โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

Frank Darabont ผู้กำกับ 'The Shawshank Redemption' หวนกำกับ 'Stranger Things' ซีซัน 5 หลังเว้นวรรคนาน 11 ปี

BT Beartai

อัพเดต 03 ต.ค. 2567 เวลา 05.00 น. • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2567 เวลา 15.22 น.
Frank Darabont ผู้กำกับ 'The Shawshank Redemption' หวนกำกับ 'Stranger Things' ซีซัน 5 หลังเว้นวรรคนาน 11 ปี

เชื่อว่าแฟน ๆ น่าจะยังคงรอคอยพบกับบทสรุปของโลกกลับด้าน และเรื่องราวของเด็ก ๆ ชาวเมืองฮอว์กกินส์ในซีซันสุดท้ายของซีรีส์ ‘Stranger Things’ ซีซันที่ 5 ซึ่งในขณะนี้ก็ยังคงอยู่ในขั้นตอนการผลิต และจะออกฉายให้รับชมพร้อมกันทาง Netflix ในปี 2025 แน่นอนว่าตอนนี้ยังไม่มีข่าวความคืบหน้าอะไรมากกว่านี้ แต่ก็มีข่าวดีที่แฟนหนังน่าจะดีใจไม่น้อย เพราะซีซันสุดท้ายนี้ นอกจากพี่น้องดัฟเฟอร์ (Duffer Brothers) ครีเอเตอร์ของซีรีส์จะลงมือกำกับเองแล้ว

ทั้งคู่ยังชักชวนผู้กำกับระดับตำนาน แฟรงก์ ดาราบอนต์ (Frank Darabont) ผู้กำกับที่มีผลงานกำกับหนังยาวตลอดชีวิตเพียง 4 เรื่อง แต่เป็นหนังที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดของหนังสร้างความหวังและแรงบันดาลใจให้ผู้ชม ได้แก่ ‘The Shawshank Redemption’ (1994), ‘The Green Mile’ (1999), ‘The Majestic’ (2001), ‘The Mist’ (2007) รวมทั้งซีรีส์ ‘The Walking Dead’ (2010–2011) มาร่วมกำกับในซีซันสุดท้าย หลังจากที่ห่างหายจากฮอลลีวูดไปนานถึง 11 ปี

ดาราบอนต์ได้ให้สัมภาษณ์กับ The Daily Beast ซึ่งนอกจากเขาจะเล่าถึงปรากฏการณ์หนังน้ำดีที่เจ๊งตอนฉายแถมชวดออสการ์อย่าง ‘The Shawshank Redemption’ แล้ว ผู้กำกับวัย 65 ปียังเปิดเผยเป็นครั้งแรกด้วยว่า เขาตัดสินใจตอบรับคำเชิญของพี่น้องดัฟเฟอร์ ยอมหวนกลับมาทำงานกำกับ 2 ตอน ในซีซันสุดท้ายของซีรีส์ เหตุผลง่าย ๆ ที่ทำให้เขายอมกลับมาหลังจากห่างหายจากอาชีพนี้ไปนานนับทศวรรษก็คือ ความประทับใจของเขาและภรรยาที่มีต่อเนื้อหาใน ‘Stranger Things’

Stranger Things

“สิ่งที่ทำให้ผมยอมออกมาจากการเกษียณจริง ๆ ก็เป็นเพราะว่าผมกับภรรยารักซีรีส์เรื่องนี้มาก ๆ ครับ คือด้วยความที่เนื้อหาในปัจจุบันมันเต็มไปด้วยเรื่องราวของคนที่ทำสิ่งเลวร้ายด้วยเหตุผลที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว แต่ ‘Stranger Things’ กลับเป็นเนื้อหาที่มีหัวใจมาก ๆ และความรู้สึกที่เป็นบวกเหล่านั้นคือสิ่งที่ผมรู้สึกได้จากซีรีส์เรื่องนี้จริง ๆ”

