สยาม ดีเสิร์ท ธุรกิจขนมหวานแบรนด์ “เต็งหนึ่ง” ยื่นไฟลิ่งขาย IPO 56 ล้านหุ้น เข้าตลาด mai
สยาม ดีเสิร์ท เจ้าของแบรนด์ขนมหวาน“ เต็งหนึ่ง” จ.นครปฐม ยื่นไฟลิ่งขาย IPO 56 ล้านหุ้น เข้าตลาด mai ใช้ขยายโรงงานใหม่ คืนเงินกู้
วันที่ 27 ธ.ค. 2567 บมจ.สยาม ดีเสิร์ท (TENG1) ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) 56 ล้านหุ้น คิดเป็น 28% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลัง IPO และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดเอ็ม เอ ไอ (mai) โดยมี บริษัท เอส 14 แอดไวเซอรี่ จำกัดเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
+บริษัทมีวัตถุประสงค์การใช้เงินจากการระดมทุน +
- เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่โรงงานเดิม
- เพื่อขยายกำลังการผลิตโดยขยายโรงงานบนพื้นที่ว่างที่มีอยู่แล้ว และสร้างโรงงานแห่งใหม่
- ชำระคืนเงินกู้ยืม
- เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท
TENG1 ผลิตและจำหน่ายขนมหวาน น้ำหวาน รวมถึงส่วนผสมสำหรับขนมและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ภายใต้แบรนด์ "เต็งหนึ่ง"
บริษัทเริ่มต้นธุรกิจด้วยการผลิตและจำหน่ายเฉาก๊วยและน้ำเฉาก๊วยเป็นสินค้าแรก จากนั้นได้พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันบริษัทมีสินค้าหลากหลายประเภท เช่น เนื้อเฉาก๊วย เฉาก๊วยในน้ำเชื่อม เครื่องดื่มพร้อมดื่ม ขนมเยลลี่ ขนมในถ้วยพร้อมทาน น้ำเชื่อมเข้มข้นรสชาติต่างๆ เป็นต้น
บริษัทจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางหลักคือระบบตัวแทนจำหน่าย (Dealer) และเต็งหนึ่งแมน (พนักงานของตัวแทนจำหน่าย) ซึ่งจะกระจายสินค้าไปยังร้านขายของชำ ร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ และร้านเครื่องดื่มต่างๆ เพื่อให้ถึงมือผู้บริโภคทั่วประเทศ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการรับจ้างผลิตสินค้า OEM ให้แก่ผู้ประกอบการในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอีกด้วย
ณ วันที่ 3 ตุลาคม 2567 บริษัทมีทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท และมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วทั้งหมด 72 ล้านบาท และมีสำนักงานใหญ่และโรงงานผลิตตั้งอยู่ที่ จังหวัดนครปฐม และ ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 บริษัทฯ มีตัวแทนจำหน่ายทั้งสิ้น 91 ราย และเต็งหนึ่งแมนทั้งสิ้น 312 ราย
บริษัทมีเป้าหมายที่จะขยายกำลังผลิตให้มากขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ โดยมีโครงการที่วางไว้ 2 โครงการ ดังนี้
1. ขยายโรงงานเดิม วางงบลงทุน 80 ล้านบาท ใช้ซื้อที่ดินเพิ่ม 4 ไร่ราว 20 ล้านบาท และสร้างอาคารและจัดซื้อเครื่องจักรอีก 60 ล้านบาท คาดว่าจะทำให้มีกำลังการผลิตที่จะรองรับยอดขายได้มากขึ้นกว่า 250 ล้านบาทต่อปี จากกำลังการผลิตปัจจุบัน 650 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตราว 38% เริ่มลงทุนในช่วงปี 2568-2569
2. ขยายกำลังการผลิตด้วยการสร้างโรงงานใหม่ในพื้นที่จังหวัดที่เป็นรอยต่อของการเดินทางระหว่างภาคกลางตอนบน ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหลือ ในเบื้องต้นคาดอยู่ในจังหวัดพิจิตร หรือพิษณุโลก ช่วงปี 2569-2570 ใช้งบลงทุนประมาณ 120 ล้านบาท
แบ่งเป็นการจัดซื้อที่ดินขนาด 10 ไร่ ประมาณ 40 ล้านบาท และลงทุนในการก่อสร้างโรงงานและเครื่องจักรอีกประมาณ 80 ล้านบาท จะสามารถรองรับยอดขายได้ประมาณ 400 ล้านบาทต่อปี และคาดว่าจะลดต้นทุนการขนส่งลงได้ราว 30% และจะช่วยลดระยะเวลาจัดส่งสินค้า
โครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ณ 3 ตุลาคม 2567 มีกลุ่มครอบครัววัฒนอัครโภคินและสุดฟุ้ง ถือหุ้น 100,800,000 หุ้น คิดเป็น 70.00% หลัง IPO จะลดสัดส่วนเหลือ 50.40% นายสมพล ฤกษ์วิบูลย์ศรี 14,400,000 หุ้น คิดเป็น 10.00% จะลดเหลือ 7.20%
ผลปะกอบการในปี 2564-2566 บริษัทมีรายได้เท่ากับ 260.31 ล้านบาท 356.97 ล้านบาท และ 456.04 ล้านบาท ตามลำดับ รายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจากจำนวนของตัวแทนจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นจาก 78 ราย เป็น 84 ราย และ 83 ราย การเพิ่มยอดขายของแต่ตัวแทนแต่ละราย กำไรสุทธิ 10.51 ล้านบาท 17.42 ล้านบาท และ 32.52 ล้านบาท
งวด 9 เดือนแรกของปี 2567 มีรายได้รวม 363.28 ล้านบาท กำไรสุทธิ 19.95 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิของงบการเงินเฉพาะกิจการภายหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล เงินสำรองตามกฎหมาย และเงินสำรองอื่นๆ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ อาจพิจารณาจ่ายเงินปันผลแตกต่างไปจากนโยบายที่กำหนดไว้ได้ โดยจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการ สภาพคล่องทางการเงิน แผนการลงทุน และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการบริหารงานของบริษัท