โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดร.นิเวศน์ปรับพอร์ตครั้งแรกในชีวิต ตั้งบริษัท “ตีแตก” ทุน 2,200 ล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 มี.ค. 2567 เวลา 06.23 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. 2567 เวลา 04.01 น.
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

สัมภาษณ์

“ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” ต้นแบบนักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) ตีแผ่ลงทุนหุ้นไทย จากยุคทองสู่ยุคตกต่ำ ผลตอบแทนปี 2566 เกือบเอาตัวไม่รอด โชคดีได้กำไรหุ้นเวียดนาม 10% ช่วยพยุงพอร์ตหุ้นไทยขาดทุน เปิดใจในวัย 71 ปี ตัดสินใจปรับพอร์ตครั้งแรกในชีวิต สิ้นหวังหุ้นไทย ขณะที่ลงหุ้นต่างประเทศก็เจอภาษีรายได้สูงสุด 35% จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดตั้ง “บริษัท ตีแตก จำกัด” ทุนจดทะเบียน 2,200 ล้านบาท เพื่อทำหน้าที่เป็นบริษัทลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศทั่วโลก โมเดลคล้ายบริษัท Berkshire Hathaway ของวอร์เรน บัฟเฟต์

วัย 71 ปีปรับพอร์ตครั้งแรกในชีวิต

ดร.นิเวศน์ นักลงทุนรายใหญ่ที่มีพอร์ตลงทุนรวมเกือบหมื่นล้านบาท ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมตัดสินใจปรับพอร์ตครั้งแรกในชีวิต ตอนอายุ 71 ปีว่า เนื่องจากปีที่แล้ว รัฐบาลประกาศจัดเก็บภาษีรายได้จากต่างประเทศ (รวมถึงเงินได้จากการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ) หากนำกลับเข้ามาประเทศไทยจะต้องเสียภาษี เริ่มเก็บตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 ซึ่งยอมรับว่าเงื่อนไขนี้ “เปลี่ยนเกม” เลย เพราะภาษีเป็นเรื่องใหญ่มาก ซึ่งนักลงทุนที่ไปลงทุนต่างประเทศส่วนใหญ่แล้วลงทุนในนามส่วนบุคคลทั้งนั้น คนที่มีเงินลงทุนเยอะ ๆ ถ้าไม่รีบปรับพอร์ตก็ตายแน่ ๆ เพราะต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 35% คือมีกำไรเท่าไหร่ ตัดไปจ่ายภาษี 35%

สำหรับผมยอมรับว่าไม่ไหวเพราะเยอะเกิน เนื่องจากไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามมานาน กำไรที่ซ่อนไว้ 9 ปี ทบไปทบมามีอยู่ค่อนข้างเยอะ จึงจำเป็นต้องรีบปรับพอร์ตนำเงินกลับประเทศก่อน แต่รู้อยู่แล้วว่าถ้าดึงเงินกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย อนาคตก็ไปได้ไม่ไกล “ความมั่งคั่ง” จะลดลงหรือแย่ลง

เพราะตอนนี้ตลาดหุ้นไทยเติบโตน้อยมาก ดัชนี SET นิ่งมาหลายปี เรียกว่าผลตอบแทนค่อนข้างแย่ เห็นได้จากนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยออกสุทธิเฉลี่ยปีละแสนล้าน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ขายออกไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านบาท ดังนั้นถ้าผลตอบแทนระดับนี้ ความมั่งคั่งจะลดลงหรือแย่ลงได้ เพราะฉะนั้น เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไปลงทุนต่างประเทศ หากอยากจะเติบโตจากการลงทุน จึงต้องปรับโมเดลการลงทุน

ตั้งบริษัท “ตีแตก” ยอมจ่ายภาษี 20%

ดร.นิเวศน์เล่าว่า ส่วนตัวจึงปรับแผนการลงทุนในต่างประเทศ จากเดิมที่เป็นการลงทุนในนาม “ส่วนบุคคล” ก็ปรับเป็นการลงทุนผ่าน “บริษัท” คือยอมเสียภาษีเงินได้นิติบุุคคลไปเลย แต่เป็นระดับภาษีที่พอรับได้ คือ 20% ของกำไร จากที่ถ้าลงทุนในนามบุคคลต้องเสีย 35%