ด้วยความที่ดาราบอนต์นั้นเป็นแฟนตัวยงหนังสือนิยายของ สตีเฟน คิง (Stephen King) หลังจากที่เขาทำงานเป็นผู้ช่วยในฝ่ายโปรดักชันมานาน เขาจึงเริ่มต้นส่งจดหมายขออนุญาตดัดแปลงเรื่องสั้นของคิงเรื่อง ‘The Woman in the Room’ เป็นหนังสั้นในปี 1983 ซึ่งคิงได้ขายสิทธิ์ดัดแปลงบทให้เขาในราคา 1 เหรียญ เพื่อสนับสนุนคนทำหนังหน้าใหม่นำบทประพันธ์ของเขาไปทำเป็นหนังที่ไม่มีจุดประสงค์ในการแสวงหากำไรได้

จนเมื่อเวลาผ่านมาหลายปี ดาราบอนต์ที่เริ่มมีงานในฐานะคนเขียนบทหนัง ได้กลับมาขอซื้อสิทธิ์ดัดแปลงเรื่องสั้น ‘Rita Hayworth and Shawshank Redemption’ ให้กลายเป็นบทหนังยาว คิงที่ได้ชม ‘The Woman in the Room’ ผ่านม้วนเทป VHS และชื่นชอบผลงานของเขา จึงยินยอมขายสิทธิ์ให้ในราคาเพียง 5,000 เหรียญ เพราะเขามองว่าเรื่องสั้นดราม่าที่หลุดธีมงานสยองขวัญของเขาเรื่องนี้ดูไม่น่าจะมีศักยภาพในการดัดแปลงเป็นหนัง และอาจจะไม่ประสบความสำเร็จในวงกว้าง

หลังจากใช้เวลา 8 สัปดาห์ในการดัดแปลงบท ดาราบอนด์ได้ส่งบทไปยัง Castle Rock Entertainment เนื่องจากผู้ก่อตั้งอย่าง ร็อบ ไรเนอร์ (Rob Reiner) เคยดัดแปลงเรื่องสั้นอีกเรื่องของคิงอย่าง ‘Stand by Me’ (1986) จนประสบความสำเร็จแล้ว จนกระทั่ง ลิซ กลอตเซอร์ (Liz Glotzer) ผู้บริหารสตูดิโอในขณะนั้นได้อ่านบทและยืนยันว่าจะต้องเอาบทหนังเรื่องนี้ไปทำเป็นหนัง ถึงขั้นยื่นคำขาดว่าจะขอลาออก จนกระทั่งไรเนอร์ได้ซื้อบทมากำกับเองและวางตัวให้ ทอม ครูซ (Tom Cruise) มารับบท แอนดี ดูเฟรน เจ้าหน้าที่ธนาคารที่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาฆาตกรรมภรรยา

แต่สุดท้ายดาราบอนต์ก็ปฏิเสธและขอลงมือกำกับด้วยตัวเอง ก่อนจะได้นักแสดงชื่อดังทั้ง ทิม ร็อบบินส์ (Tim Robbins) มารับบทเป็น แอนดี ดูเฟรน และ มอร์แกน ฟรีแมน (Morgan Freeman) มารับบท เอลลิส บอยด์ เรดดิง หรือ เรด นักโทษรุ่นพี่ที่กลายมาเป็นเพื่อนหลังกำแพงของแอนดีในเวลาต่อมา

แม้ ‘The Shawshank Redemption’ จะเป็นหนังที่ได้รับการยกย่องมาทุกยุคทุกสมัยว่าเป็นหนังที่สร้างแรงบันดาลใจและความหวังให้แก่ผู้ชม แต่ตอนฉาย หนังเรื่องนี้ก็อยู่ในฐานะที่ไม่ประสบความสำเร็จเอาเสียเลยในเชิงพาณิชย์ ทำรายได้ 73 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 25 ล้านเหรียญ และแม้ว่าจะได้เข้าชิงรางวัลออสการ์มากถึง 7 สาขา แต่กลับไม่ได้รางวัลกลับบ้านเลยแม้แต่สาขาเดียว (สาเหตุหนึ่งก็เพราะ 1994 เป็นปีที่ฮอลลีวูดมีหนังคุณภาพแข็ง ๆ ออกมาเยอะมากด้วย)

