พระอัจฉริยภาพในหลวง ร.9 ทรงพลิกฟื้นที่ดินเสื่อมโทรม ‘เขาชะงุ้ม’ เพื่อประชาราษฎร์ยั่งยืน
พระอัจฉริยภาพในหลวง ร.9 ทรงพลิกฟื้นที่ดินเสื่อมโทรม ‘เขาชะงุ้ม’ เพื่อประชาราษฎร์ยั่งยืน
“ให้ดำเนินการศึกษาวิธีการปรับปรุงบำรุงดินที่เสื่อมโทรมให้สามารถใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกได้”
พระราชดำริใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตพระราชทานไว้เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2528 และวันที่ 26 พฤศจิกายน 2529 โดยทรงวางแผนฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมบริเวณ ต.เขาชะงุ้ม จ.ราชบุรี จากที่ดินของ “วรรณา พูนผล” และ “สี วรรณเทวี” ที่น้อมเกล้าฯ ถวาย
ต่อมาจึงพระราชทานที่ดินให้แก่มูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อสร้างประโยชน์ในการศึกษาวิธีการฟื้นฟูดินบริเวณเขาชะงุ้ม แบ่งเป็นการทดลองปลูกพืชเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ และอีกส่วนพัฒนา ปรับปรุง เป็นสระกักเก็บน้ำ เพื่อรักษาความชุ่มชื้น และบริเวณพื้นที่ที่เหลือ ทรงมีพระราชดำริให้ปล่อยไว้ตามธรรมชาติ เพื่อเปรียบเทียบกับโครงการอื่น ๆ ที่พัฒนาแล้วต่อไป
จากพระราชดำริแรก ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานไว้ จวบจนปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว ที่โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มดำเนินการตามแนวพระราชดำริมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่ซึ่งมีสภาพเสื่อมโทรมในอดีต เกิดความอุดมสมบูรณ์ตามธรมชาติอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านทรัพยากรดิน น้ำ และป่าไม้ โดยมีพื้นที่ป่า จำนวน 3,041 ไร่ 1 งาน 41 ตารางวา อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมอาชีพแก่ประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เช่น การใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ การปรับปรุงดินลูกรังด้วยมูลไส้เดือนดิน การปลูกพืชแบบผสมผสาน การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่อับฝน
รวมถึงการฟื้นฟูป่าตามแนวพระราชดำริ การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ทำให้พื้นที่ป่าเปลี่ยนจากป่าเต็งรังเป็นป่าเบญจพรรณ ตลอดจนส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการเกษตร จัดอบรมเผยแพร่องค์ความรู้พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรในชุมชนรอบศูนย์ จำนวน 12 หมู่บ้าน จนสามารถยกระดับเกษตรกรจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริจำนวน 10 แห่ง ที่มีความโดดเด่นในด้านเกษตรอินทรีย์และเกษตรผสมผสาน พร้อมศึกษาพันธุ์หญ้าแฝกเพื่อผลิตเป็นเวชภัณฑ์อีกด้วย นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่เปรียบดั่ง “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” สำหรับเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรในบริเวณใกล้เคียง และผู้ที่มีความสนใจได้เข้ามาศึกษา
ทั้งนี้ “สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)” นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี พร้อมกับรับฟังบรรยายการดำเนินกิจกรรมระหว่างเส้นทาง
