โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เตือนภัย! เด็กนอนกรนอาจเสี่ยง “หยุดหายใจขณะหลับ” กระทบพัฒนาการ

PPTV HD 36

อัพเดต 15 ก.ค. 2568 เวลา 06.41 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2568 เวลา 06.35 น.
นอนกรนพบได้ในเด็ก 10 – 17% เด็กที่นอนกรนตั้งแต่ 3 คืนขึ้นไปต่อสัปดาห์ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วยหรือไม่เพื่อให้รักษาได้ทันท่วงที

ภาวะนอนกรนในเด็ก คือ ภาวะการหายใจเสียงดังขณะหลับ จากการที่ทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบตั้งแต่จมูก คอหอย โคนลิ้น เมื่อเด็กหายใจผ่านทางเดินหายใจที่แคบ เนื้อเยื่อจะมีการสั่นสะเทือนและเกิดเสียงกรนขึ้น พบมากในเด็กก่อนวัยเรียนและเด็กวัยเรียน 10 – 17% ของเด็กทั้งหมด ซึ่งภาวะนอนกรนดังกล่าวนี้อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ, สมาธิ, พฤติกรรม และความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก

หยุดหายใจขณะหลับ กี่ครั้งต่อชั่วโมงรุนแรงมาก ? เผยปัจจัยเสี่ยงและวิธีรักษา

8 คำถามเช็ก “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ” เข้าข่าย 3 ข้อขึ้นไปควรพบแพทย์

เด็กนอนกรนเกิดจากอะไร

  • ต่อมทอนซิลหรือต่อมอะดีนอยด์ด้านหลังจมูกโตผิดปกติ
  • จมูกอักเสบเรื้อรังจากภูมิแพ้
  • มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน
  • ความผิดปกติแต่กำเนิดของโครงกระดูกใบหน้าหรือโครงสร้างระบบทางเดินหายใจ
  • มีโรคทางสมองและกล้ามเนื้อที่มีผลต่อการหายใจ

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก คือ ภาวะการหายใจลดลงหรือหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งมีผลให้ระดับออกซิเจนในร่างกายลดลง ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น หรือตื่นจากการนอนหลับ มีผลกระทบต่อคุณภาพการนอน ทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพร่างกาย พฤติกรรม อารมณ์ สมาธิ และการเรียนรู้

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็กมีกี่ประเภท

  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่เกิดจากการหายใจไม่ออก เนื่องจากทางเดินหายใจแคบหรือตัน ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ที่พบในเด็กมักเกิดจาก ต่อมอะดีนอยด์และต่อมทอนซิลโต เนื่องจากมีการอักเสบซ้ำ ๆ เช่น เป็นหวัดบ่อย ๆ โรคอ้วนอื่น ๆ เช่น มีโครงสร้างทางเดินหายใจผิดปกติที่เป็นมาแต่กำเนิดหรือผู้ที่มีความผิดปกติของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อที่คอยพยุงทางเดินหายใจ
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่เกิดจากความผิดปกติของสมองที่ควบคุมการหายใจหรือกล้ามเนื้อ

อาการภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก

  • นอนกรนเป็นประจำ แต่อาจไม่ถึงกับทุกคืน
  • หายใจสะดุด หยุดหายใจเป็นระยะ
  • นอนอ้าปากหายใจ หายใจเสียงดัง
  • ไอหรือสำลักขณะหลับ
  • นอนกระสับกระส่ายขยับไปมา
  • เหงื่อออกมากขณะหลับ
  • บางคนอาจปัสสาวะรดที่นอนหรือเดินละเมอ
  • เด็กบางรายอาจมีปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์ เช่น สมาธิสั้น, ซนมาก, อยู่ไม่นิ่ง, หงุดหงิดง่าย ฯลฯ

ตรวจวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก

  • ซักประวัติโดยละเอียด
  • ตรวจร่างกายเพิ่มเติม เช่น ตรวจการนอนหลับ (Sleep Study Polysomnography), เอกซเรย์ต่อมอะดีนอยด์, ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรืออัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram) เพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อนที่อาจมีร่วมด้วย เป็นต้น

แนวทางการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก

  • เฝ้าระวังติดตามอาการ อาจพิจารณาในคนที่อาการไม่รุนแรง มีประเมินการนอนหลับซ้ำ
  • รักษาด้วยยา
  • ผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์และต่อมทอนซิลในรายที่จำเป็น
  • ใช้เครื่องช่วยหายใจขณะหลับ ได้แก่ CPAP (Continuous Positive Airway Pressure), Auto CPAP (Auto Continuous Positive Airway Pressure), BiPAP (Bilevel Positive Airway Pressure) ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละคน

ภาวะแทรกซ้อนจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก

  • ความดันโลหิตสูง
  • ความดันเลือดในปอดสูง
  • กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว
  • สมาธิสั้น
  • ปัญหาด้านการเรียนรู้
  • ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ หงุดหงิดง่าย
  • ร่างกายอาจเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน
  • เติบโตช้ากว่าปกติ ใช้พลังงานขณะหายใจในเวลานอนมาก ฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโตหลั่งลดลง
  • ลูกจะติดเชื้อง่ายหรือไม่ถ้าตัดต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์ออก

เมื่อตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์ออก สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่กังวลใจคือโอกาสในการติดเชื้อ ซึ่งต่อมทอนซิลมีหน้าที่ช่วยต่อสู้กับการติดเชื้อ แต่การตัดออกไม่ได้ทำให้ติดเชื้อมากขึ้น เนื่องจากยังมีอวัยวะส่วนอื่นในร่างกายทำหน้าที่ต่อสู้หรือป้องกันการติดเชื้ออยู่ ในทางตรงกันข้ามเด็กที่ได้รับการผ่าตัดต่อมทอนซิลออกจะมีการติดเชื้อในคอลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เด็กที่รักษาหายแล้วอาจมีโอกาสกลับมาเป็นใหม่ได้ เนื่องจากต่อมอะดีนอยด์สามารถโตกลับมาได้ ส่วนต่อมทอนซิลสามารถเอาออกได้หมด

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...