โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เจาะลึก “Music IP” Key Driver ดันมูลค่า อุตสาหกรรมเพลง โต

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 ต.ค. 2567 เวลา 16.01 น. • เผยแพร่ 11 ต.ค. 2567 เวลา 09.01 น.

จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ คาด "อุตสาหกรรมเพลง" กำลังเข้าสู่ยุค Music Second Wave Boom ปี 2566 ทั่วโลกโต 10.2% รายได้ดิจิทัลสตรีมมิ่งครองตลาด 67.3% คาดปี 2573 โตอีก 3 เท่า แตะ 4.6 ล้านล้านบาท Music IP แรงหนุนสำคัญดันค่ายเพลงโต

บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ชี้ Music IP Key Driver ผลักดันมูลค่าอุตสาหกรรมเพลงให้เติบโต โดยระบุว่า อุตสาหกรรมเพลง เป็นหนึ่งใน hidden gem ที่กำลังเติบโต หลังจากการเข้าสู่ยุค Digital ส่งผลให้ธุรกิจเพลงมีรายได้จากช่องทาง Digital Music กลับขยับขึ้นมากลายเป็น 80% จากเดิมมีสัดส่วนเพียง 20%

หากดูจากการเติบโตของ Music Steaming Platform จะเห็นว่าปี 2566 อุตสาหกรรมเพลงทั่วโลกเติบโตขึ้น 10.2% ทำให้ตลาดมีมูลค่าถึง 28.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 จากภาพรวมสะท้อนให้เห็นว่ารายได้ในส่วนดิจิทัลสตรีมมิ่ง (Digital Streaming) เป็นรายได้ส่วนใหญ่ของตลาด มีสัดส่วนถึง 67.3% คิดเป็นรายได้ 680,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 10.4%

ในแง่ของบัญชีผู้ใช้งานดิจิทัลสตรีมมิ่งที่ยอมจ่ายเงิน Subscript บนแพลตฟอร์ม (Paid Subscription) อยู่ที่ 667 ล้านคนทั่วโลก เติบโตขึ้น 11.2% ซึ่งคิดเป็น 48.9% ของตลาดโลก และหากรวมรายได้ของฝั่งผู้ผลิตที่เป็นค่ายเพลงต่างๆ มูลค่าจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท

ขณะที่ Goldman Sachs ได้มีการคาดการณ์ว่าตลาดเพลงในปี 2573 จะสามารถเติบโตขึ้นได้อีก 3 เท่า ซึ่งมีโอกาสที่ตลาดจะมีมูลค่ามากถึง 4.6 ล้านล้านบาท

โดย ดิจิทัลสตรีมมิ่ง เป็นแพลตฟอร์มที่คนทั่วโลกนิยมใช้ฟังเพลงมากที่สุด ซึ่งในปัจจุบัน Streaming Platform ต่างๆ มียอดจำนวนผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก เช่น

  • Spotify มีผู้ใช้งาน 615 ล้านราย
  • YouTube มีผู้ใช้งาน 868 ล้านราย
  • Apple Music มีผู้ใช้งาน 93 ล้านราย
  • QQ Music และ JOOX ของ TME มีผู้ใช้งาน 900 ล้านราย

ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า ยอด Subscription ของ Platform ต่างๆ นั้นจะสามารถเติบโตได้อีกถึง 3 เท่าตัว โดยเฉพาะประเทศไทยที่มียอดการเติบโตของ Subscription ของ YouTube เร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชีย สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสสำคัญที่ค่ายเพลง และ แพลตฟอร์ม มีโอกาสที่จะเติบโตไปกับกระแสดิจิทัลสตรีมมิ่งถือเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า อุตสาหกรรมเพลงกำลังเข้าสู่ยุค Music Second Wave Boom เนื่องจากเพราะว่ายอดรายได้รวมของอุตสาหกรรมเพลงทั่วโลกได้ทะลุถึงจุดสูงสุดที่เคยทำได้มาแล้ว

ทั้งนี้ ธุรกิจค่ายเพลงและธุรกิจแพลตฟอร์มนั้นเป็นส่วนประกอบสำคัญที่เป็นหัวใจหลักที่ทำให้อุตสาหกรรมเพลง ผลประกอบการของค่ายเพลงระดับโลกที่ผ่านมา อย่าง

