โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

“คนตายขายคนเป็น!”: พิธีงานศพไทย ความหมายที่เปลี่ยนแปลง สู่ต้นทุนที่แพงลิบลิ่ว

The101.world

อัพเดต 18 ก.ย 2567 เวลา 06.06 น. • เผยแพร่ 17 ก.ย 2567 เวลา 23.01 น. • The 101 World

พิธีงานศพ

“ค่าโลงศพราคาขั้นต่ำ 2,500 บาทไปจนถึงหลักหมื่น ค่าชุดพวงหรีดตั้งแต่ 1,000 ไปจนถึงราว 3,500 บาท ค่าศาลาวัด คืนละ 500 บาท ค่าบริการและค่าน้ำค่าไฟวัด คืนละ 220 บาท ค่าปัจจัยถวายวัด 100 บาท ค่าอาหารเลี้ยงแขกในงาน คืนละ 10,000 บาท ค่าแรงเผาศพและจัดสถานที่ 500 บาท ค่าน้ำมันเผาศพ 1,500 บาท ค่าเมรุเผาศพ 500 บาท ค่าผ้าไตรบังสุกุลที่เมรุ ไตรละ 200 บาท ค่าภัตตาหารถวายพระ รูปละ 250 บาท… ฯลฯ”

ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ใช่ทั้งหมดของการจัดงานศพแบบชาวไทยพุทธ แต่เป็นเพียงเบื้องต้นเท่านั้น จากการรวบรวมข้อมูลและพูดคุยกับสัปเหร่อเพิ่มเติม ได้ข้อสรุปว่า หากนับรวมตั้งแต่เคลื่อนย้ายศพออกจากโรงพยาบาล จนงานเสร็จสิ้นแล้ว ค่าใช้จ่ายขั้นต่ำในการจัดงานศพ อาจสูงถึงประมาณ 50,000 บาททีเดียว

ว่ากันตามตรงแล้ว ค่าใช้จ่ายสำหรับงานศพจะ 50,000 บาทหรือมากไปกว่านั้น ก็เป็นเงินจำนวนไม่ใช่น้อยๆ ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ซ้ำยังต้องจ่ายสด เพราะทางวัดคงไม่รับเงินผ่อนเป็นแน่ ผู้ที่ไม่ได้ร่ำรวย ไม่มีเงินสดติดตัวมาก ก็จะยิ่งลำบาก คำถามสำคัญคือ การจัดงานของคนที่ตายไปแล้ว จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายมากถึงขนาดนี้หรือไม่?

เปิดประวัติศาสตร์พิธีศพไทย: เพราะอะไร งานศพจึงมีค่าใช้จ่ายสูง?

จากหนังสือ พิธีกรรมเกี่ยวกับการตายในประเทศไทย ปรานี วงษ์เทศ ศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยา อดีตอาจารย์ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า พิธีกรรมที่ถือว่าเริ่มแรกสุดของมนุษย์ คือพิธีกรรมเกี่ยวกับคนตาย เริ่มจากการเซ่นไหว้ โดยการนำอาหารและข้าวของเครื่องใช้มาให้ผู้ล่วงลับได้กินได้ใช้เหมือนเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ หลุมศพจึงเป็นสถานที่บูชาแห่งแรกของมนุษย์

พิธีศพของไทยเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว อาจสืบสาวได้ไกลมากถึงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ หรือคือราวหมื่นปีก่อน จากหลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดีที่จังหวัดกาญจนบุรี มีการโปรยดินเทศสีแดงบนศพที่อยู่ในท่านอนราบเหยียดยาว พร้อมภาชนะดินเผาใส่อาหาร และยังพบว่าเป็นการฝังศพโดยกำหนดให้ศีรษะของผู้ตายอยู่ทางทิศตะวันตกอย่างเป็นแบบแผน

ส่วนประเพณีเผาศพ เป็นพิธีกรรมที่เข้ามาพร้อมกับพระพุทธศาสนา จะเห็นได้ว่าในหมู่คนไทยที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธมักมีประเพณีฝังศพ แม้ในกลุ่มชาวไทอาหมสมัยโบราณก็ยังนิยมฝังศพแล้วปักธงสีขาวไว้เหนือหลุมศพ ก่อนจะมีการสร้างเมรุเผาศพดังเช่นปัจจุบัน

