โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บิ๊ก ศรุต เปิดใจครอบครัวเกือบพัง เพราะน้ำหนักตัวภรรยาเป็นเหตุ

Khaosod

อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 07.26 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 06.22 น.

บิ๊ก ศรุต ควงภรรยา อุ้ม ชณัญพัชร์ เปิดใจครอบครัวเกือบพัง เพราะน้ำหนักมากเกินไป ล่าสุดลดลงแล้ว 44 กิโลฯ

ชีวิตคู่เกือบพัง! เพราะน้ำหนักตัวที่มากเกินไป สำหรับคู่ของนักแสดงหนุ่มมากความสามารถ บิ๊ก ศรุต และอุ้ม ชณัญพัชร์ ภรรยา ซึ่งความรักของทั้งคู่เดินทางมา 13 ปี แต่มาเจอกับอุปสรรคน้ำหนักตัวของ สาวอุ้ม ที่ทะยานพุ่งไปร้อยกว่ากิโลฯ ทำให้ไม่มั่นใจ จนเอ่ยปากบอกเลิก หนุ่มบิ๊ก หลายครั้ง โดยทั้งคู่ควงกันไปออกรายการ“แฉ” พร้อมเปิดใจถึงเรื่องราวทั้งหมด

บิ๊ก : “ตอนแรกไม่ได้อะไรมาก แต่ว่ามีช่วงหนึ่งที่ละครมันกระแสดังมากคนเริ่มสนใจเราเยอะขึ้น มีช่องหนึ่งสัมภาษณ์ว่ามีแฟนหรือยัง เราก็บอกว่ามีแล้ว มีครั้งหนึ่งที่ผมไปเที่ยวแล้ววิดีโอคอลหาอุ้ม เขามาบอกว่าแฟนคุณไม่สวยเลย คุณน่าจะได้คนที่สวยกว่านี้ ซึ่งเราก็ไม่ได้ชอบ แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร ตอนนั้นอุ้มน้ำหนัก 133 กิโล แต่วันแต่งงาน 110 กว่าๆ”

“กว่าจะได้แต่งงานมันมีเรื่องราว กระแสที่เราถูกคนสนใจมากกว่าเมื่อก่อน อุ้มก็เริ่มคิดละเวลาไปไหนด้วยกัน อุ้มจะถอยห่าง จะไม่เดินแล้ว เวลามีคนมองเราเยอะๆ เขาก็จะค่อยๆ ถอยไปๆ สักพักก็หายไปเลย ต้องโทรหาว่าอยู่ไหน”

อุ้ม : “เวลามีคนมองเขาเยอะๆ เหมือนเกรงใจเขา เราไม่รู้ว่าคนอื่นเขาคิดอะไร เรารู้สึกว่าเดินคู่เขามันเหมาะไหม เฟดออกดีกว่า”

บิ๊ก : “ก่อนจะแต่งงานอุ้มขอเลิกหลายทีมาก”

อุ้ม : “ก่อนหน้านี้ถามเขาว่าอยากเลิกกับเราไหม เผื่อจะไปหาใครที่เหมาะสม ถามหลายรอบ เพราะว่าไม่อยากแต่งงานไปแล้วเลิก แต่คำตอบที่ได้ก็คือไม่เลิก”

บิ๊ก : “มันมีช่วงหนึ่งที่อุ้มป่วยไทรอยด์ ด้วยยาด้วยอะไรด้วย ทำให้น้ำหนักดีดขึ้นไป แล้วตอนนั้นอุ้มมีความกังวลเพราะมันมีเอฟเฟ็กต์กับร่างกายเขาเยอะ แต่เราก็ให้กำลังใจ”

อุ้ม : “ตอนนั้นคุณหมอก็ให้กินยาคุมไทรอยด์ น้ำหนักก็จะขึ้นเรื่อยๆ ตื่นมาน้ำหนักก็ขึ้นแล้ว หลังๆ น้ำหนักขึ้นมาอาทิตย์ละ 5 กิโลฯ”

บิ๊ก : “แต่พอแต่งงานมาสักพักไทรอยด์ของอุ้มนิ่ง แต่น้ำหนักมันยังอยู่ ผมพยายามบอกอุ้มออกกำลังกายสิ มาเดินด้วยกัน แต่ทำไม่ได้ ผมไม่เข้าใจทำไมทำไม่ได้ หรือว่าไม่อยากทำ จนมาช่วงหลังสุดเราเห็นแล้วว่ามันไม่ได้จริงๆ อุ้มเดินนิดเดียวก็หอบแล้ว”

