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปยังคงติดลบ สะท้อนราคาพลังงานที่ปรับลดลงต่อเนื่อง และกำลังซื้อในประเทศที่ยังซบเซา โดยประเมินว่าเงินเฟ้อในไตรมาส 2/2568 อาจยังติดลบอยู่ก่อนจะทยอยปรับสูงขึ้นในช่วงสิ้นปี
ส่วนทิศทางเงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายต่อเนื่องในปี 2569 ผลจากปัจจัยอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้า ราคาพลังงาน รวมถึงสินค้าเกษตรขยายตัวต่ำ ทั้งนี้ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ทำให้เปิดทางดอกเบี้ยลงได้อีกเพื่อช่วยผ่อนคลายภาวะการเงินที่ตึงตัวต่อเนื่อง
สำหรับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เหลือปี 2568 นั้นทาง SCB EIC ประเมินคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้เหลือ 1.25% เพื่อช่วยให้ภาวะการเงินผ่อนคลายมากขึ้น ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มโตต่ำกว่าศักยภาพค่อนข้างมาก เงินเฟ้อหลุดขอบล่างของกรอบนโยบายการเงิน และคุณภาพสินเชื่อยังปรับด้อยลงต่อเนื่อง ทั้งนี้ภาวะการเงินในช่วงที่ผ่านมามีแนวโน้มตึงตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริง ที่ยังอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง และค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับคู่ค้าสำคัญปรับแข็งขึ้นมาอยู่ใกล้ระดับปี 2540