กนง. ย้ำไม่ใช่ Easing Cycle แต่ผ่อนคลายนโยบายลง Moody’s เตือนต้องระมัดระวัง
30 เม.ย. 68 นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า แม้คณะกรรมการฯ มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 %จาก 2.00% เป็น 1.75 % ต่อปีเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 68 ซึ่งเป็นการปรับลดลงต่อเนื่อง 2 ครั้งในปีนี้ แต่กนง.ยืนยันว่ายังไม่ใช่การเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง (Easing Cycle) เพราะวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงจะเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจลดลงรุนแรงและต้องลดดอกเบี้ยนโยบายลงต่อเนื่อง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นตอนวิกฤตการเงินโลกในอดีตหรือในช่วงโควิด19 ที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยเคยลดลงต่ำสุดไปอยู่ที่ 0.5%
“ขนาดของผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากนโยบายภาษีสหรัฐฯในรอบนี้ไม่ได้เท่าโควิด 19 และไม่ได้กระทบวงกว้าง อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงจึงไม่ใช่ Easing Cycle แต่เป็นการเปลี่ยนมุมมองของกนง.มาสู่การดำเนินนโยบายผ่อนคลายลงเพื่อให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจ”
ส่วนกรณี Moody's ปรับมุมมอง Outlook ไทยเป็น Negative แต่ยังไม่ได้ปรับลดอันดับเรตติ้งนั้นนายสักกะภพ กล่าวว่า เหตุผลของ Moody's มาจากความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวได้ช้าและเรื่องของภาระหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสิ่งที่การดำเนินนโยบายต้องให้น้ำหนักในเรื่องนี้มากขึ้นในระยะข้างหน้า
อย่างไรก็ดีผลกระทบจากกรณีที่อันดับเรตติ้งของประเทศถูกปรับจะมีผลต่อต้นทุนในการระดมทุนของภาคธุรกิจ แต่ในขณะนี้ยังไม่เห็นผลกระทบเรื่องนี้ เช่นเดียวกับเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เห็นผลกระทบว่าทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่ามากนัก อย่างไรก็ดีเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องมองถึงผลระยะยาวและมองถึงการดำเนินนโยบายที่ต้องมุ่งเน้นการสร้างรายได้สร้างประสิทธิภาพ และคำนึงถึงประสิทธิผลของการดำเนินนโยบาย
“ต่อให้ Moody's จะเตือนหรือไม่เตือนก็ต้องมีการระมัดระวังการใช้พื้นที่ทางการคลังและทางการเงินอยู่แล้วภายใต้ภาวะปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอน ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนภาคเอกชนที่อาจจะลดลงไปจากสงครามการค้า ซึ่งสิ่งที่จะมาทดแทนได้คือการลงทุนของภาครัฐเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งนโยบายที่ควรทำคือ นโยบายที่สามารถสร้างรายได้ระยะยาวมากกว่าการกระตุ้น”
กาง 2 ฉากทัศน์จีดีพีไทยปี 68 โต 2%
นายสักกะภพ กล่าวอีกว่า พัฒนาการของสถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้าและผลกระทบล่าสุดนั้น สามารถแบ่งเป็น 3 ช่วง โดยในช่วงไตรมาส 1- ไตรมาส 2 ของปี 2568 เป็นช่วงพายุจะมา ( Storm is Coming) ยังเห็นผลกระทบไม่ชัด มีความไม่แน่นอนสูง
แต่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เป็นต้นไปคือช่วง In The Storm หรือ อยู่ในพายุ จะเห็นผลกระทบชัดเจนมากขึ้นว่าไทยจะโดนอัตราภาษีนำเข้าสินค้า (Reciprocal Tariffs) เท่าไร มีความเสี่ยงด้านต่ำสูงและอาจมีเหตุการที่ไม่คาดคิด ผลต่อการส่งออกชัดเจนขึ้น และสถานการณ์จะทอดยาว
ส่วนช่วงที่ 3 คือช่วง End game: After the Storm หรือ หลังพายุ ซึ่งปลายทางยังไม่แน่นอนแต่โลกจะไม่เหมือนเดิม ประสิทธิภาพของเศรษฐกิจโลกลดลง และโลกจะลดการพึ่งพิงสหรัฐลง
อย่างไรก็ดีกนง.จึงมีการประเมินเศรษฐกิจภายใต้2 ฉากทัศน์ ฉากทัศน์แรก คือ Reference Scenario หรือ Lower Tariffs ภายใต้สมมติฐานที่ การเจรจายืดเยื้อและล่าช้าโดยสหรัฐฯ มีการผ่อนผัน Reciprocal Tariff ให้กับคู่ค้าเป็นระยะ รวมถึงผ่อนผันอัตราภาษีให้กับจีนตั้งแต่ไตร3/2568 แต่สถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูงอย่างน้อยจนถึงสิ้นปี 2569 โดยสมมติฐานว่าสหรัฐเก็บภาษีในอัตรา 10% ทุกประเทศ และเก็บภาษีจีน 54% โดยเก็บภาษีแบบรายกลุ่มที่ 25% ในกลุ่มยานยนต์ เหล็ก และอลูมิเนียม
“ในกรณีนี้ มองว่าจะทำให้ส่งออกติดลบ 4.1% ใน 1 ปีข้างหน้าและมีผลต่อจีดีพีที่ 0.4% ทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2568 อยู่ที่ 2% และปี 2569 อยู่ที่ 1.8%”
และฉากทัศน์ที่สอง คือ Alternative Scenario หรือ Higher Tariffs ภายใต้สมมติฐานว่า ทุกประเทศเจรจาลดภาษีได้ครึ่งหนึ่งของ Reciprocal Tariff ตั้งแต่ ไตรมาส 3/2568 ขณะที่จีนเจรจาลดภาษีสู่ 72.5% และเก็บภาษีแบบรายกลุ่มที่ 25% ในกลุ่มยานยนต์ เหล็ก และอลูมิเนียม โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯมีแนวโน้มเข้าสู่ Technical Recession ในปีนี้ แต่ยังไม่เห็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยจะถดถอยเชิงเทคนิค
“หากเป็นในฉากทัศน์ที่สองนี้ มองว่าจะทำให้ส่งออกติดลบ 8.3% ใน 1 ปีข้างหน้าและมีผลทำให้จีดีพีไทยในปี 2568 โต 1.3% และปี 2569 อยู่ที่ 1.0% ซึ่งกนง.มองว่าโอกาสที่เกิดฉากทัศน์แรก (Reference Scenario )มีมากกว่าฉากทัศน์ที่สอง”