ดังนั้น จึงตัดสินใจตั้ง “บริษัท ตีแตก จำกัด” ใช้ชื่อตามหนังสือที่เขียน จดทะเบียนบริษัทเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2566 ด้วยทุนจดทะเบียน 2,200 ล้านบาท โมเดลเดียวกับบริษัท Berkshire Hathaway ของวอร์เรน บัฟเฟต์ คือต่อไปการลงทุนในต่างประเทศก็จะลงทุนผ่านบริษัท ตีแตก แต่ถ้าลงทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งไม่มีประเด็นเรื่องภาษี ก็ยังใช้ชื่อลงทุนในนามส่วนบุคคล

“ต้องยอมรับว่าประเทศไทย ต้องการภาษีจากคนที่พอจะมีกำลังเสียภาษี มาเกื้อหนุนคนที่มีรายได้น้อย ตอนนี้มองว่าเรื่องภาษีคงหนีไม่พ้น แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ต้องเสียภาษีหากไม่นำเงินกลับเข้าประเทศไทย แต่อนาคตก็ไม่แน่ เพราะได้ยินว่ารัฐบาลมีแนวคิดแม้ไม่นำเงินกลับเข้าประเทศ แต่หากมีรายได้ก็ต้องเสียภาษี เพราะรัฐบาลต้องการเงิน ขณะเดียวกันตอนนี้สรรพากรก็มีระบบที่ทำให้รู้ว่าคุณไปทำกำไรที่ไหนบ้างในโลก คือเขาตามจับได้ ส่วนตัวจึงคิดว่าไม่ไหว ถ้าต้องคอยมาระวังหรือระแวง ว่าวันไหนจะถูกเก็บภาษี ยังไงก็หนีไม่ได้ ก็ยอมจ่ายซะเลย 20% อย่างไรก็ดี ผมอาจจะไม่เสียภาษีเต็มอัตราเพราะยังไม่ขายทำกำไร”

ปรับพอร์ตหุ้นเวียดนามเข้าบริษัท

ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ผมก็ได้ปรับพอร์ตโดยการขายหุ้นเวียดนามที่ถือในนามส่วนตัวออก และให้บริษัท ตีแตก จำกัด เข้าไปซื้อหุ้นแทน โดยต่อไปจะใช้บริษัทนี้ลงทุนตรงในต่างประเทศทั่วโลก แต่นาทีนี้ “เป้าแรก” จะเน้นลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามเป็นหลักก่อน ซึ่งก็จะเน้นซื้อหุ้น Super Stock และถือระยะยาวแบบเดียวกับที่ลงทุนในหุ้นไทย เดิมทีหุ้นเวียดนามจะมีเยอะเป็น100 ตัว เพราะตอนที่เข้าไปยังไม่รู้จัก ผ่านมาหลายปีก็เริ่มรู้ว่า Super Stock ควรเป็นตัวไหนก็จะซื้อเฉพาะหุ้นพวกนี้

“จริง ๆ หลักการลงทุนยังเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนตัวหุ้น เปลี่ยนสถานที่ แต่คอนเซ็ปต์การลงทุนเหมือนเดิม เน้นลงทุนแบบ Value Investing คือดูคุณภาพเปรียบเทียบกับราคา ถ้ามันคุ้มค่าเราก็ซื้อ ถ้าไม่คุ้มค่าเราก็ขาย” ดร.นิเวศน์กล่าว

ปัจจุบันพอร์ตหุ้นเวียดนามมีสัดส่วนเกือบ 30% ของพอร์ตรวม ที่เหลืออีกเกือบ 70% เป็นพอร์ตหุ้นไทย และมีเงินสดอีกประมาณ 5-6%

โยกเงินหุ้นไทยลงทุนต่างประเทศ

ดร.นิเวศน์อธิบายถึงพอร์ตหุ้นไทยว่า ตอนนี้ยังถือในนามส่วนตัวเพราะยังไม่ต้องเสียภาษี แต่มองว่าอนาคตอาจจะดึงเงินบางส่วนออกไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพราะพอร์ตเกือบ 70% ได้ผลตอบแทนนิดเดียว ไม่คุ้ม ถ้าปล่อยไปเรื่อย ๆ พอร์ตก็ไม่ไปไหน อย่างปีที่ผ่านมาได้ผลตอบแทน 0% เทียบกับที่ไปลงทุนหุ้นเวียดนาม นับจากต้นปีถึงปัจจุบันได้ผลตอบแทนมาแล้วกว่า 10%

สำหรับแผนดึงเงินไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มนั้น จะไม่ได้เป็นการไปซื้อหุ้นรายตัวเหมือนที่ลงทุนในไทย หรือเวียดนาม แต่จะไปใน 2 รูปแบบ คือ 1.กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund : FIF) ซึ่งไม่ต้องเสียภาษี แต่มีข้อด้อยคือเราเลือกหุ้นไม่ได้ และ 2.ลงทุนผ่าน DR (Depositary Receipt) ซึ่งเป็นตราสารแสดงสิทธิในหุ้นต่างประเทศที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นไทย ซื้อขายด้วยสกุลเงินบาท ซึ่งมีแต่ตัวใหญ่ ๆ ราคาหุ้นจะขึ้นลงตามหุ้นแม่ในต่างประเทศ เช่น DR ของอาลีบาบา, เน็ตฟลิกซ์ เป็นต้น

“จริง ๆ ก็ยังหวั่น ๆ อยู่เหมือนกัน เพราะการลงทุนในหุ้นต่างประเทศถือเป็นอีกเกม ซึ่งเราอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจมาก จึงต้องใช้เวลาเลือกมากหน่อย ซึ่งตอนนี้ก็สนใจตลาดหุ้นอินเดียและจีน”

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่ได้เริ่มลงทุน กำลังอยู่ในช่วงศึกษาอยู่ แต่ยอมรับว่าไปลงทุนต่างประเทศนาทีนี้ไม่สามารถจะเป็น Stock Picker ได้ 100% จะต้องเป็นแบบ Semiactive คือเป็นการลงทุนผ่านกองทุน ก็เลือกว่าจะเอากองทุนแบบไหน ไม่สามารถเลือกทุกอย่างในตลาดต่างประเทศได้ ผลตอบแทนก็น่าจะพอใช้ได้

1-2 ปีแรกบททดสอบโมเดลใหม่

ดร.นิเวศน์ระบุว่า คิดว่าประมาณ 1-2 ปีนี้ จะเห็นการปรับพอร์ตทุกอย่างลงตัวมากขึ้น ซึ่งช่วงแรกวางแผนปรับสัดส่วนลงทุนหุ้นต่างประเทศ 50% และหุ้นไทย 50% หรือถึงจุดหนึ่งเพิ่มพอร์ตหุ้นต่างประเทศเป็น 75% และลดพอร์ตหุ้นไทยเหลือ 25% เพราะต้องยอมรับว่าหุ้นไทยผ่านจุด S-Curve ที่เป็นขาขึ้นไปแล้ว ช่วงที่อิ่มตัวไม่มีทางได้ดีมาก

“ตอนนี้เหนื่อยหน่อยเพราะเปลี่ยนใหม่หมด จากที่เคยสบาย ๆ ก็ต้องมานั่งดูบัญชีว่าเป็นอย่างไร ต้องจ่ายภาษีเท่าไหร่ ก็ปวดหัวอยู่เหมือนกัน ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วจะเสียภาษีกี่ล้านต่อปี เพราะตอนนี้ก็ยังไม่รู้ก็ต้องรอครบปี ซึ่งถ้ารูปแบบใหม่แล้วกลายเป็นเสียภาษีเยอะก็อาจจะต้องชะลอลงทุน เพราะไม่คุ้ม ซึ่งคงต้องผ่านไปสักระยะหนึ่งเพื่อให้รู้ว่าตกลงทำแบบนี้คุ้มหรือไม่คุ้มกันแน่”

อย่างไรก็ดี ตั้งใจว่าพอร์ตหุ้นไทยสัดส่วนคงไม่ต่ำกว่า 25% แม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะไม่ดี แต่จำเป็นต้องมีไว้ เหตุผลเพราะเราอยู่ในประเทศไทย เป็นที่ที่เรากิน เราใช้เงินเป็นหลัก ไปต่างประเทศหมดบางทีค่าเงินล่มสลาย วันดีคืนดีเกิดสู้รบกัน ปิดประเทศไม่ให้เอาเงินออกนอกประเทศ ฉะนั้นไปลงทุนอาจเจ็บตัวหมดก็ได้

สำหรับพอร์ตหุ้นไทยคงจะเหลือเฉพาะหุ้นปันผลดี มีความมั่นคง คือจะเก็บตัวที่มั่นใจที่สุดไว้ พูดง่าย ๆ ไม่เจ๊ง คือไม่มีใครทำร้ายได้ เทคโนโลยีใหม่ก็ทำร้ายไม่ได้ เพราะอย่างน้อยได้ปันผล 6-7% ต่อปี และถ้าหุ้นขึ้นสัก 3-4% ก็ได้ผลตอบแทน 10%

หุ้นไทยแก่ตามประชากรไปต่อยาก

ถามว่าตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสพลิกกลับขึ้นมาได้หรือไม่นั้น ดร.นิเวศน์ตอบว่า อาจจะไปต่อได้ยาก หรือแค่ประคองก็ยากมากแล้ว เพราะตลาดหุ้นไทยแก่ตามประชากร เหมือนกับตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ใช้เวลาประมาณ 20 ปี ที่เริ่มพลิกกลับมาได้บ้าง แต่ไม่ได้เยอะ เพราะความแก่เป็นอะไรที่ถาวร (Permanent) ไม่สามารถฝืนได้ จะให้มีนโยบายผลิตลูกเยอะ ๆ ก็ยาก เช่น ในเกาหลีใต้ พยายามสนับสนุนให้ประชาชนมีลูก ใช้งบประมาณไปเป็นล้านล้าน ปรากฏว่ายิ่งทำ ผู้หญิงเกาหลีก็มีลูกเฉลี่ยแค่ 0.7 คนเท่านั้น เทรนด์เป็นแบบนี้ ซึ่งสังคมไทยจะตามเกาหลี

“ตลาดหุ้นไทยแก่ตามประชากร เพราะฉะนั้น เราก็ต้องหาทางเอาตัวรอด คือถ้าผมลงทุนในประเทศไทย เท่ากับว่าผมลงทุน เพื่อจ้างคนไทยที่อายุเฉลี่ยแก่เหมือนผม หวังว่าจะมาเลี้ยงผมตอนแก่ แต่ถ้าเราลงทุนเวียดนาม ซึ่งคนหนุ่มสาวทำงานยังเยอะ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราแก่ไป เขาเป็นหนุ่มสาว เราใส่เงินลงทุนไปเท่าไหร่ เดี๋ยวเขาก็สร้างผลผลิตเอาเงินกลับมาเลี้ยงเรา นี่เป็นทางรอด”

ต่อคำถามที่ว่าหมดหวังกับตลาดหุ้นไทย ? ดร.นิเวศน์ตอบว่า ความหวังเป็นอะไรที่ทุกคนต้องมี แต่ถ้าเราเป็นนักลงทุนต้องแยกระหว่าง “ความหวัง” “ความฝัน” กับความเป็นจริง เช่น ที่คุณหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาโต 4-5% ต่อปี แต่ถ้าเราเป็นนักลงทุนต้องวิเคราะห์โอกาสความเป็นจริงว่ามีกี่ % ไม่ใช่ไม่มี แต่โอกาสมันน้อยมากแค่ 10-20%

“หลักการลงทุนคือจะต้องวิเคราะห์ความน่าจะเป็นไปได้ ซึ่งลงทุนหุ้นไทยเหมือนกำลังเสี่ยงโชคแบบซื้อลอตเตอรี่ โอกาสน้อยมากที่จะถูกรางวัลที่ 1” ดร.นิเวศน์กล่าว

จากยุคทองสู่ยุคตกต่ำ

ดร.นิเวศน์ย้อนอดีตว่า ตั้งแต่เริ่มลงทุนช่วงแรกในยุคหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ตอนนั้นราคาหุ้นตกลงเยอะ เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว เป็นช่วงเติบโตที่ใช้ได้เลย จนถือว่าเป็นยุคเริ่มต้นที่ดีของการลงทุนแบบ Value Investing ซึ่งผมเป็นคนแรก ๆ ที่เผยแพร่ความคิดนี้ และได้เปรียบเพราะมีหุ้นประเภท “ของดี-ราคาถูก” เมื่อซื้อไปแล้วราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นได้ดี