  • Universal Music Group ค่ายเพลงใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา มีรายได้ 429,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อน 7%
  • YG Entertainment ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ของเกาหลี มีรายได้ 14,700 ล้านบาท เติบโตจาก ปีก่อน 45%
  • และGMM Music ค่ายเพลงส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในไทย มีรายได้ 3,913 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อน 27%

โดยค่ายเพลงในฝั่งเอเชียมีอัตราการเติบโตขึ้นประมาณ 2-3 เท่าตัว เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่ธุรกิจดิจิทัลสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มเริ่มเข้ามามีบทบาท

อะไรคือปัจจัยดันค่ายเพลงเติบโตในยุคดิจิทัลมิวสิค

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ค่ายเพลงเติบโตในยุคดิจิทัลมิวสิค (Digital Music) คือ ทรัพย์สินทางดนตรี (Music IP : Music Intellectual Property) คือ สิทธิ์ หรือ ลิขสิทธิ์ในคอนเทนต์เพลง โดยบริษัทที่จะมี Music IP คือ บริษัทที่โฟกัสในธุรกิจเพลงและมี Music IP จำนวนมาก หรือที่เรียกว่า Music Pure Play Business ซึ่ง Music IP เหล่านี้จะเกิดขึ้นจากการมีศิลปินและก็มีค่ายเพลงต่างๆในมือ

ยกตัวอย่าง GMM Music ในฐานะบริษัทที่มีความแข็งแรงด้านคลังทรัพย์สินทางดนตรีของไทย ประกอบกับการมี Music Infrastructure ครบวงจรที่สุดในไทย

ซึ่งการวางจุดยืนของ GMM Music นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การดูแลค่ายย่อย ผลิตเพลงป้อนงานให้กับศิลปิน แต่ยังนำเนื้อหาต่างๆที่ได้จากตัวศิลปินหรือทรัพย์สินทางดนตรี ( Music IP : Music Intellectual Property) ต่างๆ มาบริหารจัดการหารายได้ผ่าน Video และ Audio Music Streaming

ซึ่งเป็นจุดแข็งเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่ทำให้ค่ายเพลง มีรายได้เข้ามาแบบต่อเนื่อง (Recurring Income) และเป็นรายได้ที่สามารถเกิดขึ้นต่อเนื่องได้ยาวนานเป็นหลายสิบปีจากทรัพย์สินทางดนตรี (Music IP : Music Intellectual Property) โดยไม่ต้องลงทุนผลิตคอนเทนต์ใหม่

ความแข็งแกร่งของ GMM Music ทำให้บริษัท เทนเซ็นต์ โฮลดิ้ง ลิมิเตท ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มจากจีน เล็งเห็นโอกาสโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย

โดยที่ผ่านมาด้วยจุดเด่นทางธุรกิจและการเติบโตของอุตสาหกรรมเพลงทำให้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เทนเซ็นต์ มิวสิค ได้เข้าไปลงทุนในบริษัทเพลงต่างๆ ที่มีศักยภาพทั่วโลกยกตัวอย่างเช่น Universal Music Group ที่เทนเซ็นต์เข้าไปซื้อหุ้นครั้งแรกในปี 2562 ปี 2566 มีการลงทุนเพิ่ม ปัจจุบัน เทนเซ็นต์ เข้าไปถือหุ้น Universal Music Group มากถึง 20%

+นอกจากนี้เทนเซ็นต์ มิวสิค เอ็นเตอร์เทนเมนต์ กรุ๊ป และเทนเซ็นต์ โฮลดิ้ง ลิมิเตท เข้าร่วมลงทุนเชิงกลยุทธ์ในบริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ในสัดส่วนหุ้น 10% คิดเป็นมูลค่าบริษัทรวม 25,700 ล้านบาท +

ถือเป็นการส่งเสริมการเติบโตของ New Music Economy ไทย ผ่านการขยายธุรกิจ การกระตุ้นการเติบโต การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับพันธมิตรระดับโลก และการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเพลงในรูปแบบใหม่ ตอบรับอนาคตของอุตสาหกรรมเพลงที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...