พิธีเผาศพของชาวบ้านในสมัยก่อนดำเนินไปอย่างเรียบง่าย โดยการก่อฐานเผาเชิงตะกอนขึ้นจากไม้ฟืนและดิน ตั้งศพเผาในบริเวณที่ห่างไกลจากบ้านเรือนของผู้คน และพระสงฆ์ก็จะสวดอภิธรรมศพ ณ เชิงตะกอนแห่งนั้น แตกต่างจากพิธีศพของชนชั้นสูง เช่น เหล่าขุนนาง ในสมัยการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งอาจสืบสาวไปได้ราวสมัยรัชกาลที่ 5 พบว่าเมื่อชนชั้นสูงเสียชีวิตก็จะได้รับพระราชทานโกศหรือหีบบรรจุศพ และได้รับพระบรมราชานุญาตให้เผาศพ ณ เมรุที่รัฐบาลจัดทำขึ้นโดยจำลองมาจากของหลวง ซึ่งตามกฎในการขอพระราชทานเพลิงศพแล้ว ผู้ที่ได้รับพระราชทานโกศ คือผู้ที่ได้รับพระราชทานสายสะพายชั้นสูง พิธีเผาศพจะจัดขึ้นที่เมรุหลวง หรือวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ส่วนผู้ที่ไม่ได้รับพระราชทานสายสะพาย ก็จะได้รับพระราชทานเฉพาะหีบศพที่ได้รับการตกแต่งจากพระราชวัง ซึ่งศพนั้นจะเผาที่วัดใดก็ได้ โดยจะมีการสร้างเมรุชั่วคราวขึ้น และขนาดของเมรุจะขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ตาย (ปัจจุบันรัฐบาลก็ยังคงรักษาประเพณีที่เคยปฏิบัติกันในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อย่างการให้สิทธิรับพระราชทานโกศหรือหีบศพ ตามยศตำแหน่งที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์)

ต่อมามีการสร้างเมรุเลียนแบบวัดเทพศิรินทราวาสราชทั่วกรุงเทพฯ เป็นเมรุของคนชั้นกลางและคนร่ำรวยในกรุงเทพฯ ครั้นยิ่งเวลาผ่านไป ก็ยิ่งขยายใหญ่โตขึ้นไปสู่กลุ่มคนต่างๆ เช่น กลุ่มพ่อค้า นักธุรกิจ และข้าราชการ เป็นต้น จากนั้น การเผาศพด้วยเมรุแบบกรุงเทพฯ ซึ่งพัฒนามาจากการจำลองพิธีศพของขุนนางในอดีตนี้ ก็ได้เริ่มแพร่หลาย จากวัดในเขตเมืองกรุงเทพฯ เข้าสู่เขตเมืองของชนบท เนื่องจากผู้คนต้องการแสดงถึงชื่อเสียงเกียรติคุณทั้งของผู้ตายและผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ และเพื่อแสดงให้เห็นถึงการได้รับการยอมรับทางสังคม นอกจากนี้ก็เป็นเพราะความสะดวกด้านเศรษฐกิจของเจ้าภาพ ประกอบกับวัดก็มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจัดงานศพ พิธีงานศพแบบไทยในศาสนาพุทธจึงได้กลายสภาพมาเป็นดังเช่นที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

เปิดความหมายที่ซ่อนอยู่แต่ในละกระบวนการของพิธีศพ

คุณพันธวัช เนื่องวัง มัคนายกและสัปเหร่อประจำวัดบ้านแม่พะยวบ อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก ให้สัมภาษณ์ว่า หากผู้ตายเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลจะทำการฉีดฟอร์มาลีนและแต่งตัวศพ สัปเหร่อมีหน้าที่เพียงนำศพใส่โลง แต่กรณีผู้ตายเสียชีวิตที่บ้าน สัปเหร่อจะมีหน้าที่เตรียมสถานที่ อาบน้ำศพ และเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผู้ตาย ซึ่งตามประเพณีพื้นบ้านภาคเหนือ จะมีการเตรียมน้ำขมิ้นส้มป่อยและกรวยดอกไม้ เพื่อให้ครอบครัวของผู้ตายได้ใช้ไหว้ขอขมาศพ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว สัปเหร่อจึงจะทำ ‘พิธีนำศพใส่โลง’ ซึ่งมีสองขั้นตอนด้วยกัน คือ ‘การซื้อโลง’ และ ‘การเบิกโลง’

