โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ลิขิตดุจฝัน<爱如梦>

นิยาย Dek-D

อัพเดต 19 ต.ค. 2566 เวลา 12.00 น. • เผยแพร่ 19 ต.ค. 2566 เวลา 12.00 น. • G.lina
เมื่อสหายที่เคยคิดว่ารักใคร่ดุจพี่น้องใช้วิชามารขโมยชะตาชีวิตไปเพราะความเห็นแก่ตัว นางซึ่งกลายเป็นผู้ที่ต้องไปอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุดอย่างไร้ความยุติธรรม…ก็จะสานฝันเย้ยชีวิตเพื่อรอวันเวลาขอชะตาคืน

ข้อมูลเบื้องต้น

ข้อมูลเบื้องต้น

….โยวโหย่ว….นางคณิกาดาวเด่นแห่งหอตันหยาง

ผู้ใดเยือนถึงเมืองเจวี๋ยซื่อแต่ไม่แวะเวียนมายลโฉมนางสักครั้งถือว่ามาเยือนไม่ถึง

การร่ายรำของนางชวนฝันหาชมดูได้ยาก

แต่ที่ยากกว่าคือการดีดกู่ฉินเป็นหนึ่งไม่มีสอง

คนใหญ่คนโต ผู้ดีมีเงินมากมาย บุรุษมากมาย

ล้วนยอมจ่ายเพื่อหาความสำราญจากนางสักครั้ง

หอตันหยางมีชื่อเสียงขจรขจาย ทำบุรุษมากมายเคลิ้มฝัน

ขุนนางน้อยใหญ่ คหบดีผู้ร่ำรวย ไปจนถึงคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำ

แต่ละคน…ต้องการหาวันเวลาเพื่อไปเยือนเมืองหน้าด่านทางใต้ให้ได้สักครั้ง

แม่นางโยวโหย่ว…เป็นความโกลาหลเงียบ ๆ ในหมู่บุรุษ

ร้อนถึงหูโอรสสวรรค์ที่รู้สึกว่าหอคณิกาแห่งนี้เป็นปัญหา

จึงส่งผู้ที่น่าจะเข้าใจเรื่องนี้มากที่สุดไปจัดการ

หากว่าเป็นปัญหานัก…ก็หาทางปิดหอนางโลมแห่งนี้เสียเลย!!


เป็นนิยายเขียนแบบตามใจตัวเองมากๆ ถ้านักอ่านเก่าที่ตามผลงานกันมาจะรู้ดีว่าทางเรานั้นเขียนแบบตามใจตัวเองแบบสุดๆ

อะไรที่ติเพื่อก่อขอน้อมรับและแก้ไขรวมถึงขอบคุณมากๆ ซึ่งนักอ่านที่ตามกันมาน่าจะเคยเห็นและเข้าใจ อะไรผิดเราก็ยอมรับว่าผิด แก้ไข ปรับปรุง

ส่วนใครที่เข้ามาวิจารณ์อย่างไม่สร้างสรรค์ หยาบคาบ บั่นทอนเกินไปมาก ถ้าทางเราจะมีตอบกลับไปบ้างนั้นก็อย่าว่ากันนะคะ ใจเขาใจเราเนาะ

เหตุผลของคนเราต่างกัน นิ้วมือของคนเราไม่เท่ากัน จึงไม่แปลกหากกระบวนการทางความคิด วุฒิภาวะจะแตกต่างกัน เราจึงเข้าใจและบอกเสมอว่า การชอบหรือไม่ชอบนิยายเรื่องไหน เป็นเรื่องของ ‘รสนิยม’ ซึ่งไม่มีถูกไม่มีผิด


คำเตือน

นิยายเรื่องนี้ใช้เพลงกู่ฉินและสำนวนที่มีกู่ฉินมาตั้งเป็นชื่อตอน

เพียงแต่มีการตีความความหมายของเพลง ชื่อเพลง สำนวน ใหม่

ไม่ได้มีเจนตนาบิดเบือนความงดงามของวัฒนธรรมที่ดีงามแต่อย่างใด

ขอบคุณข้อมูลเบื้องต้น

**เครดิตข้อมูลจาก Youtube : Chatchol Thaikheaw**

**เครดิตข้อมูลจาก www.guqinth.wordpress.com**

**สำคัญที่สุด**

-นิยายเรื่ิองนี้เป็นจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น หลายเรื่องเป็นกฎที่ตั้งขึ้นมาเองไม่ได้อิงกับความเป็นจริงใด ๆ ถามหาตรรกะอะไรมากไม่ได้นักเป็นการแต่งเพื่อความสนุกเท่านั้น หากมีข้อสงสัยหรือติดตรงไหนสามารถสอบถามได้นะคะ

-เรื่องนี้จะจบหรือเทไม่มีใครรู้ เขียนได้ก็เขียน เขียนไม่ได้ก็หยุดตามสไตล์เรา (แต่ปกติเขียนจบตลอดนะ)

-นิยายเรื่องนี้มีการติดเหรียญอ่านล่วงหน้าบ้างบางครั้ง และการติดเหรียญล่วงหน้าไม่ได้เป็นการซื้อขาด หากปิดตอนขายแบบติดเหรียญจะต้องจ่ายซ้ำ

-สำคัญสุด เราปิดตอนเร็วมาก มากแบบมากๆๆๆๆ มากสุดดดด ถ้าวันไหนนิยายจบ ไม่คืนนั้นก็วันต่อมาเราปิดเรื่องเลย ในขณะที่เปิดฟรีต้องรีบอ่านนะคะ ถือว่าเตือนแล้วนะ!!!

-ประโยคเหล่านี้เป็นการเขียนเอาไว้ในทุกเรื่อง ไม่ดราม่าเรื่องที่เขียนให้จบค่อยมาลง ปกติเขียนวันไหนลงวันนั้นเป็นประจำอยู่แล้ว หรือ มาว่ากล่าวเรื่องเห็นแก่ตัวว่าจะลงติดเหรียญแต่ไม่จบนะคะ เพราะรู้ค่ะว่าเป็นเรื่องไม่ดี เคยพลาดมาก่อนและไม่คิดจะให้เกิดขึ้นอีกเท่านั้

ผลงานบางส่วนที่ผ่านมา

-ชัฏฏาล (พีเรียดไทย)

-มายาแค้น (ย้อนเวลาไทยแบบปัจจุบัน)

-หงส์ไม่หวน (จีนโบราณ-โรแมนติก)

-หงส์ครองมุก (จีนโบราณ-โรแมนติก)

-เป็นอนุฯสุขใจยิ่ง (จีนโบราณ-โรแมนติก)

-คุณชายเงินหนา รักข้าได้ไหม (จีนโบราณ-คอมมาดี้)

-หวนชะตาพารัก (จีนโบราณ-โรแมนติก) -

-นางร้ายด้ายแดง (จีนปัจจุบัน-โรแมนติก)

พูดคุยกันได้ที่ เพจ Facebook - Ano O Write?

https://www.facebook.com/Anothai.Pj

พูดคุยกันได้ที่ เพจ Facebook - Ano O Write?

E-book เล่ม 1 ค่ะ

http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjE1MTg2MSI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjI1ODY5NDt9

E-book เล่ม 2 ค่ะ

http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjE1MTg2MSI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjI2NDE4Njt9

คำเตือน

ผลงานเรื่อง ‘ลิขิตดุจฝัน’ เป็นลิขสิทธ์ของเจ้าของนามปากกา อโนทัย/G.Lina ห้ามผู้ใดทำซ้ำ คัดลอก ลอกเลียน ดัดแปลง ปลอมแปลง จัดเผยแพร่ จำหน่าย ให้เช่า เข้าครอบครอง เรียกดึงข้อมูล บันทึก ส่งผ่าน หรือกระทำการใดๆ เกี่ยวกับสิทธิและทรัพย์สินทางปัญญาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของนามปากกา อโนทัย/G.Lina

ซึ่งการกระทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ อันเป็นการกระทำความผิดทางอาญา ต้องได้รับโทษ ตามพระราชบัญญัติทรัพย์สินทางปัญญาฯและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเป็นการกระทำละเมิดต่อเจ้าของนามปากกา อโนทัย/G.Lina ซึ่ง เจ้าของนามปากกา อโนทัย/G.Lina สงวนสิทธิในการยับยั้งการกระทำนั้นในทันทีและจะดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้กระทำละเมิดอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น

บทนำ

บทนำ

‘…ห้ามผู้ใดนับถือหมอผีนักเวทย์

คุณไสยมนต์ดำล้วนแต่เป็นเรื่องร้ายแรงแห่งใต้หล้า

หากฝ่าฝืนต้องโทษประหารเจ็ดชั่วโคตรผู้ที่ล่วงรู้ทั้งหมดล้วนต้องถูกกำจัด…’

นางคณิกาขายศิลป์ของเมืองเจวี๋ยซื่อจะปกปิดใบหน้าไม่ให้ใครที่ไม่ได้จ่ายเงินเห็นโดยเด็ดขาด ยิ่งเห็นได้ยากก็ยิ่งเพิ่มมูลค่า…ค่าตัวเรียกได้ตามแต่ความสามารถและความยากที่จะได้พบ กฎข้อนี้จึงถูกตั้งขึ้นมาและทุกคนต้องทำตามอย่างเคร่งครัด เว้นเพียงแต่..แม่นางโยวโหย่ว..สตรีโฉมงามผู้เป็นดาวเด่นและมีค่าตัวแพงที่สุดของหอตันหยางซึ่งถูกยกให้เป็นหอคณิกาอันดับหนึ่งผู้คิดกฎเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่เคยปกปิดหน้าตา

…นางปกปิดเพียงความสามารถที่มีเท่านั้น…

แม้จะเป็นหญิงงามหาตัวจับได้ยาก…เป็นโฉมสะคราญที่ทำให้บุรุษเฝ้าฝันหา แต่นั่นเทียบไม่ได้กับฝีมือ
การบรรเลงกู่ฉินอันเป็นเครื่องดนตรีชั้นสูงที่ใช่ว่าจะสามารถหาฟังกันได้ง่าย ๆ คนที่ได้ฟังดาวเด่นผู้นี้บรรเลงแล้วครั้งหนึ่งจะไม่อาจสลัดเสียงอันไพเราะออกจากหัวได้ ดังนั้นจึงมีคนใหญ่คนโตพากันทุ่มเงินมากมายเพื่อขอให้แม่นางโยวโหย่วผู้นี้กรีดนิ้วบนกู่ฉินให้ได้ยิน

เดิมทีหอตันหยางไม่ได้มีคณิกาที่ขายศิลป์ไม่ขายตัว…ทว่าเมื่อสองปีก่อน มีเด็กสาวในวัยปักปิ่นซึ่งเป็นถึงบุตรสาวของขุนนางใหญ่แต่กลับต้องโทษร่วมมือกับกบฏโดยการโกงเงินแผ่นดินอันเป็นเหตุให้เขื่อนพังทลายคร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย เด็กสาวคนนี้จึงโชคร้ายถูกส่งมาขายไกลถึงเมืองเจวี๋ยซื่อ ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นแม่เล้าจูออกมาประกาศอยากเพิ่มความแปลกใหม่ให้กับบุรุษ จึงได้กำเนิดเกิดนางคณิกาโฉมงามขายศิลปะแต่ไม่ขายตัวเด็ดขาด

จนถึงวันนี้ชื่อเสียงของหอตันหยางขจรขจายแผ่ไพศาลทั่วทุกหัวระแหง ตั้งแต่ชนชั้นสูงจนถึงชายชั้นต่ำล้วนแต่ต้องมาเยือนด้วยกันทั้งสิ้น

บุรุษล้วนชมชอบทว่าสตรีทั่วแผ่นดินล้วนรังเกียจ มีเพียงพี่สาวน้องสาวหอมกลิ่นกรุ่นภายในหอตันหยางเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์อย่างใจนึกและอยู่อย่างสุขสบาย…ดังนั้นแล้วจะสนใจว่าใครจะไม่พอใจไปทำไมกัน?

