โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'รัฐหริภุญไชยสมัยพระนางจามเทวี' ในมุมมองของ 'ศาสตราจารย์เกียรติคุณ สุรพล ดำริห์กุล'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 04 พ.ย. 2565 เวลา 05.40 น. • เผยแพร่ 06 พ.ย. 2565 เวลา 08.00 น.

‘รัฐหริภุญไชยสมัยพระนางจามเทวี’ ในมุมมองของ ‘ศาสตราจารย์เกียรติคุณ สุรพล ดำริห์กุล’

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดกิจกรรมเสวนาทางวิชาการว่าด้วยเงื่อนงำต่างๆ ที่เป็นปมปริศนาเกี่ยวกับ “พระนางจามเทวี” ในทุกมิติ ไม่ว่าเรื่องเชื้อสายชาติพันธุ์ สถานที่ประสูติ รวมไปถึงอายุสมัยของเหตุการณ์จริงทางประวัติศาสตร์ (บนข้อสมมุติฐานที่เชื่อว่าเรื่องราวของพระนางไม่ได้เป็นแค่ตำนานเท่านั้น หากควรเป็นเรื่องที่มีอยู่จริง)

วิทยากรท่านแรกที่เปิดประเด็นเสวนาในวันนั้นคือ “ศาสตราจารย์เกียรติคุณ สุรพล ดำริห์กุล” อดีตอาจารย์ประจำคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ท่านได้นำเสนอหัวข้อเสวนาเรื่อง “ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมหริภุญไชยยุคต้น เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมทวารวดีจากที่ราบลุ่มเจ้าพระยา”

บทสรุปที่ได้จากการเสวนามีสองประเด็นหลักๆ ที่น่าสนใจยิ่ง ประเด็นแรก รัฐหริภุญไชยเป็นรัฐที่เกิดจาก “การก้าวกระโดด” หรือถูกกระตุ้นจากปัจจัยภายนอก มิใช่เกิดจากพัฒนาการภายในของสังคมตนเองอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นที่สองคือ อายุการก่อเกิดของรัฐหริภุญไชยสมัยพระนางจามเทวี ไม่ว่าจะพิจารณาจากหลักฐานด้านใด ทั้งการขุดค้นทางโบราณคดี และทั้งรูปแบบงานพุทธศิลป์ ล้วนสอดคล้องต้องตรงกันว่า ไม่เก่าถึงพุทธศตวรรษที่ 13 อันเป็นตัวเลขที่ระบุไว้ในตำนาน ทว่าควรมีอายุหย่อนลงมาอีกราวหนึ่งศตวรรษเศษๆ

อาจารย์สุรพลได้นำเสนอหลักฐานเกี่ยวกับรัฐหริภุญไชยตอนต้นไว้ 3 ด้าน

ด้านแรก คือข้อมูลจากเอกสารตำนาน

ด้านที่สอง ผลการขุดค้นทางโบราณคดีที่เชื่อถือได้เพราะมีการพิสูจน์แล้วตามหลักวิทยาศาสตร์

และด้านที่สาม การศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบศิลปะของหริภุญไชยกับทวารวดีทางภาคกลาง

ตำนานสามเล่มกับจุดเริ่มต้นของตัวตนพระนางจามเทวี

อาจารย์สุรพลได้กล่าวว่าเรื่องราวของพระนางจามเทวีที่คนรู้จักกันนั้นมีจุดกำเนิดมาจากเอกสารสามเล่มหลักๆ เหล่านี้ 1.ตำนานมูลศาสนา 2.จามเทวีวงส์ 3.ชินกาลมาลีปกรณ์ ทั้งสามเล่มเขียนในยุคล้านนาราว 500 กว่าปีก่อน ส่วนเอกสารอื่นๆ เช่น ตำนานพระธาตุหริภุญไชย กับพงศาวดารโยนก ยังถือว่าเป็นเอกสารชั้นหลังกว่า

เนื้อหาโดยสรุปของตำนานทั้งสามเล่มนี้กล่าวตรงกันว่า ฤๅษีวาสุเทพได้สร้างเมืองหริภุญไชย (ลำพูน) เมื่อปี พ.ศ.1204 หลังจากนั้นอีก 2 ปีมีการอัญเชิญพระนางจามเทวี ราชธิดาแห่งเมืองละโว้ ให้เสด็จมาปกครอง โดยพระนางจามเทวีมีพระราชสวามีนาม เจ้าชายรามราช เป็นอุปราชอยู่เมืองรามบุรี

จุดนี้มีข้อสงสัยว่า พระนางจามเทวีควรเป็นธิดาจริงของกษัตริย์ละโว้ (พระเจ้าจักรวรรดิวัติ) หรือควรเป็นธิดาสะใภ้กันแน่? หากตีความว่า เจ้าชายรามราชมีสถานะเป็นอุปราชแห่งกรุงละโว้ ก็ควรหมายความว่าพระองค์น่าจะเป็นพระราชโอรสของกษัตริย์ละโว้ด้วยใช่หรือไม่?