‘การซื้อโลง’ จะใช้เงินจำนวนหนึ่งบาท หรือตามแต่ญาติผู้ตายจะใส่ขันครู เพื่อทำตามเคล็ดที่ถือกันว่า โลงศพนี่แหละคือบ้านหลังสุดท้ายของทุกคน จากนั้นสัปเหร่อจะเริ่มบริกรรมคาถาตามความรู้ที่ตนได้รับสืบทอดมาจากอาจารย์ ต่อเนื่องมาจนถึง ‘พิธีเบิกโลง’ โดยสัปเหร่อจะใช้มีดหมอสับตรงทั้งสี่ด้านของโลงเพื่อเป็นการเบิกโลง และจะใช้ใบตองสามช่วง (ใบตองที่ไม่แตกสามใบ) กับบันไดสามขั้นที่ทำจากก้านกล้วย วางรองก่อนที่จะนำศพลง ซึ่งใบตองสามช่วงสื่อถึงการข้ามผ่านภพทั้งสาม (กามภพ รูปภพ อรูปภพ) ส่วนบันไดสามขั้น มีไว้ให้ผู้ตายก้าวข้ามภพทั้งสามไปสู่นิพพานตามความเชื่อ

นอกจากนี้ยังมีการมัดตราสัง สัปเหร่อจะมัดตราสังสามจุด เหตุที่ต้องมัดเป็นเพราะสมัยก่อนไม่มีการฉีดฟอร์มาลีนและการแช่เย็น กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นของศพจึงเกิดการยึดตึง ยากต่อการเคลื่อนย้ายและเป็นที่อุจาดตาของผู้คน จึงมีการมัดตราสังเกิดขึ้น จุดแรกที่มัดคือ ‘คอ’ จุดที่สองคือ ‘มือ’ และจุดที่สามคือ ‘ข้อเท้า’ การมัดคอแสดงถึงความ ‘ห่วงลูก’ มัดมือแสดงถึงความ ‘ห่วงคู่ชีวิต’ และมัดข้อเท้าแสดงถึงความ ‘ห่วงทรัพย์สมบัติ’ สามห่วงอันเป็นห่วงปกติทั่วไปของมนุษย์ เมื่อนำศพใส่โลงแล้วก็จะปิดฝาโลง แต่ในปัจจุบันมีนวัตกรรมโลงเย็น สัปเหร่อจึงนำโลงศพใส่โลงเย็นต่ออีกทอดหนึ่ง เป็นอันเสร็จพิธีนำศพลงโลง

เมื่อครบกำหนดได้ฤกษ์วันฌาปนกิจศพหรือวันเผา จะมีพิธีนำศพออกจากบ้านหรือวัด โดยเริ่มจากการสวดถอน พวกเขาจะนิมนต์พระสงฆ์มาสวดถอนศพออกจากบ้านหรือวัด เพื่อนำไปไว้บริเวณป่าช้า เมื่อเดินศพถึงป่าช้าแล้ว สัปเหร่อจะมีหน้าที่ ‘ซื้อที่ป่าช้า’ โดยใช้กระทง อันประกอบด้วย ข้าวเปล่าปั้นเป็นก้อน กล้วย น้ำเปล่า และเงินหนึ่งบาท เพื่อไหว้พระแม่ธรณีขอซื้อที่บริเวณป่าช้านั้น จากนั้นจะนำศพไปตั้งบริเวณเชิงตะกอนหรือเมรุเผาศพ เมื่อถึงเวลาประมาณ 15.00 น. การถวายผ้าบังสุกุลจะเริ่มต้นขึ้น ตามด้วยการเผาศพให้มอดไหม้

วัตถุประสงค์ของการการตั้งศพบำเพ็ญกุศลคือเพื่อให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่เข้าใกล้ความตายมากขึ้นจากการทำ ‘อสุภกรรมฐาน’ หรือการพิจารณาซากศพที่ค่อยๆ เน่าเปื่อยลงเรื่อยๆ เพื่อให้ตระหนักถึงความไม่เที่ยงแท้ของสังขาร ดังที่หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องเล่าว่าพระพุทธเจ้ารับสั่งให้นำศพของนางคณิกาที่งดงามที่สุดในแผ่นดิน มาตั้งแสดงให้คนที่เดินผ่านไปมาได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอันไม่งดงามของร่างกาย ซึ่งไม่ว่าใครก็หลีกหนีไม่พ้น การสวดอภิธรรมก็เช่นเดียวกัน เป็นการสวดเพื่อสอนคนเป็น ให้พิจารณามรณานุสติกัมมัฏฐาน หรือการระลึกถึงความตาย ไม่ได้สวดให้แก่คนตายแต่อย่างใด และการทอดผ้าบังสุกุล ก็มีจุดประสงค์ชัดเจน คือผ้าห่อศพ เพื่อให้พระสงฆ์ได้พิจารณาเจริญอสุภกรรมฐาน