ครั้งนี้เมืองเจวี๋ยซื่อมีโอกาสต้อนรับแขกผู้สูงศักดิ์ซึ่งถูกถีบส่งมาด้วยเหตุผลเบื้องบนอังสูงเสียดฟ้าว่า ‘องค์ชาย
คนรองของเราเหลวไหลเกินไป ดังนั้นจงใช้ความสนใจที่ถนัดลงไปตรวจสอบเรื่องหอคณิกาที่เมืองเจวี๋ยซื่อ เพราะหอโคมเขียว
แห่งนี้ทำให้ขุนนางชั้นดีลุ่มหลงไม่เป็นอันทำการทำงาน’

โอรสสวรรค์ผู้ยังไม่ได้แต่งตั้งรัชทายาท เดิมทีองค์ชายทั้งหลายต้องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเพื่อให้เป็นที่ต้องพระทัยและยินยอมยกบัลลังก์ให้…กับองค์ชายคนอื่น ๆ ละก็ใช่…แต่กับองค์ชายรองที่เกิดจากกุ้ยเฟยอันเป็นสนมชั้นเอก วันทั้งวันกลับเอาแต่เอ้อระเหยลอยชายไปมา

ความเฉลียวฉลาดขององค์ชายรองผู้นี้ฉายแววมาตั้งแต่ยังเด็ก ไม่ว่าบุ๋นหรือบู๊ล้วนแต่ชำนาญไร้ใครเทียม ทุกคนในวังต่างมองเห็นแววตาของฮ่องเต้ที่ทอดพระเนตรมององค์ชายรองเต็มไปด้วยความพึงพอใจ แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าในวันที่เด็กน้อยรู้เรื่องรู้ราวพูดได้อย่างฉะฉานกลับประกาศว่าไม่อยากได้บัลลังก์แข็ง ๆ เย็น ๆ และมีภาระมากมายต้องแบกไว้บนบ่า…เขามีความฝันว่าอยากให้คนบนบัลลังก์เลี้ยงดูมากกว่า

….ใครอยากจะแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นอะไรก็แย่งกันไป เขาไม่เกี่ยวและจะไม่เข้าข้างใครทั้งนั้น….

และถ้าผู้เป็นบิดาบีบบังคับให้เข้าร่วม…ถึงเวลานั้นตนเองจะเข็นบัลลังก์ไปสวามิภักดิ์กับคนต่างเผ่า ยอมเป็นผู้ถูกปกครองแต่จะไม่เป็นคนปกครอง

ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าใครจะพยายามเอาเรื่องความก้าวหน้าใส่หัวหรือแม้แต่ทำให้องค์ชายรองมองเห็นอำนาจอันยิ่งใหญ่เบื้องหน้าอย่างไรองค์ชายรองผู้นี้ก็ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น กินได้เท่าไรก็กิน เล่นได้เท่าไรก็เล่น สุขสำราญไปวัน ๆ ยิ่งตัวสูงเติบใหญ่มากเท่าไรก็ทำตัวเหลวไหลมากขึ้นเท่านั้น จนคนเป็นพ่อทนไม่ไหวโยนงานที่พอจะหลอกล่ออีกฝ่ายให้ขยับก้นออกจากเมืองหลวงไปหาประสบการณ์ได้บ้างให้ ไม่อย่างนั้นก็คงนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่แต่ในตำหนัก วิ่งไล่จับกับนางกำนัลจนสนมรักต้องเอาผ้าซับน้ำตาด้วยความเศร้าใจพร้อมกับโทษตนเองว่าคลอดลูกไม่เอาไหนออกมาให้เป็นมลทินแก่ราชวงศ์

เจียงกู้เยี่ยน ถูกบิดาผู้สูงส่งชาวประชากราบไหว้ให้ความเคารพโยนฎีกาใส่ฉบับแล้วฉบับเล่าเพื่อส่งมาตรวจสอบหอคณิกาเมืองหน้าด่าน ที่จริงตอนแรกตนเองไม่ยินยอม เหตุใดงานพวกนี้ต้องส่งมาถึงมือองค์ชายเช่นเขา ก็แค่ส่งขุนนางสักคนไปก็ได้เรื่องได้ราวเหมือนกัน แม้แต่ใบหน้าโกรธ ๆ ของเสด็จพ่อและน้ำตาของมารดาก็ไม่อาจทำให้เขาเปลี่ยนความคิด

แต่เมื่อได้ยินชื่อของหอคณิกาและชื่อเมืองที่ต้องไปก็ต้องคิดทบทวนอีกที ดังนั้นเมื่อถูกเสด็จพ่อสุดที่รักถีบส่งมาจริง ๆ ก็ไม่มีอะไรต้องปฏิเสธหรืออิดออด

การเดินทางไกลอย่างยากลำบากในครั้งนี้ชายหนุ่มต้องการมาดูความเป็นอยู่ของคนคนหนึ่งเหมือนกัน รวมถึงเสด็จพ่อผู้ประเสริฐไม่ได้กำหนดว่าจะต้องกลับไปรายงานเมื่อไร ดังนั้นเขาสามารถถลุงเงินหลวงในคลังเที่ยวเล่นไปได้
เรื่อย ๆ จนกว่าจะพอใจโดยไม่มีใครคอยบ่น

ณ หอตันหยางในเรือนด้านหลังซึ่งถูกต่อเติมแยกมาได้ไม่นาน ทว่าเงียบสงบผิดกับการเป็นหอนางโลมซึ่งต้องมีเสียงของสตรีพูดคุยเคล้าเสียงหัวเราะสดใสเย้ายวน เรือนแห่งนี้โดยรอบถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่สิ่งของเรียบง่ายเหล่านั้นกลับมีราคาแพงจนไม่สามารถประเมินราคาได้หลายชิ้น โฉมสะคราญในชุดแพรพรรณสีฟ้าชั้นดีเบาสบายแนบตัวทั้งยังเผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างเข้าท่าเข้าทีเดินก้าวเท้าเร็วอย่างตื่นเต้นข้ามผ่านประตูวงเดือนและตรงไปยังห้องนอนห้องหนึ่งที่ประตูเปิดกว้างอยู่

“พี่โยวโหย่ว…คราวนี้ได้ข่าวดีเชียวเจ้าค่ะ!” เสียงแว่วหวานเย้ายวนชวนให้คนฟังเคลิ้มตามพูดขณะเดินเข้ามาในเรือนพักอันหรูหรา

ร่างบางอรชรร่างหนึ่งหลังม่านโปร่งสีแดงกำลังเอียงเอนตัวลงเทผงไม้จันทน์หอมลงบนพิมพ์ซึ่งทำจากทองเหลือง ฉลุเป็นรูปดอกบัวช้า ๆ และเบามือก่อนจะใช้ไม้เขี่ยมันให้เข้าที่ตามรอย จากนั้นนิ้วเรียวขาวดุจเทียนขาวเล่มงามตัดกับเล็บที่ถูกแต่งแต้มเป็นสีแดงสดก็หยิบแม่พิมพ์ออก ทำให้เห็นลวดลายดอกบัวงดงามบนขี้เถ้าขาวรองโถกำยาน

