ถึงเวลาหรือยัง ที่ไทยควรปรับลดดอกเบี้ย ?
ในการประชุมเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2.5% และแม้จะมีหลายเหตุผลที่เรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ ลดดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารกลางยักษ์ใหญ่อย่าง Fed ของสหรัฐฯ เริ่มลดดอกเบี้ยที่ 0.5% ไปแล้ว ค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่อง อีกทั้งเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าคาด แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังยืนกรานว่าประเทศไทยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลดดอกเบี้ยเร็วๆ นี้ โดยให้เหตุผลหลัก คือ
1. ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน เช่น ภาคการผลิตที่ยังไม่ฟื้นตัวเพราะปัญหาเชิงโครงสร้าง รายได้นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยว หรือ การเบิกจ่ายภาครัฐที่ล่าช้า ไม่ได้แก้ไขได้ด้วยการลดดอกเบี้ย
2. การบริโภคไม่ได้มีปัญหา
3. เงินเฟ้อยังเป็นบวกและมีโอกาสกลับเข้าเป้าเอง
4. การลดดอกเบี้ยอาจส่งผลให้มีคนกู้ยืมและมีหนี้ครัวเรือนเพิ่มจากเดิมที่สูงมากถึง 91% ต่อ GDP อยู่แล้ว
เมื่อดูจากคำตอบจะเห็นได้ชัดว่าแบงก์ชาติกำลังให้ความสำคัญมากกว่ากับการรักษาเสถียรภาพด้านการเงิน ซึ่งถึงแม้การกระทำดังกล่าวจะเป็นเรื่องสำคัญจริง แต่นักวิเคราะห์หลายคนก็ยังมีคำถามกับการตัดสินใจนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากการคงดอกเบี้ยไว้มีความเสี่ยงจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าเช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่นในด้านการส่งออก ที่บริษัทหลักทรัพย์เอเชีย พลัส มองว่าการทยอยปรับลดดอกเบี้ยในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงการแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นผลดีต่อความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน แต่อาจส่งผลเสียต่อภาคส่งออกของไทย
ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ได้กล่าวไว้ในงานแถลงข่าวแนวโน้มเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุนในไตรมาสที่ 4 ที่ผ่านมาว่า หากเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อไปที่ประมาณ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ไปจนถึงปลายปีนี้ มีแนวโน้มที่มูลค่าการส่งออกของไทยในสกุลบาท จะหดตัวถึง 6.5% ในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี
นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยที่สูงมีแนวโน้มจะกระทบอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย โดยรายงานจากบริษัทวิจัยด้านการลงทุน Morningstar เผยว่าการที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง มักจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวต่อต้นทุนกู้ยืม เช่น อสังหาริมทรัพย์ และ สาธารนูปโภค
ซึ่งโดยรวมแล้ว ภาคการส่งออก อสังหาริมทรัพย์ และสาธารนูปโภค ของประเทศไทย มีสัดส่วนราวๆ 70%* ของ GDP ในปี 2566 ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูง ดังนั้นการคงดอกเบี้ยไว้ท่ามกลางการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกก็มีแนวโน้มที่จะกระทบเศรษฐกิจไทยได้สูงเช่นกัน
อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม คือ การที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยอาจลดลงในอนาคต โดยเฉพาะจากจีนและยุโรป ที่เศรษฐกิจเริ่มสะท้อนถึงความอ่อนแอและมีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอย ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปี 2566 นักท่องเที่ยวจากจีน และ ยุโรป มีสัดส่วนถึง 12.5% และ 21.2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยทั้งหมด ตามลำดับ
หากเศรษฐกิจจีนและยุโรปมีความอ่อนแอจนส่งผลให้นักท่องเที่ยวจากประเทศเหล่านี้ลดลง รายได้จากภาคการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 7.2% ของ GDP ในปี 2565 ก็อาจลดลงตามด้วย ทั้งนี้การชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว หากเกิดขึ้นจริง ก็จะเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศแทน
คำถามต่อมาคือ แล้วประเทศไทยควรลดดอกเบี้ยเมื่อไหร่ ? โดยปกติแล้ว ธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกควรลดดอกเบี้ยเมื่อ (1) ไม่มีแรงกดดันจากเงินเฟ้อ (2) เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว และ (3) มีความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวในระยะข้างหน้า ซึ่งในกรณีของประเทศไทย อัตราเงินเฟ้อไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงจนน่ากังวล
โดยล่าสุดในเดือนกันยายน 2567 อัตราเงินเฟ้อไทยขยายตัว 0.61% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะเร่งตัวขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2567 ที่ขยายตัว 0.35% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน แต่ถือว่ายังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ โดยความเป็นจิงแล้ว หากไม่นับอัตราเงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคม 2567 (1.54%) เงินเฟ้อไทยต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของแบงก์ชาติที่ 1% - 3% มาตลอดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566 แล้ว
ในขณะเดียวกัน ดัชนีทางเศรษฐกิจบางตัวก็เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ยกตัวอย่างเช่น การบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption Index) ที่ขยายตัวเพียงประมาณ 0.2% ต่อเดือน ในช่วงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 ถึง ล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2567
หรือดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ล่าสุดในเดือนสิงหาคม (56.5) ลดลงอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งสาเหตุหลักก็มาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าคาด รายได้ที่ลดลง และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งความมั่นใจผู้บริโภคที่ลดลงในปัจจุบันอาจชี้ถึงการจับจ่ายใช้สอยที่ลดลงได้ในระยะข้างหน้า
และเมื่อรวมกับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวในอนาคต ไม่ว่าจะจากภาคการส่งออก หรือ การท่องเที่ยว ที่กล่าวไปเบื้องต้น บวกกับการลดดอกเบี้ยโดยประเทศเพื่อนบ้านตาม Fed ที่จะกดดันค่าเงินบาทเพิ่มแล้ว ก็ทำให้มีโอกาสที่แบงก์ชาติจะต้องลดอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้านี้เพื่อพยุงเศรษฐกิจไว้อยู่ดี
ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์เอเชีย พลัส มองว่า กนง. มีแนวโน้มพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปี 2567 ที่ระดับ 0.25% ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ที่คาดว่า กนง. มีโอกาสลดดอกเบี้ยถึง 1% ภายในปีนี้และปี 2568
อย่างไรก็ตาม ต้องรอติดตามการประชุมของกนง. ในวันพรุ่งนี้ (16 ต.ค. 67) ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่ากนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% แต่สิ่งที่ตลาดจับตา คือ คะแนนโหวตของสมาชิกกนง. จะออกมาเป็นอย่างไร จะมีทิศทางผ่อนคลายลงเมื่อเทียบกับการประชุมครั้งก่อนหน้าที่มีคะแนนเสียง 6 : 1 ให้คงอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ หากคะแนนเสียงให้ลดดอกเบี้ยมีมากขึ้น อาจเป็นสัญญาณบวกต่อหุ้นกลุ่ม Consumption & Yield Play
*ภาคการส่งออก อสังหาฯ และ สาธารนูปโภค ประเทศไทยมีสัดส่วนประมาณ 65% 2.7% และ 3.0% ของ GDP ในปี 2023 ตามข้อมูลจาก World Bank และ Statista