แม่ร้องครูผู้ชายทำร้ายลูก 6 ขวบจนตาช้ำเลือด
ข่าวเวิร์คพอยท์ 23
อัพเดต 09 พ.ย. 2567 เวลา 12.16 น. • เผยแพร่ 09 พ.ย. 2567 เวลา 12.16 น. • ข่าวเวิร์คพอยท์(9 พ.ย. 67) ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ภาพรอยช้ำบนหน้าและในดวงตาของเด็กชายวัยอนุบาลคนหนึ่ง พร้อมทั้งระบุข้อความว่า “คนหลังสวนคิดว่ายังไง ถ้าครูผู้ช่วยคนนี้ทำกับลูกหลานท่านช่วยกันแชร์เลยคะพรุ่งนี้นักข่าวทุกสำนักต้องมาเยือน สงสารน้อง รร.แห่งหนึ่งไม่ไกลจากอำเภอหลังสวน ครูผู้ช่วยทำเกินกว่าเหตุ จับเด็ก อ. กดพื้น เหตุจากร้องให้ไม่หยุด” โพสต์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากคนจำนวนมากก่อนที่จะถูกลบไป
ผู้สื่อข่าวติดตามเรื่องนี้จนได้พูดคุยกับ คุณแม่ของน้องเอ(นามสมมติ) เด็กชายวัย 6 ขวบ ที่ถูกทำร้าย โดยคุณแม่เล่าว่าลูกชายของตนเองเป็นเด็กพิเศษ เพิ่งเริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนที่เกิดเหตุได้เพียงไม่กี่เดือน หลังจากที่ก่อนหน้านั้นน้องหยุดเรียนไปเพื่อหาหมอเพื่อฝึกพัฒนาการ
วันที่เกิดเหตุคุณตาของน้องเป็นคนไปรับน้องจากที่โรงเรียน และพบว่าที่ใบหน้า หลังกกหู และดวงตาข้างขวาของน้องเป็นรอยฟกช้ำ ด้วยความที่น้องเป็นเด็กพิเศษจึงไม่ได้เล่าว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงแต่บอกว่าตัวเองเจ็บ
ต่อมาคุณตาไปสอบถามที่โรงเรียน ครูประจำชั้นของน้องอ้างว่าน้องทำตัวเอง แต่ครูชายคนที่ก่อเหตุซึ่งเป็นครูผู้ช่วยได้โทรไปสารภาพกับป้าของน้องว่าเป็นคนทำเอง โดยอ้างว่าเพราะน้องร้องไม่หยุด จึงจับตัวน้องกดลงกับพื้น และยืนยันว่าเป็นวิธีการดูแลเด็กที่ถูกต้องแล้ว
แม่ของน้องบอกว่าตนองฟังดูแล้วไม่พอใจเพราะมันรุนแรง เด็กเจ็บจากการฟกช้ำไม่ควรจะเกิดขึ้น หลังเกิดเหตุได้เดินทางไปแจ้งความแล้ว ที่ สภ.หลังสวนรอติดต่อโรงเรียนอีกที อีกทั้งต้องรอดูกล้องวงจรปิด
ตอนนี้น้องมีอาการเจ็บและจับใบหูบ่อยๆ ในหูไม่ได้เป็นแผลแต่ก็ช้ำเลือด มีชาวบ้านและพระสงฆ์พูดให้ฟังว่าเคยมีเหตุการณ์กรำทำกับเด็กคนอื่นด้วย ซึ่งตนก็ไม่ได้เห็นเอง แต่เขาบอกมาแบบนั้นแต่น่าจะคงมีเกิดขึ้นบ้าง
ทั้งนี้ทางโรงเรียนจะนัดคุยเจรจากันที่โรงพักอีกทีวันอาทิตย์ ตนเองต้องการที่จะคุยเร็วๆ จริงๆ แล้วต้องได้คำตอบในวันนี้ด้วยซ้ำแต่ทางโรงเรียนยังไม่คุยให้ชัดเจน หลังเกิดเหตุมาทางฝ่าย ผอ.และผู้ช่วยการศึกษาพิเศษเดินทางมาพูดคุยด้วย โดยแจ้งว่าวันจันทร์ทางโรงเรียนจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้วจะติดต่อกลับมาอีกที ตนมองว่าไม่อยากให้เกิดขึ้นกับเด็กคนอื่นในเมื่อทำกับลูกของตนได้ก็น่าจะทำกับลูกคนอื่นได้เหมือนกัน
ตนมีความกังวลว่าถ้าคุณครูตนดังกล่าวยังสอนอยู่หรือยังเป็นครูอยู่ก็น่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก ไม่อยากให้เป็นครูต่อไปแล้ว