บอร์ด SAK ไฟเขียวตั้งบริษัทใหม่ ศักดิ์สยาม โซลาร์ เอ็นเนอร์ยี่ รุกธุรกิจโซลาร์ รูฟท็อป
บอร์ด SAK ไฟเขียวตั้งบริษัทใหม่ "ศักดิ์สยาม โซลาร์ เอ็นเนอร์ยี่" รุกธุรกิจโซลาร์ รูฟท็อป ตั้งเป้ารายได้ปี 2568 แตะ 100 ล้านบาท
วันที่ 17 ตุลาคม 2567นายศิวพงศ์ บุญสาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศักดิ์สยามลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SAK ผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อยภายใต้แบรนด์ศักดิ์สยามลิสซิ่ง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทฯ ได้มติอนุมัติให้บริษัทจัดตั้ง บริษัท ศักดิ์สยาม โซลาร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด หรือ (Sak-Solar) เพื่อดำเนินธุรกิจโซลาร์ รูฟท็อป สำหรับที่อยู่อาศัยและสินค้าอื่นที่เกี่ยวกับ Solar ด้วยทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นบริษัทย่อย ที่บริษัทถือหุ้นร้อยละ 100
นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติยุติความร่วมมือทางธุรกิจ การร่วมทุนภายใต้บริษัท ศักดิ์สยาม ทีซี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ที่มีทุนจดทะเบียน 64 ล้านบาท โดย SAK ถือหุ้น 49.22%และบริษัท ทีซี รีนิวอะเบิ้ล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ถือหุ้น 50.78%
โดยการจัดตั้ง บริษัทศักดิ์สยาม โซลาร์ เอ็นเนอร์ยี่ หรือ (Sak- Solar) ใน จ. อุตรดิตถ์ จะเป็นผู้ดำเนินการให้บริการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ รูฟท็อป อย่างครบวงจร ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจ เพื่อขยายการให้บริการติดตั้งระบบโซลาร์ รูฟท็อป
สำหรับที่อยู่อาศัยอย่างรวดเร็วและหลากหลายในแบรนด์สินค้าเพื่อตอบสนองตรงตามความต้องการของลูกค้า ภายใต้การเชื่อมโยงให้บริการสินเชื่อของศักดิ์สยามลิสซิ่ง ที่พร้อมมอบประสบการณ์การให้สินเชื่อโชลาร์ รูฟท็อป อย่างไร้รอยต่อ เป็นการตอบโจทย์ความต้องการของภาคประชาชนเข้าถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซี่งปัจจุบันศักดิ์สยามลิสซิ่ง มีสาขาที่ให้บริการจำนวนทั้งหมด 1,029 สาขา ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จุดเด่นสินเชื่อโซลาร์ รูฟท็อป (Solar Rooftop) ของศักดิ์สยามลิสซิ่ง โซลาร์ รูฟท็อป มีให้เลือกหลายขนาด เริ่มตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์ (Kilowatt) ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 137,000 บาท โดยสามารถเลือกขนาดแผงโซลาร์ให้เหมาะสมกับการใช้ไฟฟ้าในแต่ละครัวเรือน ทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ โดยมีระยะเวลาผ่อนชำระนานถึง 96 เดือน (8 ปี) ซึ่งบริษัทศักดิ์สยาม โซลาร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด หรือ (Sak Solar) นำเสนอโซลูชั่นที่ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ การติดตั้ง ไปจนถึงการบำรุงรักษา โดยมุ่งเจาะกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดและลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
ขณะที่ แนวโน้มตลาดการติดตั้งระบบโซลาร์ รูฟท็อป ในปี 2568 มีศักยภาพเติบโตอย่างก้าวกระโดด 22% โดยคาดการณ์จะมีมูลค่าตลาดรวม 6.7 หมื่นล้านบาท (อ้างอิงจาก ttb analytics) และยังมีศักยภาพเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง สอดรับกับนโยบายของ SAK ที่มุ่งมั่นเป็นสินเชื่อเพื่อสังคม จึงส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ภายในครัวเรือน
และลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจในครัวเรือนสู่ความยั่งยืน และนับเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นสังคมพลังงานสะอาด โดยวางเป้าหมายการติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป สำหรับที่อยู่อาศัยปี 2568 จะสร้างรายได้ 100 ล้านบาท