โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“หุ้นไทยตกน้อยกว่าประเทศอื่น” พิชัยเผย นักลงทุนมั่นใจวิธีรับมือของรัฐบาล หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าไทย 37%

The Momentum

อัพเดต 04 เม.ย. 2568 เวลา 18.03 น. • เผยแพร่ 04 เม.ย. 2568 เวลา 11.03 น. • THE MOMENTUM

วันนี้ (4 เมษายน 2568) พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประกาศขึ้นอัตราภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งประเทศไทยโดนอยู่ที่ร้อยละ 37 เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา จนเป็นผลให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลดลงกว่า 36.60 จุด โดยชี้ว่า สถานการณ์ของประเทศไทยถือว่า ‘ปรับลดลงน้อยกว่า’ ประเทศคู่ค้ารายอื่น

พิชัยกล่าวว่า ณ เวลานี้สถานการณ์หุ้นปรับตัวลดลงเกิดขึ้นทั่วโลก อาจจะมีมากหรือน้อยบ้าง ส่วนจะปรับตัวขึ้นมาได้หรือไม่ ต้องดูว่าแต่ละประเทศมีวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไร ทั้งนี้เชื่อว่า นักลงทุนจะมีความเข้าใจ สะท้อนจากราคาหุ้นและพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งรัฐบาลได้เตรียมมาตรการรับมือไว้อยู่แล้ว

“ภาวะตอนนี้คือกระทบทั่วโลก ดัชนีหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง แต่หุ้นไทย เมื่อเทียบกับประเทศที่ได้เปรียบด้านการส่งออกสหรัฐฯ มากกว่านั้น ถือว่าอยู่ในระดับที่เข้าใจได้ แปลว่า นักลงทุนเชื่อมั่นต่อแนวทางแก้ไขปัญหาของรัฐบาลที่คิดได้ว่า ผลกระทบจะไม่มาก”

รองนายกฯ ระบุว่า หากรัฐบาลไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ให้ดี จะส่งผลกระทบให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศอยู่ที่ไม่น้อยกว่า 1% ดังนั้นต้องดูว่ามาตรการที่เหมาะสมของรัฐบาลสำหรับปัญหาดังกล่าวจะเป็นอย่างไร เพราะเรื่องนี้มีผลกระทบใหญ่ ไม่ใช่เพียงแค่ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อคู่ค้าทางอ้อมของไทยอีกด้วย

พิชัยเพิ่มเติมว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างการเตรียมแผนรับมือและเจรจาภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ โดยเมื่อวาน (3 เมษายน 2568) ได้เรียกหน่วยงานของรัฐและเอกชนร่วมประชุมหารือ และสั่งการให้ทุกหน่วยงานของรัฐเตรียมพร้อมในเรื่องที่รับผิดชอบ ขณะการแก้ไขปัญหาระยะยาวคือ การสร้างสมดุลทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ เพื่อลดช่องว่างของสัดส่วนการค้าที่ประเทศไทยเคยได้

“วิธีการที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ช่องว่างที่ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ แคบลงคือ การเร่งสร้างสมดุล โดยการนำเข้าวัตถุดิบที่จำเป็นและประเทศมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งส่งออกเพิ่มด้วยเช่นกัน ซึ่งการนำเข้าเพิ่มที่สามารถทำได้นั้น ผ่านกลุ่มสินค้าเกษตร ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงก๊าซ LNG” พิชัยกล่าว

สำหรับข้อมูล ณ ช่วงเวลา 16.30 น. ซึ่งปิดการซื้อขายตลาดหุ้น ดัชนีหุ้น SET ปิดตัวที่ 1,125.21 ปรับลดลงที่ 36.60 จุด หรือคิดเป็นติดลบ 3.15% มีมูลค่าซื้อขายอยู่ที่ 48,274.36 ล้านบาท โดยดัชนีขณะนี้ถือว่าทำจุดต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี ขณะที่ดัชนี NIKKEI 225 ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดตัวที่ 33,780.75 ลดลง 955.35 จุด หรือคิดเป็นติดลบ 2.75% มีมูลค่าซื้อขายอยู่ที่ และที่ดัชนี VNI ของตลาดหุ้นเวียดนามปิดตัวที่ 1,210.67 ลดลง 19.17 จุด หรือคิดเป็นติดลบ 1.56%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...