โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘สหพัฒนพิบูล’ (SPC) พร้อม มุ่งสู่องค์กรแห่งความยั่งยืน สร้าง VIBES ให้สนุก ทัชใจคนรุ่นใหม่

The Better

อัพเดต 31 ต.ค. 2567 เวลา 03.12 น. • เผยแพร่ 31 ต.ค. 2567 เวลา 03.10 น. • THE BETTER
‘สหพัฒนพิบูล’ (SPC) กับ ‘วิธีคิด’ ผู้บริหารเจนฯใหม่ ผ่านกลยุทธ์การตลาดขับเคลื่อนธุรกิจให้เข้าถึงใจผู้บริโภคทุกกลุ่ม พร้อมส่งต่อแบรนด์สู่องค์กรแห่งความยั่งยืน

‘สหพัฒนพิบูล’ (SPC) บริษัทจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยกับ ‘วิธีคิด’ ผู้บริหารเจนฯใหม่ ผ่านกลยุทธ์การตลาดขับเคลื่อนธุรกิจให้เข้าถึงใจผู้บริโภคทุกกลุ่ม พร้อมส่งต่อแบรนด์สู่องค์กรแห่งความยั่งยืน

ด้วยมุมมองสะท้อนผ่าน ‘คุณเพชร พะเนียงเวทย์’ กรรมการบริษัท และผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC ได้บอกเล่าเรื่องราวและก้าวต่อไปของ ‘สหพัฒนพิบูล’ ต่อแนวคิดการทำงานในฐานะหนึ่งใน ‘Key Person’ ผู้บริหารรุ่นใหม่ขององค์กร

คุณเพชร เกริ่นถึงแนวทางการดำเนินงานของ ‘สหพัฒนพิบูล’ ในปัจจุบัน ได้มีการปรับโครงสร้างการบริหารองค์กรครั้งใหญ่ไปตั้งแต่ ปี 2554 พร้อมได้ Management Team รุ่นใหม่จาก 3 ส่วนงาน ได้แก่ การขนส่ง (Logistics) การสื่อสาร (Communication) และการผลิต (Production) มาร่วมวางแผนการบริหารธุรกิจให้มีความคล่องตัว ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค

พร้อมขยายภาพให้เห็นชัดว่า “โครงสร้างสหพัฒนพิบูลปัจจุบัน เปลี่ยนผ่านสู่ผู้บริหารเจนเนอเรชั่นสามของสหพัฒนพิบูล และเจนฯสองของทีเอฟ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าไม่ต่างมากนักจากยุคคุณบุญชัย โชควัฒนา ในฐานะเจ้านายของคุณพ่อ (พิพัฒน์ พะเนียงเวทย์) เป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนองค์กรมาก่อนหน้า ที่ต่างยึดมั่นคุณค่าองค์กรตั้งแต่แรกเริ่ม คือ ความซื่อสัตย์ ในการดำเนินธุรกิจถึงในปัจจุบัน”

พร้อมขยายภาพให้เห็นชัดว่า “โครงสร้างสหพัฒนพิบูลในปัจจุบัน เปลี่ยนผ่านสู่ผู้บริหารเจนเนอเรชั่นสาม ซึ่งยังคงยึดมั่นคุณค่าองค์กรตั้งแต่แรกเริ่ม คือความซื่อสัตย์ ในการดำเนินธุรกิจ”

ตลอดสิบปีที่ผ่านมา การดำเนินงานของสหพัฒนพิบูลภายใต้ผู้บริหารเจนฯใหม่ ยังใช้จุดแข็งด้านประสบการณ์การทำงานของคนรุ่นเดิมมาผสมผสานกับแนวคิดของคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างความลงตัวให้ได้มากที่สุด

จากแนวทางดังกล่าว เป็นความท้าทายไม่ใช่น้อยสำหรับองค์กรใหญ่อย่าง ‘สหพัฒนพิบูล’ ที่ปัจจุบันมีพนักงานรวมกันไม่ต่ำกว่า 3,000 คน แบ่งเป็นฝ่ายงานสนับสนุนหลังบ้าน (Back Office) กว่า 1,500 และอีกเกือบ 1,500 คนเป็นทีมปฏิบัติการที่อยู่หน้าบ้านและทีมขายที่ทำงานให้บริการลูกค้าโดยตรง (Front Office)

คุณเพชร กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านแนวทางการบริหารจัดการ อาจยังไม่เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว ด้วยในช่วงแรก ๆ จำเป็นเก็บข้อมูลเพื่อศึกษาและเข้าใจถึงที่มาที่ไป และค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือกระทบต่อการดำเนินงานในปัจจุบัน”