เริ่มเส้นทางแรก โดยการนั่งรถรางชมพรรณไม้ตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ และอ่างเก็บน้ำเขาชะงุ้ม พร้อมกับชมต้นประดู่ทรงและหญ้าแฝกทรงปลูก ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรการดำเนินงานโครงการ
จากนั้นเดินทางไปชมแปลงสาธิตการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ และแปลงสาธิตการปลูกผักในภาชนะเหลือใช้ ชมฐานการเรียนรู้การทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง และการเลี้ยงไส้เดือนดิน อีกทั้งยังเดินทางไปยังร้านค้าเขาชะงุ้มช้อป เลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากศูนย์เรียนรู้และเกษตรกร ที่เต็มไปด้วยสินค้าออร์แกนิคที่ชุมชน ลงทุนทั้งแรงกายและแรงสมอง จนเกิดเป็นสินค้าที่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพ อีกทั้งราคายังเป็นมิตรอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งคณะสื่อมวลชน ทั้งชมและช้อปกันเพลินจนลืมเวลากันเลยทีเดียว
หลังจากนั้นเดินทางไปยัง โรงเรียนวัดนางแก้ว ได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาดำเนินการภายในโรงเรียน โรงเรียนวัดนางแก้วเปิดทําการสอนตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยจัดการเรียนรู้แก่นักเรียนเป็นสำคัญ เน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ การฝึกปฏิบัติจริง โดยทางโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ ได้ส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตในโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน การใช้สารอินทรีย์ชีวภาพในการเกษตร การปลูกพืชสมุนไพรในโรงเรียน และการปลูกผักแบบยกแคร่ พร้อมกันนี้คณะสื่อมวลชนได้เยี่ยมชมกิจกรรมของเด็กนักเรียนภายในโรงเรียน อาทิ การทำเกษตรอินทรีย์ การปลูกผักยกแคร่ การปรับปรุงดินเพื่อการเพาะปลูก การทำปุ๋ยหมัก การทำน้ำหมักชีวภาพ การเลี้ยงไส้เดือนดิน การเลี้ยงปลาดุก และกบในวงบ่อซีเมนต์ และการเลี้ยงไก่ไข่
ต่อมาเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรผสมผสานของโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของ สามารถ พูลเกษม (สวนเกษตรสามารถ) และ สุกิจ สุภาพงศ์ (สวนยายเหรียญ) เกษตรกรต้นแบบหมู่ 7 ต.เตาปูน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ซึ่งได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาปฏิบัติใช้จนประสบความสำเร็จ ได้รับการจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ เพื่อการศึกษาดูงานของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่สนใจ
ก่อนจะมาเยือนสวนเกษตรกรสามารถของ สามารถ พูลเกษม เกษตรกรเจ้าของแนวคิด “ไม่มีอะไรที่ทําไม่ได้ คิด ศึกษา แล้วทํา” ได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่การทำเกษตรที่ยั่งยืน ทำให้พื้นที่จำนวน 4 ไร่ เกิดเป็นรายได้เฉลี่ยต่อปี 76,000 บาท โดยในพื้นที่มีกิจกรรมเพื่อการศึกษาดูงานที่หลากหลาย อาทิ กิจกรรมเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน ระบบน้ำอัจฉริยะ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการทําเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ มาประยุกต์กับเทคโนโลยีระบบน้ำอัจฉริยะ สำหรับใช้ในแปลงปลูกไม้ผล พืชผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา โดยผลผลิตในแปลงมีหลากหลาย อาทิ ดอกแค สะเดา กล้วยน้ำว้า มะพร้าวน้ำหอม มะม่วง ละมุด ข้าว และเลี้ยงไก่พื้นเมือง
ผลผลิตที่ได้เพื่อการบริโภคในครัวเรือน ส่วนที่เหลือแบ่งปันและขาย ดํารงตนตามวิถีพอเพียง ทำให้มีรายได้มั่นคงและต่อเนื่อง โอกาสนี้คณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมการจัดสรรที่ดินในการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ และกิจกรรมต่างๆ ในแปลงเพาะปลูก อาทิ การให้น้ำพืชด้วยระบบอัจฉริยะ การเลี้ยงไก่ไข่ การเลี้ยงปลา การปลูกพืชผัก และไม้ผลแบบผสมผสาน
สามารถเล่าว่า ในวัยเด็กเขาเคยเฝ้าฯรับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เขาชะงุ้มเพื่อพัฒนาที่ดินแห้งแล้งในบริเวณนั้น ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าหลังจากนั้น 2-3 ปี บริเวณที่เป็นดินแห้งแล้งและทุรกันดารกลับมีพืชพันธุ์เขียวชอุ่มเกิดขึ้น จุดเริ่มต้นจากวันนั้นทำให้เขาเดินหน้าศึกษาวิธีการของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้และมีความรู้สึกซาบซึ้งในพระอัจฉริยภาพที่ทรงฟื้นฟูผืนดินที่แห้งแล้งสามารถพลิกฟื้นกลับมาปลูกพืชได้
“ผมก็จำมาตลอด อยากจะทำแบบนั้นบ้าง” สามารถเล่า ก่อนอธิบายต่อว่า พื้นที่ตรงนี้ใกล้เคียงกับเขาชะงุ้ม ที่ดินตรงนี้ปลูกพืชได้เฉพาะหน้าฝน ในฤดูที่มีน้ำเท่านั้น เพราะว่าน้ำคือสิ่งที่สำคัญ เมื่อมีน้ำเราก็จะสามารถทํากินได้ทั้งปี ประจวบเหมาะกับมีโครงการพระราชดำริ “1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่” โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ง่ายมากสำหรับชายวัยเกษียณอย่างเขาที่ตอบรับเข้าร่วมโครงการทันที
“เพราะสุดท้ายทุกคนต้องมีอาชีพในบั้นปลายของชีวิต โดยสามารถทำได้ที่บ้าน เราก็อยากเป็นผู้สูงอายุที่มีอาชีพไปพร้อมๆ กับมีความสุขร่วมกับคนในครอบครัว” พร้อมทั้งให้คำมั่นว่า เกษตรสามารถของเขาพร้อมที่เป็นพื้นที่ศึกษาดูงานของคนรุ่นใหม่ พร้อมสานต่อพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ทรงมีความตั้งใจอันแน่วแน่ในการทรงงานเพื่อจะสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่พสกนิกรและพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ามั่นคงสืบไป ซึ่งตัวสามารถเองตั้งใจที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ของตนเองให้แก่คนรุ่นใหม่ เพื่อกลับมาประกอบอาชีพที่บ้านเกิดได้อย่างมั่นคง
จากนั้น คณะได้เดินทางไปยังศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริด้านเกษตรผสมผสานของ สุกิจ สุภาพงศ์ (สวนยายเหรียญ) ซึ่งมีคติประจำใจในการประกอบอาชีพ คือ“ตามรอยเท้าพ่อ สานต่องานอาชีพ เป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคม” ไม่หวงความรู้และประสบการณ์ ถ่ายทอดสู่ชุมชนและผู้สนใจ เป็นแบบอย่างสังคมแบ่งปัน สร้างรายได้ทั้งตนเองและชุมชน โดยสุกิจนั้นเป็นข้าราชการครูเกษียณ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงผึ้งโพรงและชันโรง และการแปรรูปสมุนไพรเพื่อสุขภาพ มีรายได้เฉลี่ยต่อปี 300,000 บาท