“น่าสงสัยว่า ระบบวิธีการจดจำเรื่องราวของคนเมื่อพันกว่าปี ถูกนำมาบันทึกใหม่ในยุคล้านนา ซึ่งห่างจากเหตุการณ์ในอดีตนานถึง 700-800 ปีนั้น คนโบราณเขาสืบสอดกันได้อย่างไร?”

ส่วนเรื่องราวในตำนานเหล่านี้จะน่าเชื่อถือหรือไม่น่าเชื่อถือ ก็สุดแท้แต่วิจารณญาณของแต่ละบุคคล ยิ่งในระยะหลังๆ เริ่มมีตำนานที่เน้นความศรัทธาในท้องถิ่นต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งก็ไม่ว่ากัน เพราะทำให้เกิดการค้นคว้าอะไรใหม่ๆ ตามมา

หลักฐานอีกด้านที่นักวิชาการให้ความเชื่อถือมากที่สุดคือ “ศิลาจารึก” แต่ก็น่าเสียดายที่ศิลาจารึกอักษรมอญโบราณ 8-9 หลักในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย มีอายุเก่าสุดแค่พุทธศตวรรษที่ 16-17 เท่านั้น

จารึกเหล่านี้จึงไม่ได้ช่วยทำให้เรื่องราวเกี่ยวกับพระนางจามเทวีกระจ่างชัดเท่าใดนัก แค่ช่วยประกอบบริบททางประวัติศาสตร์หริภุญไชยในรัชกาลหลังๆ มากกว่า

รัฐหริภุญไชยคือ “สังคมก้าวกระโดด”?

เหตุไรอาจารย์สุรพลจึงกล่าวเช่นนี้ ท่านอธิบายว่า

“การเสด็จมาจากกรุงละโว้สู่หริภุญไชยของพระนางจามเทวีทางลำน้ำปิง พร้อมด้วยข้าราชบริพาร ไพร่พลจำนวนมหาศาล ตามที่ตำนานระบุไว้ว่า มีเหล่ามหาเถรผู้ทรงปิฎก 500, ชีปะขาว 500, ช่างสลัก 500, ช่างแก้วแหวน 500, พ่อเลี้ยง 500, แม่เลี้ยง 500, หมอโหรา 500, ช่างเงิน ช่างทอง ช่างเหล็ก ช่างเขียน ช่างเวียก (วิศวกรโยธา) อย่างละ 500 ฯลฯ

ทั้งหมดนี้พิจารณาให้ดี เป็นการขนเอาศิลปวิทยาการชั้นสูง หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาสู่ดินแดนตอนในหุบเขาแบบเต็มๆ เลยทีเดียว สะท้อนถึงการเคลื่อนตัวของกลุ่มชนที่เจริญมากแล้วในเขตภาคกลางที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยามาสู่ภาคเหนือตอนบน

ดังนั้น การเกิดขึ้นของแคว้นหริภุญไชยจึงเป็นลักษณะ “ก้าวกระโดด” จากสังคมชนเผ่า มาสู่สังคมเมือง

เหตุที่คนนอกพื้นที่ได้ขยายเครือข่ายเข้ามาตั้งสถานีทางการค้า แล้วนำวิทยาการสมัยใหม่เข้ามากระตุ้นจนเกิดการพัฒนาแบบพลิกโฉม จากหมู่บ้านสู่เมือง จากเมืองสู่รัฐ ทำให้หริภุญไชยกลายเป็นรัฐขนาดใหญ่แห่งแรกในภาคเหนือตอนบน รวมทั้งมีการรับเอาพระพุทธศาสนานิกายหินยานเข้ามาแทนการนับถือผีอีกด้วย”

คำว่า “ก้าวกระโดด” หมายความเช่นไร? ดินแดนภาคเหนือตอนบนมิได้มีพัฒนาการทางเทคโนโลยีด้วยตัวเองอย่างต่อเนื่องกระนั้นหรือ?

ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายและสังคมโลหกรรม

อาจารย์สุรพลได้อ้างถึงผลการขุดค้นทางโบราณคดีของกรมศิลปากรในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมานี้ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านยางทองใต้ อ.ดอยสะเก็ด และบ้านสันป่าค่า อ.สันกำแพง สองแห่งนี้อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ หรือที่บ้านวังไฮ ต.เวียงยอง อ.เมืองลำพูน

ทั้งสามแหล่งนี้ทำให้เราทราบว่า ดินแดนลุ่มน้ำปิง-กวงเคยมีชุมชนอาศัยอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายก็จริง แต่ไม่มีพัฒนาการทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งการเข้ามาของคนต่างถิ่น

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจถึงสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตของผู้คนในเขตภาคเหนือตอนบนด้วยว่า ความที่เต็มไปด้วยเขตภูเขาสูง ทำให้มีที่ราบทำการเกษตรน้อยมาก ชั้นดินที่ทำการเพาะปลูกก็ไม่ลึกพอที่จะหมุนเวียนได้หลายครั้ง จำต้องย้ายถิ่นฐานหาที่ทำการเกษตรใหม่ไปเรื่อยๆ ตามแต่ความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินที่หาได้ในแต่ละแหล่ง

การดำรงวิถีชีวิตที่คล้ายกับสังคมสมัยบุรพกาลเช่นนี้เอง ย่อมทำให้พัฒนาการของคนแบบชนเผ่าเติบโตยาก เพราะไม่ได้อยู่ถิ่นฐานเดิมเป็นหลักแหล่ง ไม่สามารถขยายหมู่บ้านให้เป็นเมืองได้ ผิดกับสภาพทางภูมิศาสตร์ของภาคกลางและภาคอีสาน ที่มีพื้นที่ราบให้เพาะปลูกอย่างกว้างขวางไม่ต้องอพยพร่อนเร่ไปไหน

ด้วยเหตุนี้ภาคกลางและภาคอีสานจึงเกิดบ้านเมืองขึ้นมากมาย หลังจากที่ผ่านยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายหรือหรือที่เรียกว่า “ยุคโลหะ” ได้ไม่นาน เช่น บ้านเชียงเก่าสุดอายุราว 3,400 ปีที่ผ่านมา ก็เข้าสู่ยุคสุวรรณภูมิที่ร่วมสมัยกับยุคหลังพุทธกาลเล็กน้อย สามารถต่อเชื่อมกับหน้าแรกของสมัยประวัติศาสตร์รัฐเจนละ (ต้นกำเนิดอารยธรรมขอมยุคต่อมา) ได้ลงตัวพอดีกันเลย

ในขณะที่ทางลำพูน-เชียงใหม่ ผู้คนยังใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมอยู่อีกยาวนาน ต้องรอแรงกระตุ้นจากภายนอก ในที่นี้หมายถึงการที่ตำนานระบุว่าพระนางจามเทวีได้นำเอาศิลปวิทยาการขึ้นมานั่นเอง

หลักฐานทางโบราณคดี-ประวัติศาสตร์ศิลปะ พุทธศตวรรษที่ 14 คืออายุเก่าสุดของหริภุญไชย

แม้ตำนานจะระบุว่าพระนางจามเทวีเสด็จมาลำพูนปี พ.ศ.1206 แต่ผลการขุดค้นทางโบราณคดีสองครั้งคือปี 2528 โดยกรมศิลปากรที่บริเวณศาลากลางหลังเก่าของลำพูน กับปี 2536 โดยคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่วัดประตูลี้ วัดจามเทวี และวัดพระธาตุหริภุญชัย

ชั้นดินล่างสุดของเมืองลำพูนแทบทุกแห่งพบเศษภาชนะประเภท “หม้อมีสัน” แบบทวารวดีภาคกลาง เมื่อนำไปพิสูจน์ค่าคาร์บอน 14 พบว่าสมัยประวัติศาสตร์ของหริภุญไชยเริ่มต้นแล้วราวปี พ.ศ.1390 + – 70 = เก่าสุดคือปี 1320 หรือไม่เกิน พ.ศ.1460 หมายความว่าอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14-15