แต่ถัดมาช่วงเกิดวิกฤตซับไพรมปี 2551 ถือเป็นยุคที่สองของการลงทุนวีไอ แม้หุ้นตกไปแรง แต่พื้นฐานเศรษฐกิจไทยไม่ได้เสียหายเหมือนปี 2540 ซึ่งเป็นยุคที่คนรู้สึกว่าการลงทุนในหุ้นเป็นสิ่งที่ดีและคุ้มค่า แต่แนวคิดเปลี่ยนไปเพราะคนที่เข้ามาลงทุนเป็นนักธุรกิจหรือคนรุ่นใหม่ที่มีฐานะ ลงทุนเพื่อจะทำให้เงินงอกเงย ต่างจากยุคแรกที่เป็นมนุษย์เงินเดือน รายได้ระดับชนชั้นกลางไปจนถึงรายได้สูง ที่ลงทุนเพื่อการเกษียณ
นักลงทุนกลุ่มใหม่นี้อาจเรียกว่า Speculative VI คือเข้ามาเล่นหุ้นรุนแรงมาก เป็นช่วงที่เล่นกันแบบ Corner หุ้น แนวเก็งกำไรเยอะ เพราะฉะนั้นจะเป็นเกมธุรกิจแล้ว ซึ่งถือเป็น “ยุคทอง” เพราะใช้เลเวอเรจสูง กู้เงินมาลงทุน จนหุ้นจำนวนมากเฟ้อหนัก ราคาหุ้นขึ้นไป 5-10 เท่า เป็นเรื่องปกติ โดยที่พื้นฐานไม่รองรับ และพอถึงเวลาทิ้ง หุ้นก็ตกเป็นหลาย ๆ เท่า กลายเป็นว่าเบลอไปหมด ว่าใครคือนักลงทุนวีไอ เพราะทุกคนเรียกตัวเองว่าวีไอกันหมด

และ 8-9 ปีที่แล้ว ส่วนตัวก็เริ่มรู้สึกว่าหุ้นไทยนิ่งมานานหลายปี แม้ว่าพอร์ตจะดีกว่าตลาด ไม่ขาดทุน แต่ไม่ไปไหน จึงต้องหาทางออก เพราะเห็นว่าประเทศไทยอาจจะไม่ใช่จุดที่สามารถสร้าง S-Curve ใหม่ได้แล้ว ซึ่งเล็งเห็นตลาดหุ้นเวียดนามเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าตลาดอื่น จึงตัดสินใจเริ่มลงทุน ซึ่งปัจจุบันนักลงทุนไทยถือเป็นส่วนสำคัญในตลาดหุ้นเวียดนาม ซึ่งตอนนี้ดัชนีหุ้นเวียดนามขึ้นมากว่า 1,250-1,260 จุด สักพักจะไล่ทันดัชนีหุ้นไทยแล้วที่อยู่กว่า 1,300 จุด

แนะมาตรการกำกับตลาดหุ้น

นอกจากนี้ ดร.นิเวศน์ได้ฝากถึงหน่วยงานกำกับตลาดหุ้นไทยว่า ติงเรื่องเดียวเพราะเกิดขึ้นมาหลายครั้ง คือเมื่อออกมาตรการกำกับมาแล้ว เหมือนว่าภารกิจเสร็จแล้ว จบแล้ว มาตรการออกมาผลลัพธ์เป็นยังไงไม่มีการตรวจสอบ เช่น ที่ออกมาตรการแล้วบอกไม่มีการเก็งกำไร แต่ราคาหุ้นวิ่งขึ้นหนักกว่าเดิมอีก เพราะมาตรการไม่ได้แก้ปัญหาอะไร แบบนี้ก็ท้าทาย หน่วยงานกำกับต้องติดตามผลทุก 3 เดือน 5 เดือน ถ้ายังเหมือนเดิม ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไป 3 เท่า 5 เท่า ก็ต้องเปลี่ยนมาตรการใหม่จนกระทั่งควบคุมให้ได้

ที่ผ่านมาปล่อยให้มีหุ้นปั่นตลอดเวลา หุ้นที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าไม่มีพื้นฐานรองรับ ทำให้คนเข้าไปแล้วเสียหาย ซึ่งตลาดหุ้นเสียหายในระยะยาว เพราะกลายเป็นตลาดเก็งกำไร และหุ้นปั่น นี่เป็นหนึ่งปัญหาสำคัญที่ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น อีกหน่อยก็ไม่มีใครอยากเข้ามาลงทุนตลาดหุ้นไทย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดร.นิเวศน์ปรับพอร์ตครั้งแรกในชีวิต ตั้งบริษัท “ตีแตก” ทุน 2,200 ล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...