หญิงสาวหยิบธูปหอมจากสาวใช้ที่ยืนรับใช้อยู่ข้างกายและใช้มันจุดกำยาน ควันสีขาวและกลิ่นหอมลอยคลุ้งทั่วห้องในเวลาสั้น ๆ จากนั้นมือคู่งามข้างนั้นก็สะบัดเบา ๆ ไปมาเพื่อดับไฟบนปลายธูปช้า ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ดันตัวขึ้นนั่งหลังตรงจับผ้าคลุมไหล่โปร่งบางสีม่วงซึ่งไหลลงไปกรอมที่เอวคอดกิ่วขึ้นมาคลุมปิดไหล่ขาวเกลี้ยงเกลาไว้ตามเดิม ดวงตา
ดอกท้อทรงเสน่ห์ชวนหลงใหลสีดำหลุบตาลงมองผงกำยานลายดอกบัวค่อย ๆ เผาไหม้ครู่ใหญ่ไร้คำพูด เมื่อมองมัน
เผาไหม้ไปจนใกล้จะหมดก็ค่อยเงยหน้าขึ้นหันไปพยักหน้าให้กับหญิงรับใช้ให้เปิดม่านออกต้อนรับผู้มาเยือน

“ขออภัยพี่โยวโหย่วอย่างยิ่งเจ้าค่ะ…ข้าไม่รู้ว่าพี่โยวโหย่วกำลังสงบใจอยู่”

ดาวเด่นของหอตันหยางเวลาทำงานก็ทำงานอย่างเต็มที่ไม่เคยเอ่ยปากบ่น แต่เมื่อใดที่ถึงเวลาพักผ่อนก็ห้ามใครเข้ามายุ่งวุ่นวายเช่นเดียวกัน แม้แต่แม่เล้าจูเจ้าของหอโคมเขียวแห่งนี้ก็รู้กฎเรื่องนี้อย่างดีและสั่งให้ทุกคนอย่ามาวุ่นวายที่เรือนหลังถ้าไม่จำเป็น

สิ่งที่หญิงสาวทำยามพักผ่อนคือการสงบใจเพราะการบรรเลงกู่ฉินต้องใช้สมาธิอย่างมาก ว่ากันว่ากู่ฉินเป็น
เครื่องดนตรีศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ไม่มีน้องสาวพี่สาวในหอคนไหนอยากจะมารบกวนอีกฝ่ายเวลาพักผ่อน

“ไม่เป็นไร…ว่าแต่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือ?” เสียงหวานราวกับปุยเมฆขาวบนท้องฟ้าพาให้ผู้คนเคลิบเคลิ้มพูดอย่างอ่อนโยนไร้อารมณ์โกรธที่มีคนมารบกวนการสงบใจอย่างกะทันหัน

“ได้ยินว่าองค์ชายรองจะมาที่เมืองเจวี๋ยซื่อของเรา เจ้าเมืองจึงให้คนมาแจ้งแก่ท่านแม่จูว่าอยากจะเชิญพวกเราพี่น้องหอตันหยางไปแสดงต้อนรับเจ้าค่ะ”

“…..”

“พี่โยวโหย่ว?” ซื่ออี๋ นางคณิกานางรำขั้นสองที่ถูกครอบครัวขายมาเพราะเห็นว่าบุตรสาวหน้าตาดี หากขายมาที่นี่จะได้ราคาดีกว่าที่อื่น ๆ นางมีฝีมือการร่ายรำดีจนใกล้จะได้ขึ้นมาเป็นนางรำขั้นหนึ่งแถวหน้า เด็กสาวเห็นความผิดปกติของพี่สาวคนงามก็เอ่ยปากเรียกด้วยความเป็นห่วงระคนไม่เข้าใจ

ปกติแล้วพี่โยวโหย่วจะชอบพวกขุนนางเงินหนามาก ยิ่งเป็นพวกชนชั้นสูงมากเท่าไรเงินที่จ่ายจะยิ่งมีมากเท่านั้น ดังนั้นแล้วทุกครั้งหากมีคนมาเชิญพวกนางไปรับใช้ คนที่กระตือรือร้นมอบหมายงานในทันทีก็คือคนตรงหน้า…แต่ทว่า
ครั้งนี้กลับไม่เหมือนทุกครั้ง

“เจ้าบอกว่า…องค์ชายรองจะมาอย่างนั้นหรือ?”

“เจ้าค่ะ…ท่านแม่จูดีใจมาก เลยบอกให้พวกเราพี่น้องมาชวนพี่โยวโหย่วไปซื้อแพรพรรณเครื่องประดับใหม่ ข้าก็เลยอาสามาตามพี่โยวโหย่ว” เห็นว่าอีกฝ่ายถามแล้ว ซื่ออี๋จึงยกยิ้มอย่างดีใจเพราะสำหรับตนเองแล้ว นางไม่ได้ดีใจที่จะได้เจอคนใหญ่คนโตอย่างองค์ชายรอง แต่นานแล้วที่ไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นด้านนอกจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น ยิ่งหากว่าออกไปกับดาวเด่นของหอตันหยางอย่างพี่โยวโหย่วก็หมายความว่าท่านแม่จูจะยอมจ่ายค่าเสื้อผ้าและเครื่องประดับอย่างไม่ตระหนี่ถี่เหนียว!

ท่านแม่จูคือเจ้าของหอโคมเขียวคาวโลกีย์อย่างหอตันหยางและมีหน้าที่คอยควบคุมดูแลหอนางโลมอันแสนโสมมและโด่งดังแห่งนี้ เมื่อก่อนอาจจะบอกได้ว่าอีกฝ่ายจับตัวหญิงสาวมาเพื่อขายเนื้อหนังหากำไรเพียงอย่างเดียว…ทว่าตั้งแต่ที่ได้เจอบุตรสาวขุนนางต้องโทษนาม ‘อิงอวี๋โยว’ ก็เหมือนว่าหลายอย่างในหอคณิกาแห่งนี้จะค่อย ๆ เปลี่ยนไป

ดูดีมีราคาขึ้น…มีกำไรมากขึ้น…และสามารถได้พบเจอคนใหญ่คนโตรวมถึงได้รับการคุ้มครองจากหลายแห่งอย่างไม่ต้องกลัวใครจะมาขัดแข้งขาปิดหออย่างไม่ยุติธรรม

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหอตันหยางแห่งนี้นอกจากลูกค้าที่มีการแบ่งลำดับชนชั้นแล้ว นางคณิกาก็มีชนชั้นแบ่งกันอย่างชัดเจนเช่นกัน ผู้ถูกส่งมามีหลายระดับ…ตั้งแต่ทำผิดติดหนี้สินจริง ๆ ไปจนถึงขายตัวมาเอง หรือแม้แต่ถูกครอบครัวส่งตัวมาขาย

