TCAP อีกหนึ่งหุ้นปันผลสูง คาดปี 68 แจกผลตอบแทนถึง 9%
หุ้นปันผลในสัปดาห์นี้ Wealthy Thai ขอนำเสนออีกหนึ่งหุ้นกลุ่มการเงินที่มีผลตอบแทนจากเงินปันผลโดดเด่น นั่นคือ TCAP หรือ บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) โดยคาดว่าบริษัทจะให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ระหว่างปี 2567 – 2568 ในระดับสูง 7-9%
หากย้อนไปดูสถิติการจ่ายปันผลช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (64-66) จะพบว่า TCAP มีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอเฉลี่ยปีละ 2 ครั้ง และยังอยู่ในระดับสูงกว่า 50% ของกำไรสุทธิในแต่ละปีงบการเงิน
โดยปี 2564 จ่ายปันผลรวมในอัตราหุ้นละ 3 บาท ซึ่งคิดเป็น 59.50% ของกำไรสุทธิ ถัดมาปี 2565 จ่ายปันผลรวมในอัตราหุ้นละ 3.10 บาท ซึ่งคิดเป็น 62.28% ของกำไรสุทธิ และปี 2566 จ่ายปันผลรวมในอัตราหุ้นละ 3.20 บาท ซึ่งคิดเป็น 50.82% ของกำไรสุทธิ
สำหรับในปี 2567 นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดการณ์ว่า TCAP จะจ่ายปันผลรวมทั้งปีในอัตราหุ้นละ 3.43 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ระดับ 7.8%
ซึ่งล่าสุด TCAP ได้ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 1.25 บาท ดังนั้นจากคิดบนคาดการณ์การจ่ายปันผลรวมที่ 3.43 บาท เท่ากับว่าในงวดผลประกอบการปี 2567 บริษัทอาจจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 2.18 บาท
ส่วนในปี 2568 คาดการณ์ว่า TCAP จะจ่ายปันผลรวมเพิ่มขึ้นเป็นอัตราหุ้นละ 3.96 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ระดับสูงถึง 9%
ทั้งนี้ หากดูทิศทางผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปีนี้ TCAP อาจไม่ได้เติบโตมากนัก โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดแนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งหลังปี 2567 จะปรับลดลงเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก ตามผลของฤดูกาล เพราะปกติส่วนแบ่งกำไรจาก TTB จะชะลอตัวลงในไตรมาส 4/67 เพราะมีค่าใช้จ่ายลงทุนระบบเทคโนโลยีเข้ามากดดัน
อีกทั้งเป็นช่วงที่ธุรกิจประกันจะชะลอตัวจากค่าใช้จ่ายการขายที่เพิ่มขึ้นตามเบี้ยประกัน แต่คาดว่าผลงานยังโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนจากการฟื้นตัวของ THANI ที่ผ่านการตั้งสำรองจำนวนมากไปแล้ว และคาดจะเริ่มผ่อนคลายนโยบายการตั้งสำรองลง หลังลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้ที่สูงขึ้น จากการที่ภาครัฐฯ เร่งการเบิกจ่ายงบของโครงการต่างๆ ตั้งแต่ช่วงต้นไตรมาส 3/67
ประกอบกับส่วนแบ่งกำไรของ TTB ที่ปรับตัวดีขึ้นจากพอร์ตสินเชื่อที่ขยายตัว ทำให้รายได้ดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น ส่วน MBK ยังได้อานิสงส์บวกจากปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ฝ่ายวิเคราะห์จึงคงคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2567 ที่ 7,185 ล้านบาท โต 8.8% จากปีก่อน และให้คำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐานปีนี้ที่ 54 บาท