โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิเคราะห์เกมสหรัฐฯ เคาะภาษีเวียดนาม ผ่านเลนส์ ‘จรีพร’ WHA ชี้ ไทยไม่เป็นรอง ได้เปรียบคู่แข่ง Supply Chain

THE STANDARD

อัพเดต 16 ก.ค. 2568 เวลา 07.47 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 07.47 น. • thestandard.co
วิเคราะห์เกมสหรัฐฯ เคาะภาษีเวียดนาม ผ่านเลนส์ ‘จรีพร’ WHA ชี้ ไทยไม่เป็นรอง ได้เปรียบคู่แข่ง Supply Chain

‘จรีพร’ WHA วิเคราะห์เกมสหรัฐเคาะภาษีเวียดนาม ชี้สินค้าเพื่อนำผ่าน (Transshipment) ป่วน ยังไม่ชัดเจนที่ 20% หรือ 40% พร้อมจับตาสงครามภาษียังไร้บทสรุป ต้องรอดูท่าทีจีน ชี้ไทยยังได้เปรียบ Supply Chain ภูมิภาค

จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เผยในงานสัมมนา iBusiness Forum Decode 2025: The Mid-Year Signal ถอดสัญญาณเศรษฐกิจโลก พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ว่า จากมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้สหรัฐ (Reciprocal Tariffs) ซึ่งประเทศไทยถูกตั้งเพดานอัตราภาษีไว้ที่ 36% ขณะนี้บริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบ

โดยยอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม ยังดีเกินเป้าหมาย และนักลงทุนยังคงเดินหน้าตามแผน และไม่มีการชะลอการลงทุนแต่อย่างใด ทั้งนี้ บริษัทเตรียมแผนปรับตัวรับสถานการณ์ตลอดเวลา พร้อมติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

สำหรับมาตรการภาษี ปัจจุบันมีประเทศที่ได้ข้อสรุปการเจรจาเพียง 2 ประเทศ คือ อังกฤษและเวียดนาม ขณะที่ประเทศขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดียก็ยังไม่ได้ข้อสรุปเช่นกัน

วิเคราะห์เกมสหรัฐฯ เคาะภาษีเวียดนาม : ปัญหาสินค้า Transshipment

จรีพร มองกรณีเวียดนามได้ลดภาษีต่ำกว่าไทย หลายคนเข้าใจว่า ไทยต้องเสียเปรียบและเสียโอกาส แต่หากวิเคราะห์ดีๆ จะเห็นได้ว่า การลงทุนในเวียดนามส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนต่างชาติที่ต้องนำเข้าชิ้นส่วน วัตถุดิบจากต่างประเทศ เป็นสินค้าเพื่อนำผ่าน (Transshipment) ถึง 40%

หมายความว่า เวียดนามอาจจะโดนภาษีถึง 40% กรณีสินค้ามีการสวมสิทธิ์จากต่างประเทศ ภายใต้เงื่อนไขควบคุมสินค้าถ่ายโอนจากจีน เทียบแล้วสูงกว่าไทยที่โดนแค่ 36% ด้วยซ้ำไป

เนื่องจากการผลิตสินค้าในเวียดนามส่วนมากใหญ่เป็น Transshipment และข้อสรุปการขนส่งสินค้านี้ก็ยังไม่จบลง เพราะช่วงที่ผ่านมาการผลิตสินค้าในเวียดนามเติบโตโดดเด่น แต่เวียดนามใช้วัตถุดิบนำเข้าจากจีนเพื่อผลิตและส่งออกไปสหรัฐฯ เรื่องนี้จึงยังไม่ชัด

“เวียดนามเทหมดหน้าตัก หวังจะได้ 10-12% แต่ตอนนี้ เวียดนามยังไม่รู้เลยว่าโดนเรียกเก็บภาษี 20% หรือ 40% กันแน่ หากเวียดนามคิดว่าเป็น 40% แปลว่าเขาเจอหนักกว่าไทย จะเห็นได้ว่าเขายังไม่ประกาศแสดงความดีใจขึ้นมา และรัฐบาลเองก็ยังสับสนกับเรื่องนี้ ไทยก็อย่าไปกลัวเวียดนาม เพราะส่วนใหญ่เขาเป็นสินค้า Transshipment” จรีพร กล่าว