เรื่อง ‘วัฒนธรรมองค์กร’ ของสหพัฒนพิบูลในปัจจุบันซึ่งมีความพร้อมมากต่อการ ‘สนับสนุน’ การทำงานทุกระดับ ตำแหน่งและหน้าที่ในสายปฏิบัติงานเสมือน ‘พี่สอนน้อง’ โดยอาศัยประสบการณ์ความเก๋าของธุรกิจที่มีอายุร่วม 8 ทศวรรษ มาถ่ายทอดให้กับคนรุ่นใหม่ที่ได้เข้ามาร่วมงานกับองค์กร

และในทางกลับกัน ‘สหพัฒนพิบูล’ ก็พร้อมที่จะ ‘รับฟัง’ ไอเดีย แนวคิดต่างๆ จากคนรุ่นใหม่เพื่อนำมาปรับใช้กับองค์กรให้มีความร่วมสมัย และยังเปิดรับผู้บริหารระดับมืออาชีพ จากภายนอกเข้ามาร่วมงานกับองค์กรในอนาคตด้วย

คุณเพชร กล่าวว่า“การเบลนด์ระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่เพื่อสร้างการทำงานให้สอดคล้องในปัจจุบัน เป็นชาเลนจ์ที่จะต้องปรับระบบการทำงานให้สอดคล้องและสื่อสารด้วยภาษาที่เข้าใจร่วมกันให้มากขึ้น”

สู่องค์กรคนรุ่นใหม่

จากการเดินทางร่วม 8 ทศวรรษของ ‘สหพัฒนพิบูล’ ถึงวันนี้ ยังสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์องค์กร (Corporate Branding) ได้เป็นอย่างดี ด้วยหากพูดถึงบุคลิกของ สหพัฒนพิบูล ก็ต้องย้อนกลับไปที่ Core Value องค์กรด้าน ‘ความซื่อสัตย์’ ที่กล่าวไว้ข้างต้น และนำมาบวกกับ คุณค่าขององค์กรที่ส่งมอบให้พนักงาน Employer Value Proposition (EVP) ที่วางไว้ 3 คุณค่าหลัก คือ ‘ความร่วมมือ ร่วมใจ’ (Collaboration) ‘รู้จริง ทำจริง เชี่ยวชาญ’ (Expertise) ‘ความภาคภูมิใจคู่สังคมไทย’ (Pride) พร้อมการทำงานด้วย ที่บ่งบอกความเป็นมืออาชีพในธุรกิจคอนซูเมอร์ โปรดักส์ที่ผู้บริโภคมั่นใจได้เป็นอย่างดี

คุณเพชร เสริมว่า จากจุดแข็งข้างต้นขององค์กร เมื่อนำมาบอกเล่าเรื่องราวร่วมกับสินค้าพระเอก ‘Hero Products’ ที่มีในกลุ่มสินค้าอุปโภคในเครือไลอ้อน อย่างผงซักฟอกเปา โชกุบุสซึ ซอลส์ หรือ กลุ่มสินค้าบริโภคเช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า น้ำแร่มองต์เฟลอ ที่ลูกค้าต่างรู้จักเป็นอย่างดีแล้ว ซึ่งจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่นำมาใช้ดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาร่วมงานกับสหพัฒนพิบูลได้ด้วยเช่นกัน

คุณเพชร เสริมว่า “ในอดีตคนหางานจากทำเลและมองที่ตึกนั้น ๆ ว่ามีบริษัทใดน่าสนใจตั้งอยู่บ้าง ก่อนตัดสินใจเลือกและส่งใบสมัครงานไป แต่ตอนนี้มีเทคโนโลยี มีอุปกรณ์ มีจีพีเอสเข้ามาช่วยให้ไม่ต้องใช้วิธีหางานแบบเดิมอีก ซึ่งจากจุดแข็งของสหพัฒน์ที่มีอยู่ ทั้งทำเลที่ตั้งอยู่บนถนนเพชรบุรี-ตัดใหม่ ชื่อเสียงองค์กร การมีรายได้และกำไร ตัวสินค้า และการให้ผลตอบแทนพนักงานที่จูงใจ ทั้งหมดจะเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาร่วมงานกับสหพัฒนพิบูลได้ด้วยเช่นกัน”

พร้อมเสริมว่า“อย่างการทำตลาดมาม่าไม่ใช่แค่เพื่อขายมาม่าเฉพาะเป็นสินค้าคอนซูเมอร์ แต่จะยังสะท้อนให้ทุกคนได้รู้จักสหพัฒนพิบูลอีกด้วย ซึ่งเราเองอยากให้คนรุ่นใหม่มีแนวคิดว่าอยากทำการตลาดให้มาม่าจัง และพร้อมจะสนุกไปกับแบรนด์ด้วยกัน ซึ่งสหพัฒนพิบูลเองก็พร้อมเวลคัม พร้อมสร้างบรรยากาศการทำงานให้คนมาทำงานด้วยแล้วมีความสุข เพราะกว่าครึ่งชีวิตของแต่ละคนต่างต้องอยู่ในที่ทำงาน”

2 สูตรย้ำแบรนด์แกร่ง ‘มาม่า’

จากแนวคิดการทำตลาดดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้ ‘มาม่า’ เป็นสินค้าที่ยังคงอยู่ในตลาดมานานถึง 53 ปี

ขณะที่ ‘คุณเพชร’ บอกว่าการจะทำแบรนด์ให้มีอิมแพ็คในตลาดและครองใจผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องใช้ ‘ความคิดสร้างสรรค์’ นอกเหนือจากสูตรการตลาดฉบับคลาสสิค 4Ps (Product, Price, Place, Promotion) ที่ปัจจุบันการตลาดสูตรนี้ได้ขยายไปอีกหลากหลาย P แล้ว

โดยในช่วงที่ผ่านมา ‘มาม่า’ ได้นำสินค้าเข้าไปมีส่วนร่วมการทำตลาดครอบคลุมในทุกกลุ่มเป้าหมายได้แล้วนอกเหนือจากนำแบรนด์เข้าไปมีส่วนร่วมกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมในโครงการ ‘สหพัฒน์แอดมิชชั่น’ ที่ดำเนินการถึงในปัจจุบันเป็นครั้งที่ 27 แล้ว

ช่วงกลางปีที่ผ่านมา ‘สหพัฒนพิบูล’ ยังได้ใช้แคมเปญใหญ่ในการทำตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ด้วยกลยุทธ์การตลาดผ่านดนตรี (MAMA Music Marketing) ผ่านพรีเซ็นเตอร์ กลุ่มศิลปิน ทรีแมนดาวน์( THREE MAN DOWN) ทิลลี่เบิร์ดส์ (TILLY BIRDS) และอิงค์-วรันธร เปานิล (INK WARUNTORN) ไปพร้อมกันด้วย

พร้อมขยายแนวคิดว่า ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปเข้าไปอยู่ในสื่อสังคมออนไลน์รูปแบบใหม่ ทำให้การทำตลาดมาม่าต้องปรับตัวตาม ซึ่งโจทย์ตอนนี้ของมาม่า คือ การเป็นสินค้าที่เข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่มครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งการเลือกใช้เคโอแอล (KOLs) หรือผู้มีอิทธิพล (Influencers) มาใช้ร่วมกับการสื่อสารการตลาดให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย (Target) ของแบรนด์จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

“การใช้ศิลปิน ทรีแมนดาวน์ และทริลลี่เบิร์ดส์ มาทำการตลาดร่วมกันกับมาม่าเพื่อสื่อสารไปถึงผู้บริโภคในวงกว้างระดับทั่วทั้งประเทศผ่านแคมเปญ “อยากมาม่า ก็มาม่าดิ” และใช้ภาพยนต์โฆษณา ในช่องทางมีเดียดั้งเดิมทั่วไป ซึ่งแคมเปญฯนี้ได้การตอบรับดีทั้งในแง่การจดจำและการรับรู้แบรนด์มาม่า โดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัด” คุณเพชร กล่าวพร้อมเสริมว่า

ขณะที่ อิงค์-วรันธร จะเป็นตัวแทนสินค้าที่ออกมาสื่อสารกับผู้บริโภคในกรุงเทพฯ เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์มาม่า ในกลุ่มสินค้าระดับพรีเมี่ยม อย่าง MAMA OK เป็นหลัก

“การใช้พรีเซ็นเตอร์มาม่า ในครั้งนี้ให้ผลตอบรับการรับรู้สินค้าได้ตรงโจทย์กับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันตามแผนที่กำหนดไว้ทั้ง 2 ทาร์เก็ต” คุณเพชร กล่าวพร้อมเสริมว่า

อย่างไรก็ตาม มาม่าเตรียมปรับกลยุทธ์พร้อมนำข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้จากแคมเปญฯในปีนี้มาปรับใช้ในการทำตลาดสินค้าเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากสุด และนำไปสู่การสร้างยอดขาย (Conversion) ของสินค้าที่ทำตลาดออกไปโดยจะสื่อสารร่วมกับผู้บริโภคให้ตรงกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้นในปีหน้าด้วย

ไม่ว่าเศรษฐกิจแบบไหน ‘มาม่า’ ก็ขายได้

ขณะที่ปัจจุบันบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า บรรจุซอง ราคา 7 บาท ใน 3 รสชาติที่ขายดีตลอดกาล อย่าง ต้มยำกุ้ง หมูสับ และ ต้มยำกุ้งน้ำข้น ครองสัดส่วนยอดขายได้กว่า 80% ซึ่งในตลาดนี้ยังมีความน่าสนใจอีกว่า มาม่าในกลุ่มพรีเมี่ยม อย่าง มาม่าโอเคฯ ราคาซองละ 15 บาท เป็นกลุ่มสินค้าที่มียอดขายเติบโตสูงที่สุดในตอนนี้อีกด้วย

คุณเพชร บอกว่า “แนวโน้มดังกล่าว ยังลบภาพจำดัชนีเศรษฐกิจประเทศที่มักสะท้อนผ่านบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอีกด้วย จากเดิมที่มักกล่าวกันว่าหากเศรษฐกิจไม่ดีคนจะกินมาม่า ซึ่งอันที่จริงแล้วในสมัยนั้นการบริโภคบะหมี่กึ่งฯ เป็นทางเลือกของผู้คนในยุคโรงงานอุตสาหกรรมที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง แรงงานมีการสลับเปลี่ยนการเข้าทำงานตามกะเวลา และเมื่อเลิกงานยามค่ำคืนร้านอาหารมักปิดหมดแล้ว”

ขณะที่ตัวเลือกของกินใน ‘หนึ่งอิ่ม’ ที่เข้ามาแก้หิวได้สะดวกที่สุดในเวลานั้น คือ ‘มาม่า’ ที่ต่อมาชื่อแบรนด์ได้กลายมาเป็นคำสามัญ (Generic Name) ของบะหมี่กึ่งฯ ในปัจจุบันซึ่งมีสินค้าหลากหลายทั้งรสชาติและระดับราคาที่กว้างมาก ตั้งแต่ซองละ 7 บาท ไปจนถึง 60 และ 70 บาทไปแล้ว โดยมีมูลค่าตลาดรวมบะหมี่กึ่งฯอยู่ที่ราวสองหมื่นล้านบาท

เสริมแกร่ง มุ่งสู่องค์กร 100 ปี

คุณเพชร กล่าวว่า นอกจากแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่างทีมบริหารเจนฯใหม่ของสหพัฒนพิบูล ที่กล่าวไว้ข้างต้น ไปพร้อมกับการขับเคลื่อนการทำตลาดผ่านสินค้าเรือธง ‘มาม่า’ พร้อมใช้เครื่องมือสำคัญในการส่งผ่านความแข็งแกร่งของแบรนด์องค์กร ที่จะสื่อสารกับผู้คนภายนอกด้วยโลโก้ (Logo) ของสหพัฒนพิบูลในปัจจุบัน ที่ใช้ตัวย่อภาษาอังกฤษ ‘SPC’ (SAHAPAT) ซึ่งสะท้อนวิถีการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ประกอบเป็นค่านิยมองค์กร (Core Value) อย่างชัดเจน ดังนี้

  • อักษรตัว S (Social Responsibility) รับผิดชอบต่อสังคม
  • วงกลมสามมิติ (Advancement) พัฒนาไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง
  • การรวมตัวแบบหยิน-หยาง (Harmony) รวมพลังด้วยความสามัคคี
  • สีแดง (Passion for Excellence) ความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ
  • สี่เหลี่ยม (Truthfulness) องค์กรคนดีที่ซื่อสัตย์และยุติธรรม

“สัญลักษณ์สหพัฒนพิบูล หรือ SPC ที่ภายนอกเป็นวงกลมยังต้องการสื่อสารถึงความไม่มีเหลี่ยมมุมใด ๆ กับผู้คนรอบนอก ส่วนรูปสี่เหลี่ยมภายในสะท้อนถึงรูปแบบการทำงานขององค์กรที่มีระเบียบ กฎเกณฑ์ ใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกัน” คุณเพชร อธิบายเสริม พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า

ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมเพื่อส่งต่อให้สหพัฒนพิบูลในอีก 18 ปีข้างหน้า ธุรกิจจะมีอายุครบในปีที่100 ในฐานะบริษัทดิสตริบิวเตอร์ของคนไทยที่แข็งแกร่ง และพร้อมมีส่วนร่วมสำคัญในการอยู่คู่กับสังคมไทยต่อไปในอนาคตอย่างยั่งยืนด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...