โดยในแปลงเกษตรของสุกิจมีพื้นที่ จำนวน 3 ไร่ มีกิจกรรมเรียนรู้ด้านเกษตรแบบผสมผสานวิถีพอเพียง การเลี้ยงผึ้งโพรงและชันโรงเพื่อช่วยผสมเกสรพืช และการแปรรูปน้ำผึ้งเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ปลูกพืชแบบผสมผสาน ทั้งพืชให้ผล เช่น มะนาว มะพร้าว มะม่วง และพืชสมุนไพร อาทิ ไพล ย่านางแดง ขมิ้น อ้อย ว่านเอ็นเหลือง โดยนำผลผลิตมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ อาทิ น้ำมันไพล โลชั่นถนอมผิว สบู่ก้อนสมุนไพร สบู่เหลวสมุนไพร แชมพูสระผมสมุนไพร ยาหม่องสมุนไพร สบู่สับปะรด นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมต่างๆ ภายในพื้นที่ให้เยี่ยมชม อาทิ แปลงผักและไม้ผลแบบผสมผสาน พืชสมุนไพร การเลี้ยงผึ้งโพรง การเลี้ยงชันโรง การแปรรูปสมุนไพร และการบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ การสาธิตการแยกรังชันโรง และวิธีการเก็บน้ำหวานชันโรง
ด้าน สุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) กล่าวว่า การคัดเลือกศูนย์การเรียนรู้ในแต่ละพื้นที่นั้น จะต้องประกอบไปด้วย 5 ดี คือ 1. ดินดี หากตรวจสอบเบื้องต้นแล้วพบว่าพื้นที่ในบริเวณนั้นแย่ จะต้องปรับปรุงให้กลายเป็นพื้นที่ที่ดีขึ้นเสียก่อน
2. พันธุ์ดี ในพื้นที่นั้นๆ จะต้องมีพืชพันธุ์ทางการเกษตรหรือปศุสัตว์ที่ดี นอกจากนั้นจะต้องเป็นพันธุ์ที่ดีในการที่จะสร้างรายได้ หรือสร้างประโยชน์ให้กับตนเองได้
3. คนดี คือการที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เป็นผู้ที่สามารถเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ทั้งความรู้และความสามารถในการช่วยเหลือผู้อื่นได้
4. องค์ความรู้ดี หากเป็นผู้ที่มีความรู้ที่ดี ก็จะสามารถเป็นศูนย์เรียนรู้ที่ดีที่สามารถถ่ายทอดให้แก่คนอื่นได้ เนื่องจากหลักสูตรของศูนย์การเรียนรู้ที่ตั้งเป้าหมายไว้นั้นจะต้องเป็นสถานที่ฝึกงาน หรือให้ผู้อื่นมาศึกษาดูงานได้ และองค์ประกอบที่
5. ยั่งยืนดี เพราะหากทำอะไรที่มีความยั่งยืนก็จะสามารถเป็นตัวชี้วัดได้ว่าสิ่งเหล่านั้นที่ปฏิบัติอยู่เสมอประสบความสำเร็จแล้ว
ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นคือหลักเกณฑ์หลัก 5 ข้อ ที่ทาง กปร.คัดเลือกให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ สังเกตได้ว่าทุกคนที่เข้ามาเป็นเกษตรกรในศูนย์การเรียนรู้ของเรานั้น ทุกคนมีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะว่าได้รับแต่สิ่งที่ดี และสิ่งที่ดีเหล่านั้นที่พวกเขาได้รับก็จะถูกนำไปถ่ายทอดสู่ชุมชน และประชาชนต่อไป
สำหรับศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริของโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ เป็นการส่งเสริมการดำเนินงานของเกษตรกรเครือข่ายที่มีศักยภาพสามารถจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ เพื่อเป็นตัวอย่างความสำเร็จในการนำองค์ความรู้ที่ได้รับจากโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ มาพัฒนารูปแบบการประกอบอาชีพ และเป็นต้นแบบให้แก่เกษตรกรรวมถึงผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้และนำไปปฏิบัติ โดยปัจจุบันมีศูนย์เรียนรู้ในพื้นที่ขยายผลของโครงการจำนวน 10 แห่ง ประกอบด้วย ด้านเกษตรอินทรีย์ 7 แห่ง และด้านเกษตรผสมผสาน 3 แห่ง
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงห่วงใยราษฎร ให้มีอาชีพที่มั่นคง เจริญก้าวหน้า และยั่งยืน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระอัจฉริยภาพในหลวง ร.9 ทรงพลิกฟื้นที่ดินเสื่อมโทรม ‘เขาชะงุ้ม’ เพื่อประชาราษฎร์ยั่งยืน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th