ผู้ที่ทำผิดก็เป็นไปตามผิดกฎเกณฑ์ปกติ เป็นเช่นไรก็ให้เป็นเช่นนั้น ใครต้องขายเนื้อหนังก็จำเป็นต้องขาย ทว่ามีข้อห้ามสำคัญคือการห้ามเหยียบเข้ามาในที่พักของคณิกาขายศิลป์อย่างเด็ดขาด หญิงคณิกาชั้นต่ำเหล่านี้ล้วนถูก
ท่านแม่จูดูแลด้วยตนเองและการดูแลเป็นเช่นไรนั้นไม่จำเป็นต้องอธิบาย

แต่ในส่วนที่ขายตัวมาด้วยความจำเป็นหรือถูกครอบครัวขายมานั้นจะสามารถเลือกได้ว่าจะยินยอมขายเนื้อหนังอย่างไม่ต้องลำบากหรือยอมลำบากแต่ไม่ขายเนื้อหนัง

แต่ไม่ว่าใครจะเลือกทางไหนก็แล้วแต่ หญิงสาวเหล่านี้ก็ยังเป็นคนของหอตันหยางซึ่งมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา อิทธิพลของท่านแม่จูลงหยั่งลึก ณ เมืองเจวี๋ยซื่อมาช้านาน ไม่ใช่ใครจะประมาทกันได้ง่าย ๆ พวกนางที่นี่ไม่ว่าจะอยู่ชนชั้นไหนก็ล้วนแต่ถูกคุ้มครองด้วยกันทั้งสิ้นไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบกว่ากัน

เพราะอย่างไรแล้ว…นางคณิกาก็คือนางคณิกาที่ไม่อาจให้ใครมองว่าเป็นสตรีที่ดีได้อยู่แล้ว หากไม่ยอมรับชะตากรรมก็ตายไปเสีย!

บุตรสาวขุนนางถูกขายมาที่นี่และเมื่อยอมรับชะตากรรมก็เปลี่ยนชื่อตนเองเป็น… ‘โยวโหย่ว’ …อันมีความหมายว่า ‘สหายผู้เลิศล้ำ’ ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดนางจึงตั้งชื่อนี้ให้ตนเองแต่เป็นชื่อที่น่าจดจำเรียกง่าย

เมื่อย้อนกลับไปใครต่อใครต่างพากันสงสัยว่าเด็กสาวที่เพิ่งผ่านพ้นวัยปักปิ่นคนหนึ่งสามารถรอดพ้นเงื้อมมือของหญิงแก่สารพัดพิษอย่างแม่เล้าจูมาได้อย่างไร เพราะจากค่ำคืนอันแสนวุ่นวายในคืนหนึ่งท่าทางที่แม่เล้าจูมีกับดาวเด่นของหอตันหยางก็แตกต่างไปจากเดิม

เรียกลูกสาวได้อย่างไรก็เรียกอย่างนั้น…ยิ้มกว้างได้เท่าไรก็ยิ้มเท่านั้น ดูแลเอาอกเอาใจราวกับโยวโหย่วเป็นบุตรสาวที่คลอดออกมาเอง กระทั่งบ่าวชายและผู้คุ้มครองที่แม่เล้าจูให้ดูแลหญิงสาวก็มีมากกว่าคนอื่น ๆ หลายเท่าตัว สาวใช้ที่คอยปรนนิบัติก็สลับสับเปลี่ยนไปไม่มีซ้ำหน้า

ทุกครั้งที่ออกงาน…แม่นางโยวโหย่วไม่จำเป็นต้องรินสุราน้ำชาให้ใคร เล่นกู่ฉินจบก็มีคนพากลับทันทีโดยไม่มีใครสามารถแตะตัวนางได้ เมื่อมีคนโวยวายโฉมสะคราญก็เพียงแค่ยกยิ้มหวานตอบกลับไป

‘ใบหน้าและเนื้อหนังของโยวโหย่วไร้ราคา จึงเปิดเผยเฉยชมให้ได้ยลมาเสมอโดยไม่ต้องปกปิดหรือจ่ายเพิ่ม…แต่ถ้าเนื้อตัวของโยวโหย่วต้องราคี แตะต้องสุราเมรัย การบรรเลงเพลงอันสูงส่งของโยวโหย่วก็จะหายไปและจะกลายเป็นเสียงเพลงอันดาษดื่น นายท่านมีทรัพย์สินมากมายเพียงใดจึงจะซื้อเสียงเพลงอันสูงส่งของโยวโหย่ว?’

สตรีในที่ต่ำต้อยกลับมีท่าทางอันสูงส่งไร้คนต่อต้าน…ความขัดแย้งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้บรรดาบุรุษไม่พอใจ ตรงกันข้ามยังยอมจ่ายเงินมากมายเพื่อสามารถได้มองดูโฉมสะคราญกรีดนิ้วบนกู่ฉินและบรรเลงเพลงอันสูงส่งให้ฟังนานขึ้น

ล่วงเลยผ่านพ้นไปจนถึงยามนี้…หอตันหยางประกาศเปิดตัวสาวงามมากความสามารถไม่ขายตัวแต่ขายศิลป์มากมาย ทว่ากลับไม่มีสตรีคนใดสามารถกลบเสียงกู่ฉินของแม่นางโยวโหย่วได้สักคน ราคาที่บุรุษต้องจ่ายเพื่อได้ยินเสียงบรรเลงสักครั้ง สูงกว่าการประมูลคืนแรกของนางคณิกาขายตัวเสียอีก

ด้วยเหตุผลอันมากมายเช่นนี้จึงไม่น่าแปลกที่แม่เล้าจูจะเกรงอกเกรงใจดาวเด่นผู้นี้อย่างมาก เพราะใครเล่าจะสามารถนำเงินมากมายมหาศาลมาเยือนหอคณิกาได้เท่า…โฉมสะคราญนามโยวโหย่ว…

“ไปเอากล่องเงินมาให้ข้า” หญิงสาวเห็นแววตาระริกของคนตรงหน้าก็หันไปสั่งสาวใช้ที่ยืนรอปรนนิบัติ