ขณะที่ไทย ถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บในอัตราภาษี 36% ยังต้องติดตามก่อนว่าประเทศอื่น ๆ ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราเท่าไร ซึ่ง WHA ได้สำรวจกับลูกค้านิคมอุตสาหกรรม พบว่าหากประเด็นมาตรการภาษีส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ก่อนหน้านี้ลูกค้าบางส่วนได้ระบุว่าอาจพิจารณาย้ายฐานการผลิตไป 2 ประเทศ คือบราซิลและเม็กซิโก

อย่างไรก็ตาม บราซิลถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าไทย และเม็กซิโกอัตรา 30% ไม่ต่างจากไทยมาก และผู้ประกอบการจีนก็ไม่ค่อยนิยมเม็กซิโก จึงต้องติดตามต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร

จับตาท่าทีจีน

รวมถึงดูท่าทีว่าจีนจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราเท่าไร ซึ่งหากดูมาตรการภาษีการค้าสหรัฐฯ รอบนี้ จุดประสงค์ของสหรัฐคือการสกัดกั้นจีน ดังนั้นก็มีโอกาสน้อยที่จีนจะได้อัตราภาษีที่ต่ำ

ขณะที่อินเดีย ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าสำคัญของจีน ก็มองว่าผู้ประกอบการจีนน่าจะไม่ย้ายฐานการผลิตไปอินเดียเพราะความสัมพันธ์ไม่สู้ดีนัก

ทั้งนี้ แม้สัดส่วนการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นจาก 11% เป็น 19% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงสงครามการค้าปี 2561 แต่ส่วนหนึ่งมาจาก Transshipment ซึ่งไม่ได้สร้างประโยชน์ต่อประเทศมากนัก ไทยเองก็ต้องกลับมาดูเรื่องนี้ให้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สินค้าส่งออกหลักของไทย คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ กว่า 60% ล้วนมาจากการลงทุนของบริษัทสหรัฐในไทย ซึ่งการย้ายฐานผลิตของบริษัทเหล่านี้ทำได้ยากเนื่องจากมีการลงทุนขนาดใหญ่และเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนเดิม

EV ช่วยหนุนซัพพลายเชนใหม่ในไทย

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเป็นฐานผลิตสำคัญของชิ้นส่วนที่ส่งออกไปทั่วโลก โดยเฉพาะรถยนต์พวงมาลัยขวา ส่วนกลุ่ม EV ทำให้เกิดซัพพลายเชนใหม่ๆ เข้ามายังไทย ซึ่งเน้นตลาดอื่นที่ไม่ใช่สหรัฐฯ สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าแม้จะเผชิญกับภาษีแต่ภาคการผลิตหลักของไทยยังคงมีความแข็งแกร่งและมีศักยภาพในการปรับตัว

“ประเทศไทยมีจุดแข็งด้าน Supply Chain และโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แต่ต้องพัฒนาต่อในด้านความมั่นคงทางพลังงาน, Ecosystem ด้านยานยนต์ เพื่อดึงดูดผู้ประกอบการ EV ท่ามกลางความไม่แน่นอน”

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ ปีหน้า 2569 ถ้าสหรัฐฯ ขึ้นภาษีทุกประเทศเช่นนี้ ชาวอเมริกันจะเจอกับสินค้าที่มีราคาแพงเสียเอง

จรีพร ย้ำว่า ทุกภาคส่วนต้องวิเคราะห์ข้อมูลรอบด้านและร่วมมือกันปรับตัวเพื่อเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อไปให้มากขึ้น เพราะไทยยังมีจุดแข็งในหลายๆ ด้าน แต่หากไม่ปรับก็จะเสียโอกาสให้เวียดนาม

ภาพ:Alexsl / Getty Images

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...