The Shawshank Redemption Frank Darabont

ดาราบอนต์ได้มีโอกาสพูดถึงปัจจัยที่เขาคิดว่าเป็นตัวที่ทำให้ ‘The Shawshank Redemption’ ยังคงมีผู้ชมอยู่เรื่อย ๆ แม้จะผ่านเวลามากว่า 30 ปีแล้วก็ตาม

“คือการเปิดตัวครั้งแรกตอนปี 1994 มันก็ไม่ได้ถือว่าประสบความสำเร็จอะไรนะครับ จริง ๆ แล้วผมก็ไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นความสำเร็จด้วยซ้ำ มันออกจะเป็นความล้มเหลวนิดหน่อยด้วยล่ะ แต่มันกลับกลายเป็นวิดีโอหนังที่ถูกเช่ามากที่สุดในปี 1995 ผมคิดว่ามันเป็นเพราะหลายเหตุผล หลัก ๆ ก็คือการที่หนังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 7 รางวัล แต่เราก็ไม่ได้อะไรสักรางวัลเลย แต่มันก็ทำให้ผู้คนสนใจหนังมากขึ้น”

“รวมทั้งการฉายในเคเบิลทีวีอย่างต่อเนื่อง มันทำให้หนังอยู่ในสถานะเดียวกับ ‘The Wizard of Oz’ (1939) หรือ ‘Casablanca’ (1942) ไม่ใช่ในแง่ของคุณภาพนะ แต่พอหนังมันได้ฉายออกทางทีวีบ่อย ๆ ผู้ชมก็จะค้นพบมัน และนั่นแหละคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Shawshank ซึ่งผมเองก็ยินดีมากที่มีคนชื่นชอบมากขนาดนี้”

ก่อนหน้าที่จะห่างหายไปจากฮอลลีวูด ดาราบอนต์ทิ้งท้ายการทำงานของเขาด้วยการร่วมกำกับ 3 ตอนในซีรีส์อาชญากรรมนีโอนัวร์ ‘Mob City’ (2013) ของช่อง TNT ก่อนจะถูกยกเลิกการสร้างหลังจากฉายไปได้เพียงซีซันเดียว ส่วน ‘The Mist’ ก็กลายเป็นหนังเรื่องสุดท้ายที่เขากำกับในตอนนั้น (เท่ากับว่าเขาไม่ได้กำกับหนังยาวอีกเลยมานานกว่า 17 ปี) และหลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้กลับมาทำงานกำกับให้หนังหรือซีรีส์เรื่องไหนอีกเลย จนทำให้หลายคนมองว่าเขาอาจจะตั้งใจเกษียณจากงานกำกับไปแล้วหรือไม่

และเมื่อดาราบอนต์ยอมกลับมานั่งเก้าอี้ผู้กำกับซีรีส์ ‘Stranger Things’ สิ่งที่หลายคนสงสัยก็คือ นี่จะเป็นการหันกลับมาสานต่องานถนัดของเขาแบบเต็มตัวต่อไปในอนาคตหรือไม่

“ใครจะไปรู้ล่ะครับ ? คือตัวผมเองไม่ได้คิดถึงเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ สักเท่าไหร่ แต่ผมคิดถึงการได้อยู่ในกองถ่ายกับคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มากกว่า มันอาจจะเกิดขึ้นและจบลงภายในครั้งนี้ครั้งเดียวเลยก็ได้นะ ก็คงต้องรอดูกันต่อไป”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...