ไม่ต่างไปจากผลการขุดศึกษาทางโบราณคดีที่ใจกลางนครลำปางเมื่อปี 2550 ที่วัดปงสนุก ก็พบร่องรอยอารยธรรมชั้นเก่าสุดของนครเขลางค์ เมืองที่สร้างโดยเจ้าอนันตยศ โอรสแฝดน้องของพระนางจามเทวี ว่ามีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 14-15 ร่วมสมัยกับนครหริภุญไชยเมืองแม่หรือเมืองแฝดพี่เช่นเดียวกัน

อนึ่ง วิธีการนับพุทธศตวรรษนับดังนี้ พ.ศ.1-100 = พุทธศตวรรษที่ 1, พ.ศ.101-200 =พุทธศตวรรษที่ 2 ดังนั้น พ.ศ.1320 จึงอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 14

อาจารย์สุรพลมิได้แปลกใจแต่อย่างใดเลยว่า ทำไมชินกาลมาลีปกรณ์จึงระบุว่าฤๅษีวาสุเทพสร้างเมืองหริภุญไชยปี 1204 ซึ่งตรงกับช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 13 เหตุที่เป็นเช่นนี้สามารถเข้าใจได้ เพราะเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระนางจามเทวีนั้นเป็นเรื่องที่เก่ามาก การเล่าสืบต่อกันมาหลายร้อยปี ความคลาดเคลื่อนในการจดบันทึกศักราชย่อมเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา

หันมาพินิจหลักฐานด้านประวัติศาสตร์ศิลปะที่พบในใจกลางเมืองลำพูนบ้าง ได้แก่ พระพุทธรูปหินทรายรุ่นเก่าก็ดี ประติมากรรมดินเผารูปคนจูงลิงที่ถูกเด็ดหัวทิ้งก็ดี (คล้ายเป็นเครื่องราง หรือเป็นตุ๊กตาเสียกบาล) พระพิมพ์ดินเผารุ่นแรกที่กระจายอยู่ตามวัดสี่มุมเมือง เช่นพระกลีบบัว พระกวาง ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เทียบเคียงได้กับศิลปะทวารวดีของทางภาคกลางช่วงพุทธศตวรรษที่ 14-15 ทั้งสิ้น

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ สุรพล ดำริห์กุล กล่าวทิ้งท้ายว่า

“จากการศึกษามาทั้งหมดนี้ได้ข้อสรุปว่า หริภุญไชยเป็นรัฐเครือข่ายทวารวดีที่เก่าที่สุดในเขตภาคเหนือตอนบน การก่อเกิดรัฐแน่นอนว่าดินแดนนี้ย่อมมีประชากรอาศัยอยู่ก่อนแล้ว แต่เป็นแบบชนเผ่า ยังไม่เติบโตพอที่จะยกระดับขึ้นเป็นรัฐได้ด้วยตัวเอง จนกระทั่งได้รับแรงกระตุ้นจากปัจจัยภายนอกผ่านระบบการค้า ภายใต้การนำของพระนางจามเทวีที่ขยายเครือข่ายขึ้นมา นำเอาศิลปวิทยาการชั้นสูงและพระพุทธศาสนาขึ้นมาสถาปนา

ยุคแรกของหริภุญไชย มีการรับเอาอารยธรรมและศิลปกรรมแบบทวารวดีภาคกลางมาใช้อย่างเด่นชัด หลังจากนั้นหริภุญไชยหันไปสนิทสัมพันธ์กับทางมอญสะเทิมและหงสาวดี รูปแบบศิลปกรรมจึงเปลี่ยนไป

ส่วนพระนางจามเทวีนั้น ในตำนานไม่ได้ระบุถึงชาติพันธุ์ว่าเป็นมอญ ขอม จาม ลัวะ หรือแขก เพียงแต่ว่า หากพิจารณาถึงบริบทแวดล้อมทั้งหมดในยุคทวารวดีราวพุทธศตวรรษที่ 14 แล้ว พบว่าดินแดนลุ่มน้ำเจ้าพระยานิยมใช้จารึกด้วยตัวอักษรมอญมากกว่าขอม

เรื่องราวของพระนางจามเทวีที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ พยายามพูดบนพื้นฐานทางวิชาการ ซึ่งการศึกษาเรื่องราวที่เก่าเกินพันปีนั้น ไม่ควรปิดกั้นมุมมองของใคร และไม่ควรมีการชี้ว่าใครผิดใครถูก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับน้ำหนัก หลักฐาน ที่นักวิชาการแต่ละคนพยามยามนำมาเสนอว่ามีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหนต่างหาก” •

ปริศนาโบราณคดี | เพ็ญสุภา สุขคตะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...