ทว่าในปัจจุบัน ทุกอย่างดูจะตรงข้ามกันกับความเรียบง่ายและวัตถุประสงค์ของงานในอดีต ทุกวันนี้พิธีการจัดการศพคนตายกลายเป็นธุรกิจ เริ่มตั้งแต่เมื่อตายก็ต้องฉีดยากันเน่าเสีย บรรจุลงหีบโลงที่มีลวดลายสวยงามและภายในติดตั้งระบบทำความเย็น การสวดอภิธรรมกลายเป็นแค่พิธีกรรมหนึ่งเท่านั้น เพราะบทสวดเป็นภาษาบาลีที่คนส่วนมากไม่เข้าใจคำแปล บางคนถึงขั้นเข้าใจผิดคิดว่าเป็นการสวดให้คนตาย ส่วนการบังสุกุลก็มีรายละเอียดยิบย่อยมากขึ้น เช่น การลาดภูษาโยง การพิจารณาว่าจะใช้ผ้าผืนละกี่ร้อย หรือแขกผู้มีเกียรติคนใดจะเป็นผู้ทอดผ้าบังสุกุลบ้าง เป็นต้น

ทั้งนี้ ไม่ได้จะกล่าวว่าชีวิตสมัยก่อนงดงามเพราะความไม่ฟุ้งเฟ้อ พิธีศพในสมัยปัจจุบันก็มีข้อดีบางประการ เช่น การฉีดฟอร์มาลีนหรือนวัตกรรมโลงเย็น ที่นอกจากชะลอการเน่าเสียของศพได้แล้ว ยังช่วยป้องกันมลพิษทางกลิ่นและเชื้อโรคจากศพที่เริ่มเน่า เพียงแต่ผู้เขียนต้องการจะสื่อว่าคนสมัยก่อนเท่าทันความไม่งดงามของชีวิตมากกว่าสมัยนี้ เพราะพิธีศพในปัจจุบัน นอกจากจะยุ่งยากและมีพิธีรีตองมากขึ้นแล้ว ยังทำให้เราห่างไกลจากความตายมากขึ้นอีกด้วย

ความเชื่อเรื่องโลกหลังความตาย – ค่าใช้จ่ายในพิธีงานศพที่มากขึ้น

จากพิธีกรรมเกี่ยวกับการตายที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์ต่างก็สะท้อนถึงความเชื่อของการจัดการให้ผู้ตายได้ไปอยู่ในโลกหน้าหรือสวรรค์อย่างดีที่สุดเท่าที่โอกาสและฐานะของญาติมิตรจะทำได้

แม้ค่าใช้จ่ายนับตั้งแต่ร่างกายกลายเป็นศพ พระสวดอภิธรรม ตั้งบำเพ็ญกุศล ไปจนถึงการฌาปนกิจศพ จะรวมเป็นเงินจำนวนมากแล้ว แต่ใช่ว่าค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพจะหยุดลงเพียงเท่านั้น เพราะยังมีพิธีการทำบุญศพ 7 วัน 50 วัน และ 100 วันคอยท่าอยู่อีก การทำบุญที่ผูกติดกับความเชื่อเรื่องโลกหลังความตายอย่างเหนียวแน่นนี้ ตามคติที่สืบทอดกันมากล่าวว่า ช่วง 7 วัน คือช่วงที่ผู้ล่วงลับยังวนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์ ส่วนครบรอบ 50 วัน คือช่วงที่ผู้ล่วงลับกำลังรอคอยการพิพากษาจากพญายมราชในยมโลก และ 100 วัน คือช่วงที่ได้รับการพิพากษาว่าจะถูกส่งไปเกิดเป็นอะไร เช่น เกิดเป็นสัตว์นรก เปรต มนุษย์ เทวดา เป็นต้น

ทว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนตายไปแล้วจะเกิดเป็นอะไร แต่อยู่ตรงคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะทุกพิธีกรรมล้วนมีค่าใช้จ่าย จากประสบการณ์การจัดงานศพให้ผู้เป็นแม่และลูกชาย คุณจันทร์เพ็ญ ยมเกิด วัย 54 ปี ให้สัมภาษณ์ว่า “ถ้ารวมตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลจนถึงวันเผา ค่าใช้จ่ายในงานศพลูกชายจะประมาณ 45,000 บาท ส่วนงานศพแม่ เขาเป็นคนแก่ เขาแก่ตาย ก็จะจัดงานให้สมวัยวุฒิเขาหน่อย น่าจะราวๆ 70,000 บาท นี่ไม่นับรวมทำบุญครบรอบนะ…”

