โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ถึงเวลาหรือยัง ที่ไทยควรปรับลดดอกเบี้ย ?

Wealthy Thai

อัพเดต 19 ม.ค. 2568 เวลา 19.22 น. • เผยแพร่ 15 ต.ค. 2567 เวลา 05.38 น.

ในการประชุมเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2.5% และแม้จะมีหลายเหตุผลที่เรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ ลดดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารกลางยักษ์ใหญ่อย่าง Fed ของสหรัฐฯ เริ่มลดดอกเบี้ยที่ 0.5% ไปแล้ว ค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่อง อีกทั้งเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าคาด แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังยืนกรานว่าประเทศไทยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลดดอกเบี้ยเร็วๆ นี้ โดยให้เหตุผลหลัก คือ
1. ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน เช่น ภาคการผลิตที่ยังไม่ฟื้นตัวเพราะปัญหาเชิงโครงสร้าง รายได้นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยว หรือ การเบิกจ่ายภาครัฐที่ล่าช้า ไม่ได้แก้ไขได้ด้วยการลดดอกเบี้ย
2. การบริโภคไม่ได้มีปัญหา
3. เงินเฟ้อยังเป็นบวกและมีโอกาสกลับเข้าเป้าเอง
4. การลดดอกเบี้ยอาจส่งผลให้มีคนกู้ยืมและมีหนี้ครัวเรือนเพิ่มจากเดิมที่สูงมากถึง 91% ต่อ GDP อยู่แล้ว
เมื่อดูจากคำตอบจะเห็นได้ชัดว่าแบงก์ชาติกำลังให้ความสำคัญมากกว่ากับการรักษาเสถียรภาพด้านการเงิน ซึ่งถึงแม้การกระทำดังกล่าวจะเป็นเรื่องสำคัญจริง แต่นักวิเคราะห์หลายคนก็ยังมีคำถามกับการตัดสินใจนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากการคงดอกเบี้ยไว้มีความเสี่ยงจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าเช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่นในด้านการส่งออก ที่บริษัทหลักทรัพย์เอเชีย พลัส มองว่าการทยอยปรับลดดอกเบี้ยในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงการแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นผลดีต่อความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน แต่อาจส่งผลเสียต่อภาคส่งออกของไทย
ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ได้กล่าวไว้ในงานแถลงข่าวแนวโน้มเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุนในไตรมาสที่ 4 ที่ผ่านมาว่า หากเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อไปที่ประมาณ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ไปจนถึงปลายปีนี้ มีแนวโน้มที่มูลค่าการส่งออกของไทยในสกุลบาท จะหดตัวถึง 6.5% ในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี
นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยที่สูงมีแนวโน้มจะกระทบอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย โดยรายงานจากบริษัทวิจัยด้านการลงทุน Morningstar เผยว่าการที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง มักจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวต่อต้นทุนกู้ยืม เช่น อสังหาริมทรัพย์ และ สาธารนูปโภค
ซึ่งโดยรวมแล้ว ภาคการส่งออก อสังหาริมทรัพย์ และสาธารนูปโภค ของประเทศไทย มีสัดส่วนราวๆ 70%* ของ GDP ในปี 2566 ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูง ดังนั้นการคงดอกเบี้ยไว้ท่ามกลางการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกก็มีแนวโน้มที่จะกระทบเศรษฐกิจไทยได้สูงเช่นกัน
อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม คือ การที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยอาจลดลงในอนาคต โดยเฉพาะจากจีนและยุโรป ที่เศรษฐกิจเริ่มสะท้อนถึงความอ่อนแอและมีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอย ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปี 2566 นักท่องเที่ยวจากจีน และ ยุโรป มีสัดส่วนถึง 12.5% และ 21.2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยทั้งหมด ตามลำดับ
หากเศรษฐกิจจีนและยุโรปมีความอ่อนแอจนส่งผลให้นักท่องเที่ยวจากประเทศเหล่านี้ลดลง รายได้จากภาคการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 7.2% ของ GDP ในปี 2565 ก็อาจลดลงตามด้วย ทั้งนี้การชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว หากเกิดขึ้นจริง ก็จะเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศแทน
คำถามต่อมาคือ แล้วประเทศไทยควรลดดอกเบี้ยเมื่อไหร่ ? โดยปกติแล้ว ธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกควรลดดอกเบี้ยเมื่อ (1) ไม่มีแรงกดดันจากเงินเฟ้อ (2) เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว และ (3) มีความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวในระยะข้างหน้า ซึ่งในกรณีของประเทศไทย อัตราเงินเฟ้อไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงจนน่ากังวล
โดยล่าสุดในเดือนกันยายน 2567 อัตราเงินเฟ้อไทยขยายตัว 0.61% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะเร่งตัวขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2567 ที่ขยายตัว 0.35% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน แต่ถือว่ายังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ โดยความเป็นจิงแล้ว หากไม่นับอัตราเงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคม 2567 (1.54%) เงินเฟ้อไทยต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของแบงก์ชาติที่ 1% - 3% มาตลอดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566 แล้ว
ในขณะเดียวกัน ดัชนีทางเศรษฐกิจบางตัวก็เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ยกตัวอย่างเช่น การบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption Index) ที่ขยายตัวเพียงประมาณ 0.2% ต่อเดือน ในช่วงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 ถึง ล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2567
หรือดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ล่าสุดในเดือนสิงหาคม (56.5) ลดลงอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งสาเหตุหลักก็มาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าคาด รายได้ที่ลดลง และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งความมั่นใจผู้บริโภคที่ลดลงในปัจจุบันอาจชี้ถึงการจับจ่ายใช้สอยที่ลดลงได้ในระยะข้างหน้า
และเมื่อรวมกับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวในอนาคต ไม่ว่าจะจากภาคการส่งออก หรือ การท่องเที่ยว ที่กล่าวไปเบื้องต้น บวกกับการลดดอกเบี้ยโดยประเทศเพื่อนบ้านตาม Fed ที่จะกดดันค่าเงินบาทเพิ่มแล้ว ก็ทำให้มีโอกาสที่แบงก์ชาติจะต้องลดอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้านี้เพื่อพยุงเศรษฐกิจไว้อยู่ดี
ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์เอเชีย พลัส มองว่า กนง. มีแนวโน้มพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปี 2567 ที่ระดับ 0.25% ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ที่คาดว่า กนง. มีโอกาสลดดอกเบี้ยถึง 1% ภายในปีนี้และปี 2568
อย่างไรก็ตาม ต้องรอติดตามการประชุมของกนง. ในวันพรุ่งนี้ (16 ต.ค. 67) ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่ากนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% แต่สิ่งที่ตลาดจับตา คือ คะแนนโหวตของสมาชิกกนง. จะออกมาเป็นอย่างไร จะมีทิศทางผ่อนคลายลงเมื่อเทียบกับการประชุมครั้งก่อนหน้าที่มีคะแนนเสียง 6 : 1 ให้คงอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ หากคะแนนเสียงให้ลดดอกเบี้ยมีมากขึ้น อาจเป็นสัญญาณบวกต่อหุ้นกลุ่ม Consumption & Yield Play
*ภาคการส่งออก อสังหาฯ และ สาธารนูปโภค ประเทศไทยมีสัดส่วนประมาณ 65% 2.7% และ 3.0% ของ GDP ในปี 2023 ตามข้อมูลจาก World Bank และ Statista

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...