“เจ้าค่ะ” สาวรับใช้รับคำก่อนจะเดินเข้าไปหยิบกล่องไม้หอมสลักเป็นลายดอกบัวลงรักด้วยทองคำสง่างามมาวางไว้ข้างตัวเจ้าของห้อง ดวงหน้างดงามแฝงไปด้วยความสูงส่งเปิดกล่องออกช้า ๆ จากนั้นก็เลื่อนนิ้วไปมาอย่างลังเล สุดท้ายก็หยิบตั๋วเงินออกมาปึกหนึ่งส่งให้คนตรงหน้าอย่างไม่นึกเสียดายแม้แต่น้อย

“เสี่ยวอี๋…ประเดี๋ยวเจ้าเอาเงินพวกนี้ไปแจกพวกพี่สาวน้องสาวคนอื่น ๆ ถือว่าข้าให้เพิ่มจากที่แม่เล้าจูมอบให้ เผื่ออยากได้อะไรก็ไม่ต้องลังเลจ่ายซื้อมาได้เลย”

“ขอบคุณพี่โยวโหย่วเจ้าค่ะ!” ซื่ออี๋ก้าวเข้าไปหยิบตั๋วเงินมาก็ร้องรับด้วยความยินดี ในหอตันหยางคนที่สามารถจับจ่ายเงินได้ตามใจนึกก็มีเพียงแค่แม่เล้าจูกับคนตรงหน้าเท่านั้น

“ทำให้พวกเจ้ายิ้มได้เช่นนี้…ข้าก็ดีใจ”

“ในหอตันหยางจะมีใครดีเท่าพี่โยวโหย่วไม่มีอีกแล้ว”

“ชมอีกข้าก็ไม่ให้เพิ่มหรอกนะ ตั๋วเงินนั่นเป็นปึกที่ใหญ่ที่สุดในกล่องแล้ว…รีบไปเถอะ ข้าแต่งตัวเสร็จจะตามออกไป” หญิงสาวบนตั่งนุ่มหัวเราะพร้อมกับโบกมือครั้งหนึ่ง จากนั้นม่านโปร่งสีแดงก็ถูกปิดลงอีกครั้ง ดาวเด่นโฉมงามปิดกล่องไม้ให้เข้าที่โดยไม่ลงกุญแจอย่างไม่กลัวว่าสิ่งของด้านในจะหาย นางยื่นกล่องไม้ให้สาวใช้นำไปเก็บไว้ที่เดิมก่อนจะลุกขึ้นยืนมองตนเองในคันฉ่องที่วางอยู่ทุกด้านในห้องก่อนจะมองใบหน้างามด้วยแววตาไร้ความรู้สึก

นางคือ…แม่นางโยวโหย่ว…หญิงคณิกาดาวเด่นของหอตันหยางเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง แต่นางไม่ใช่ ‘อิงอวี๋โยว’
ผู้เป็นบุตรสาวขุนนางต้องโทษที่ถูกขายมาที่นี่ ใบหน้างามนี้…ร่างกายเย้ายวนนี้ชัดเจนว่าเป็นของอีกฝ่าย ทว่าวิญญาณด้านในเท่านั้นที่รู้ว่าไม่ใช่…

…นางไม่ใช่ ‘สหายรัก’ ที่เติบโตมาด้วยกัน…

อิงอวี๋โยวคือบุตรสาวคนของเสนาบดีกรมโยธา ตั้งแต่เล็กจนถึงวัยปักปิ่นไม่เคยได้รับความลำบาก ตัวนางกับสหายกินอยู่ด้วยกัน นอนอยู่ด้วยกัน รักกันดุจพี่น้องร่วมอุทร ตอนที่รู้ว่าตนเองมาอยู่ในร่างงดงามร่างในวันที่มีชีวิตน่าอัปยศที่สุด สิ่งที่นางคิดไม่ใช่การเห็นใจแต่เป็นโกรธแค้นไม่เข้าใจว่าเหตุใดสหายของนางถึงทำกับนางเช่นนี้

ในตอนวัยเยาว์แม่นมผู้เฒ่าของอิงอวี๋โยวเคยเล่านิทานเรื่องการขโมยชะตาชีวิตของผู้อื่นมาเป็นของตนเองให้ฟัง นางคิดว่าเป็นแค่เรื่องเล่าสนุก ๆ ทั่วไปเท่านั้น เนื่องจากกฎหมายบ้านเมืองบอกไว้ว่าชัดเจนว่าห้ามเกี่ยวข้องกับคุณไสยมนต์ดำ ดังนั้นนางจึงไม่เคยคิดว่าใครจะสามารถทำได้จริง

การมายืนอยู่ในจุดที่มีคนคอยเอาใจและก้มหัวให้ ใครจะรู้ว่าหัวใจดวงเล็กนี้หวาดกลัวมากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง สถานที่โสมมแสนสกปรกที่เด็กสาวตระกูลใหญ่ไม่เคยคิดและไม่เคยฝันว่าจะต้องมาเยือน กลับกลายเป็นสถานที่ที่ต้องมาอาศัยพักพิงกาย นางต้องกลายมาเป็นสตรีที่ถูกตราหน้าว่าเป็นบุตรสาวของขุนนางต้องโทษ…เป็นหญิงคณิกาที่ใครหลายคนไม่เชื่อว่ายังบริสุทธิ์ผุดผ่อง

….นางไม่สมควรมีชีวิตอย่างนี้ ไม่ควรมาอยู่ตรงนี้และไม่ควรถูกแย่งในสิ่งที่เป็นของนางไป….

ตอนนี้ครอบครัวของนางไม่ใช่ของตนเองอีกต่อไป…คู่หมั้นที่ถูกวางตัวไว้ไม่อาจเป็นของนาง…ชีวิตแสนสุขสบายไม่จำเป็นต้องดิ้นรนไม่อาจเอื้อมถึงอีก…ที่สำคัญที่สุดศักดิ์ศรีและชื่อเสียงอันบริสุทธิ์พึงมีตอนนี้กลับสูญสิ้นไปหมด
ทุกอย่าง!