คุณจันทร์เพ็ญอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในงานศพให้ฟังว่า ตั้งแต่ผู้ตายเสียชีวิตที่โรงพยาบาล จะมีค่าจ้างในการนำศพผู้ตายกลับมาทำพิธีที่บ้าน มีค่าโลงศพ 7,500 บาท (ราคาเมื่อปี 2554) อย่างกรณีของงานศพลูกชายเธอ โลงศพต้องสั่งทำขนาดพิเศษโดยต่อความยาวของโลง เพราะลูกชายเป็นคนรูปร่างสูง การสวดอภิธรรมศพมีด้วยกัน 3 คืน คืนละ 10,000 บาท วันเผาจะมีค่าผ้าไตร ผ้าบังสุกุล ค่าปัจจัยถวายพระสงฆ์ ค่าเครื่องดื่มและอาหารว่างสำหรับผู้มาร่วมงาน รวมเบ็ดเสร็จราว 45,000 บาท

เมื่อถึงเวลาทำบุญครบรอบ 7 วัน จะมีค่าใช้จ่ายเงินประมาณ 10,000 บาท เมื่อถึงวันทำบุญครบรอบ 50 วันก็จะมีเครื่องไทยธรรม (วัตถุทานแด่พระสงฆ์) เพิ่มขึ้นมา จึงสนนราคาประมาณ 20,000 บาท ส่วนการทำบุญครบรอบวันตาย 100 วัน ถือเป็นการทำบุญใหญ่ให้ผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย ราคาเริ่มต้นประมาณ 20,000 บาทขึ้นไป เนื่องจากต้องเพิ่มเครื่องไทยธรรมให้เป็นชุดใหญ่ เช่น ตุงเงิน ตุงทอง ตั่งเตียง เครื่องครัว บ้านจำลอง และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และหากผู้ตายเป็นเพศชายที่ยังไม่ได้บวช ก็จะมีค่าเครื่องบวชเพิ่มเข้ามาอีก เพื่อนำไปซื้อบาตร และผ้าไตรจีวร เป็นต้น

ในขณะที่งานพิธีศพแม่ของเธอมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าของลูกชายมาก เพราะพี่น้องเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดให้สมเกียรติแม่ ซึ่งมีลูกหลานและคนรู้จักนับถือมากมายในหมู่บ้าน โลงศพจะต้องเป็นแบบปราสาท ราคา 9,500 บาท (ราคาเมื่อปี 2552 ปัจจุบันราคาสูงสุดราวหลักแสนบาท) ตั้งศพบำเพ็ญกุศลสวดอภิธรรม 5 คืน ส่วนการทำบุญครบรอบ 7 วัน 50 วัน และ 100 วัน ค่าใช้จ่ายก็ไม่ต่างจากที่เธอได้จัดงานให้ลูกชายมากนัก

โลกปัจจุบันได้แยกชีวิตและความตายออกจากกัน การจัดการศพมีสูตรตายตัวไม่เหมือนดังเช่นในอดีต กลายเป็นว่าทำพิธีศพของไทยทุกวันนี้ จัดขึ้นเพื่อเสริมเกียรติทั้งของผู้ตายและญาติของผู้ตายมากกว่า ตั้งแต่มนุษย์ตายกลายเป็นศพ ไปจนถึงงานบำเพ็ญกุศลครั้งสุดท้าย สรุปรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแลเห็นจะเป็นแสนได้

สุดท้ายแล้ว อยากฝากไว้ให้ขบคิดกันว่า งานศพจำเป็นจะต้องเป็นพิธีที่ต้องเสียเงินกันมาถึงขนาดนี้เชียวหรือ ในเมื่อวัตถุประสงค์หลักของการจัดงานคือ เพื่อให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ตระหนักว่าการตายเป็นเรื่องธรรมชาติ และบุญใครกรรมมัน โอนให้กันไม่ได้ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า


ผู้ให้ข้อมูล

นายพันธวัช เนื่องวัง มัคนายกและสัปเหร่อประจำวัดบ้านแม่พะยวบ อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก

นางสาวจันทร์เพ็ญ ยมเกิด

ที่มาและเอกสารอ้างอิง

ชีวิตและความตาย ในสังคมสมัยใหม่ โดย พระไพศาล วิสาโล, สุลักษณ์ ศิวรักษ์, นิธิ เอียวศรีวงศ์, พรทิพย์ โรจนสุนันท์ และ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

การตายและพิธีการทำบุญศพ โดย ธีรานันโท

ความรู้และคติธรรมในงานบำเพ็ญกุศลงานศพ โดย สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ธุรกิจงานศพ โดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม

พิธีกรรมเกี่ยวกับการตายในประเทศไทย โดย ปรานี วงษ์เทศ

พิธีงานศพ

พิธีงานศพ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...