อุ้ม : “มันน่าจะเป็นที่น้ำหนักตัวด้วย พอมาถึงจุดหนึ่งการเดินเหินมันก็ไม่ปกติแล้ว ใช้ชีวิตยากขึ้นเยอะ ไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิต ตอนนั้นก็แคร์เขานะ จริงๆ เราเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ใครจะมองเราก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่พอรู้จักกับเขา มีคนมองเขาก็เท่ากับมองเรา”

บิ๊ก : “ที่เริ่มรู้สึกว่ามันไม่โอเคแล้วตรงที่เรามีงานศพของคุณย่า ชวนอุ้มไปเขาไม่ไป ไม่ใช่เขาไม่อยากไป เขาก็รู้ว่าเขาต้องไป เพราะเขารู้ว่าเขาคือสะใภ้ แต่ว่าเขาไม่ไป เราเลยรู้สึกว่ามันไม่ค่อยโอเคแล้ว มันกลายเป็นปัญหาครอบครัวไปเลย มีครั้งหนึ่งที่ตัดสินใจไปเขตเพราะการใช้ชีวิตคู่เริ่มลำบาก มันเป็นความสะสม อุ้มก็มีความกังวล”

“แล้วเขาพูดใส่เราทุกวันๆ จนมีวันหนึ่งที่ทำไมยังพูดเรื่องนี้อยู่ จนสุดท้ายเราโมโหก็แบบถ้ายูโอเค อยากได้แบบนี้ก็เอาแบบนี้ เราก็ขับรถไป แต่ระหว่างนั้นความโมโหมันหายไป คิดในใจว่าจะเอายังไงดีที่จะไม่ต้องไปถึงการหย่า โชคดีมากไปถึงเขตเป็นช่วงเวลาใกล้เลิกแล้ว จอดรถเดินลงไปที่ห้องแล้วนะ เรารีบเดินไปก่อนเขา ไปที่ห้องก็เห็นว่ามีเจ้าหน้าที่อยู่ รีบหันกลับมาบอกเขาเลย ยูเขาปิดแล้ว”

อุ้ม : “จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้เราเหนื่อย เวลาจะไปไหนกับเขาเราต้องหาเสื้อผ้า ซึ่งมันยากสำหรับเรามาก ไปงานแต่งเราต้องสวย แต่เราพยายามแต่งตัวให้เขากับเรามันก็ไม่ได้ มันเหนื่อยไปหมด รู้สึกว่าเราไม่อยากคบกับคนนี้แล้ว มันเหนื่อยที่ตัวเรานี่แหละ ก็เลยคิดอยากหย่ากับเขา”

“พอเขาตกลง เราก็โล่งใจ แต่เราก็ไม่ได้อยากหย่า เราก็ไปศึกษาหาข้อมูล คำว่าผ่าตัดกระเพาะมันขึ้นมาก็อยากลองน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วสำหรับการลดน้ำหนัก พี่บิ๊กจะบอกว่าอุ้มกรนดังมากเลยนะ ตอนกลางคืนเหมือนหยุดหายใจไปเลย เราก็เริ่มกลัวแล้ว”

ด้าน คุณหมอหยก ขวัญนรา เกตุวงศ์ บอกว่า “โรคอ้วนประเทศไทยอยู่อันดับ2 ในอาเซียน ด้วยลักษณะการใช้ชีวิตในปัจจุบันมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ขยับตัวแล้วในเรื่องของอาหารแปรรูปค่อนข้างเยอะ”

“การจะเป็นโรคอ้วนหรือไม่ใช่โรคอ้วนต้องดูหลายอย่าง จะดูเรื่องน้ำหนักกับส่วนสูงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูเปอร์เซ็นต์ไขมัน เปอร์เซ็นต์กล้ามเนื้อ โปรตีน น้ำ แร่ธาตุในร่างกาย องค์ประกอบทั้งหมด โรคแทรกซ้อนถ้าเป็นโรคอ้วน มีทั้ง เบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเลือดสูง ไขมันเกาะตับ หยุดหายใจขณะนอนหลับ แล้วก็โรคหัวใจ”