การสลับชะตาชีวิตก็คงถือเป็นการทำผิดกฎบ้านเมือง หากโวยวายไปทุกคนต้องตกตายไปตามกันเนื่องจากเป็นเรื่องร้ายแรงของแผ่นดิน ดังนั้นในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วสิ่งที่ทำได้คือการพยายามมีชีวิตให้ดีที่สุด นางจะสร้างฐานอำนาจของตนเองขึ้นมาเพื่อหาทางกลับไปยังเมืองหลวง…ไปพบตนเองที่มีวิญญาณของสหายรักและขอให้อีกฝ่ายคืนชะตาชีวิตให้และทำเหมือนทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น

…ต่างฝ่ายต่างต้องมีชีวิตเป็นตนเอง…

หญิงสาวมองตนเองผู้ได้ครอบครัวดวงตาดอกท้อคู่งาม จมูกโด่ง ริมฝีปากสีแดงระเรื่อ ทว่าความงามเช่นนี้นางไม่ได้อยากได้แม้แต่นิดเดียว นั่นเป็นเหตุผลว่าเพราะอะไรตนเองจึงไม่เคยปกปิดใบหน้า เพราะนี่ไม่ใช่ใบหน้าของนาง ไม่จำเป็นต้องสงบเสงี่ยมเก็บตัวอยู่แต่ในห้องหอ

ร่างบางมองใบหน้าที่เห็นมาหลายครั้งต่อหลายครั้งอย่างเย็นชา ก่อนจะหมุนตัวเข้าไปด้านในเพื่อเปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่เพื่อจะได้ออกไปเดินเล่นซื้อของรอคนใหญ่คนโตผู้เป็นสะพานทองพานางกลับไปยังเมืองหลวงในเร็ววัน!

1-ดอกบัวขาว

1

ดอกบัวขาว

ถ้าเทียบกับหญิงคณิกาขายเนื้อหนังแล้ว บรรดาหญิงคณิกาขายศิลป์มีอิสระในการออกมาเดินเล่นในเมืองมากกว่าโดยไม่สนใจด้วยว่าสตรีในเมืองจะมองพวกนางด้วยสายตาเช่นไร เพราะอย่างไรร้านขายของก็ชมชอบพวกนาง
อยู่ดี โฉมสะคราญส่วนใหญ่มีหมวกบังหน้าหรือไม่ก็มีผ้าปิดหน้าเอาไว้ครึ่งหนึ่ง มีเพียงสตรีผู้ที่ใครก็รู้ว่าเป็นคนสำคัญของหอตันหยางซึ่งเดินอยู่ด้านหลังเท่านั้นที่เปิดเผยหน้าตาเกลี้ยงเกลางดงามยกยิ้มไปทั่ว

ด้วยดวงตาชวนหลงใหลคล้ายกลีบดอกท้อก็เพียงพอให้ใครหลายคนหันมองด้วยความเสน่หา ยามที่หญิงสาวหัวเราะไปกับคนรอบข้างดวงตาที่ตีโค้งเป็นจันทร์เสี้ยวก็ทำให้หลายคนอยากจะยิ้มตามไปด้วย

“พี่โยวโหย่ว พวกเราไปเลือกแพรพรรณที่ร้านเฟิงฮวาได้หรือไม่เจ้าคะ?” ซินจิ่ว นางรำขั้นหนึ่งหันมาถามพี่สาว
คนงามที่เดินตามอยู่ด้านหลังอย่างขออนุญาต ด้วยเพราะราคาผ้าที่นั่นแพงกว่าร้านอื่น ๆ น้อยนักที่แม่เล้าจูจะยินยอม
ให้ไป

“ไปเถอะ…ครั้งนี้ต้องรับแขกผู้สูงศักดิ์ ใส่ผ้าด้อยราคาจะเป็นการดูหมิ่นแขกที่มาเยี่ยมเยือน อีกอย่างเจ้าไปดูไหมมาทำพัดฟ้อนสักหน่อย ไหมเก่าไม่เงางามแล้วและถ้าถูกดุด่าข้าจะอธิบายให้แม่เล้าจูฟังเอง” นอกจากจะเป็นดาวเด่นรับแขกแล้ว แม่นางโยวโหย่วยังเป็นผู้คิดการแสดงแปลกใหม่อีกด้วย เมื่อนึกได้ว่าพัดไหมฟ้อนตอนนี้ควรเปลี่ยนใหม่ได้แล้วก็พยักหน้าตอบตกลง

“เจ้าค่ะ”

สตรีหลายคนเมื่อรวมตัวกันก็ห้ามไม่ได้ที่จะไม่เสียงดัง เมื่อสามารถไปร้านเฟิงฮวาได้แต่ละคนก็กรีดร้องด้วยความดีใจพากันจับจูงมือกันไปโดยเร็ว

นางคณิกาขายศิลป์ของหอตันหยางยิ่งมีฝีมือมากเท่าไร หรือมีราคาค่าตัวสูงจะมีสาวใช้ประจำตัวได้หนึ่งหรือสองคนเพื่อคอยหยิบจับทำอะไรให้ ส่วนตนเองก็จะได้มีเวลาฝึกซ้อมหรือร่ำเรียนมากขึ้น การออกมาครั้งนี้จึงกลายเป็นฝูงสตรีกลุ่มใหญ่เดินกรีดกรายไปมาทั่วทั้งตลาด

“เยี่ยอี้ เยี่ยเอ้อ เยี่ยซื่อ พาคนอื่นตามไปดูแลพวกนางให้ดี ๆ ข้าจะแวะร้านเครื่องสายซื้อน้ำมันขัดเครื่อง ทิ้ง
เยี่ยซานไว้กับข้าก็พอ”

“ขอรับ”

แม่นางโยวโหย่วเป็นสมบัติล้ำค่าเพียงใดให้ดูที่คนคุ้มครอง นางมีองครักษ์หนุ่มรูปงาม ร่างกายบึกบึนเก่งกล้า
วรยุทธ์ถึงสี่คน สาเหตุที่พวกเขาหน้าตาดีเพราะแม่เล้าจูทนไม่ได้ที่จะเห็นผู้ชายกักขฬะมาเดินล้อมหน้าล้อมหลังบุตรสาว
ขาทองคำคนดี ดังนั้นจึงพยายามเฟ้นหาคนที่ไว้ใจได้และหน้าตาดีมาใช้งาน พวกเขาทั้งสี่เป็นผู้พิทักษ์บุปผางามทุกย่างก้าวและฟังคำสั่งนางเสมอ

เงินที่แม่เล้าจูจ่ายเป็นเบี้ยหวัดรายเดือนนั้นมาก แต่เงินที่ดาวเด่นผู้นี้จ่ายนั้นมากกว่า…ดังนั้นสิ่งใดควรพูด สิ่งใดไม่ควรพูด สิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ พวกเขาทั้งสี่รู้ว่าต้องทำอย่างไร และตลอดสองปีที่ผ่านมาสตรีต่างวัยสองคนก็ไม่เคยขัดแย้งอะไรกัน ราวกับแม่ลูกที่ผูกพันรู้ใจกันมาช้านานโดยแท้