“คนไทยเสียค่ารักษาโรคอ้วนปีหนึ่ง สองแสนสองหมื่นล้านบาท อยากให้ทุกท่านตระหนักก่อนว่าอ้วนมันเป็นโรคจริงๆ มันเป็นจุดเริ่มต้นของทุกๆ ปัญหา ไม่ว่าจะสุขภาพตัวเอง คนรอบข้าง แล้วก็ประเทศชาติ พอเรารู้ตัวปัญหาก็พยายามแก้ไขมัน”

เบลเยี่ยม : “การผ่าตัดกระเพาะต้อง BMI เกิน 32.5 ใช้ประกันสังคมได้ บางคนไม่ต้องน้ำหนักเกิน 100 ก็ได้ ถ้าไม่ได้สูงมาก ซึ่งการผ่าตัดกระเพาะจะเป็นการส่องกล้อง จะมีแค่ 3 แผลเล็กๆ กระเพาะจะตัดออกไป 80% ฟังแล้วดูเยอะใช่ไหม เบลตัดมานานแล้ว สุดท้ายร่างกายจะชินที่ 20% ที่เหลือ ทรงกล้วยหอม เทคนิคที่ตัดจะเป็นแบบสลีฟ มันยังดูดซึมอาหารได้อยู่”

อุ้ม : “ผ่าตัดกระเพาะไม่เจ็บเลย มันหน่วงๆ พอวันที่2 ก็เดินได้ไปเข้าห้องน้ำ พอหลังจากวันที่2 ก็ไม่ได้มีความรู้สึกที่มันเจ็บมาก มันทนได้ ความเปลี่ยนแปลงหลังจากผ่าตัดกระเพาะ คือชีวิตดีขึ้นแบบ 100% น้ำหนักค่อยๆ ลง ตอนนี้ผ่ามาครบ 1 ปีแล้ว น้ำหนักลงไป 44 กิโล เรื่องเอฟเฟ็กต์ที่บอกว่าตัดแล้วกินไม่ได้ มันจริงกินไม่ได้แค่ในช่วงแรก จะกินแต่นมทางการแพทย์ 14 วัน แล้วมีผมร่วง เล็บบาง ช่วงแรกจะมีกรดขึ้นมาเยอะหน่อย”

“แต่จะเป็นแค่ช่วงเดือนแรกเท่านั้น เหมือนเราต้องปรับตัวให้เข้ากับกระเพาะของเรา เรื่องกินก็กินอาหารอร่อยเหมือนเดิม แต่ทานได้ปริมาณน้อยลง ระบบขับถ่ายช่วงแรกๆ มันก็ยังปรับไม่ได้ แต่หลังๆ ก็เป็นปกติแล้ว”

เบลเยี่ยม : “วันนี้ถ้ามีประกันสังคม ผ่าตัดกระเพาะอยู่ที่หลักหมื่น แต่ว่าต้องเข้าเกณฑ์ BMI 32.5 มีโรคร่วมด้วย จริงๆ เบลเป็นคนแนะนำ ตอนแรกพี่บิ๊กทักมาก่อน บอกว่าพอดีแฟนพี่สนใจอยากผ่าตัดกระเพาะ ช่วยแนะนำหน่อยได้ไหมครับ ที่ไหนดี หมอไหนดี เราทำเอเจนซี่ bookko_agency เชี่ยวชาญที่ไทยและที่เกาหลี เพราะเราทำเอง”

“ไม่ว่าจะเป็นศัลยกรรมเกาหลี หรือว่ารักษาในประเทศ เราก็เอาตัวเราไปลองก่อน จริงๆ ผ่าตัดกระเพาะ แนะนำหมอไทยนะคะ เพราะคนไทยอ้วนเยอะกว่าคนเกาหลี หมอไทยจะเก่งกว่าหมอเกาหลี แต่ถ้าทำหน้าที่เกาหลีเลย เต็มที่ไปเลย ถ้าใครที่สนใจทักเข้ามาสอบถามได้เลยนะคะ Line @bookko_agency หรือเข้าไปดูในไอจี bkcbybookkoagency จะเป็นศูนย์รวมของหมอเฉพาะทาง หมอไหนดี ทำอะไรดี ปรึกษาได้เลย”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บิ๊ก ศรุต เปิดใจครอบครัวเกือบพัง เพราะน้ำหนักตัวภรรยาเป็นเหตุ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...