ร้านเครื่องสายของเมืองเจวี๋ยซื่อเป็นร้านเล็ก ๆ ในตรอกเก่า หากเทียบกับร้านขายหนังสือพู่กันข้างกัน ร้านเครื่องสายตรงนี้ดูเก่าร้างไม่น่าเข้า แต่จะให้ทำอย่างไรในเมื่อร้านที่หญิงสาวสามารถซื้อของได้มีเพียงร้านนี้ร้านเดียวเท่านั้น

กู่ฉินมีทั้งหมดเจ็ดสาย นางบรรเลงกล่อมตนเองบ่อยครั้งจะไม่ให้ดูเก่าหรือสายขาดได้อย่างไร จะว่าไปแล้ว
หญิงสาวก็มีเรื่องที่ต้องบอกว่าประทับใจในตัวแม่เล้าจูอยู่เรื่องหนึ่งและเป็นเรื่องเดียว ถึงอีกฝ่ายจะเป็นสตรีเสียงสูงไร้สมองแต่เรื่องทำอะไรเหนือความคาดหมายนั้นเป็นสิ่งที่นางคิดไม่ถึง

ตั้งแต่นำเสนอเรื่องการขายศิลป์ไม่ขายตัวโดยใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน กู่ฉินที่เจอของหอตันหยางหามาให้ไม่ใช่กู่ฉินธรรมดาทั่วไปแต่เป็นกู่ฉินของปรมาจารย์ตงเซี่ยที่เคยใช้ ตัวไม้ที่ทำตัวเครื่องเคลือบด้วยแปดสิ่งวิเศษเป็นมงคล อันได้แก่

ทองคำ ตัวแทนดวงอาทิตย์อันสมบูรณ์ ล้ำค่า

หยก ตัวแทนความสำเร็จเหนือความคาดหมาย

หินจูซา ตัวแทนสงบสุข มั่นคง

แร่หินสีฟ้า ตัวแทนในการพิทักษ์สิ่งชั่วร้าย วิสัยทัศน์กว้างขึ้นเมื่อยามที่สับสน

หินจุยเจีย ตัวแทนของการคุ้มครองให้กล้าแกร่งขึ้น มีแรงบันดาลใจ

เปลือกหอยมือเสือ ตัวแทนของความสมบูรณ์ของร่างกายและจิตใจ เสริมความเมตตา วาสนาดี

เขากวาง ตัวแทนของความเจริญรุ่งเรือง ร่มเย็นเป็นสุข

กู่ฉินที่หายสาบสูญไปนาน เหลือไว้เป็นเพียงภาพจำว่าเคยมีเครื่องดนตรีที่ล้ำเลิศอยู่ในใต้หล้า ไม่คาดคิดว่าสิ่งที่ควรจะอยู่ในวังหลวงหรือสถานที่อันแสนบริสุทธิ์กลับมาอยู่ในหอคาวโลกีย์ ดังนั้นเมื่อมาอยู่ในมือนางผู้ที่หลงใหลกู่ฉินเป็นชีวิตจิตใจจึงพยายามรักษาเครื่องดนตรีชิ้นนี้ด้วยความหวงแหน

กู่ฉินที่นางใช้เป็นสิ่งปลอบประโลมเดียวที่บอกว่านางเป็นใครและเคยเป็นใคร ไม่ว่าสภาพแววล้อมสองปีเปลี่ยนนางเป็นดาวเด่นของหอคณิกาอย่างไร ทว่ามีเพียงการบรรเลงกู่ฉินเท่านั้นที่ทำให้ไม่ลืมเลือนจิตวิญญาณแท้จริง

“ผู้เฒ่าเซิง ข้ามาซื้อน้ำมันเคลือบไม้เจ้าค่ะ” โฉมสะคราญเดินเข้าร้านเก่า ๆ อย่างไม่นึกรังเกียจ มือเรียวขาวแหวกม่านลูกปัดสีขาวให้พ้นตัวพร้อมกับร้องเรียกเจ้าของร้านเสียงใส

“เอาสายไปเปลี่ยนด้วยหรือไม่?” เสียงกังวานผิดกับรูปร่างที่แก่ชราอย่างมาก ทว่าพอจะเห็นเค้าโครงของอีกฝ่ายว่าเมื่อยามวัยหนุ่มน่าจะเป็นคนรูปงามสะอาดตาคนหนึ่ง

“ไม่เอาเจ้าค่ะ”

“จะมีแขกมาใหม่หรือ?” ทุกครั้งที่เขาเห็นสตรีชื่อเสียงโด่งดังผู้นี้มาเยือนมีเหตุผลไม่กี่อย่าง ประการแรกคือนางอารมณ์ไม่ดี บรรเลงเพลงฉินจนสายขาดและถ้านางไม่เอาสายเปลี่ยนใหม่นั่นคือเหตุผลประการที่สองว่าอีกไม่นานจะมีแขกสูงศักดิ์จ่ายเงินหนาเพื่อมาฟังนางบรรเลงเพลงฉิน

“เจ้าค่ะ…แขกสูงศักดิ์จะมาเยี่ยมเยือนที่เมือง”

“อืม” ผู้เฒ่าเซิงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีมาก่อนและเป็นคนเดียวในเมืองที่ไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อฟังหญิงสาวตรงหน้าบรรเลงเพลงฉินให้ได้ยิน

เขาเคยไม่อยากขายของชั้นสูงเช่นนี้ให้กับหญิงคณิกาชั้นต่ำของหอตันหยาง แต่ทว่าครั้งนั้นหญิงสาวตรงหน้ากลับท้าทายกล่าวเพียงว่าหากนางเล่นได้ดีต้องขายของที่จำเป็นต้องใช้ให้

คราครั้งนั้นเพียงแค่กู่ฉินเก่า ๆ ในร้าน อีกฝ่ายกลับสามารถบรรเลงเพลงฉินออกมาได้อย่างบริสุทธิ์และเพลงที่นางใช้บรรเลงคือเพลงดอกบัวขาว ซึ่งเป็นเพลงแรกเริ่มก่อนเพลงบำเพ็ญ เสียงหนึ่งเสียงที่นางดีดชำระล้างจิตใจ สองเสียงคือทำให้จิตใจสงบ หากว่ามีจิตคิดร้ายจะไม่มีทางดีดเพลงนี้ออกมาได้อย่างลึกซึ้ง ดูเป็นเพลงง่าย ๆ ทว่ากลับเป็นเพลงที่ต้องชี้นำให้คนฟังมีสมาธิและมีจิตใจสงบนิ่งคล้อยตาม

จากนั้นเป็นต้นมาทั้งสองเหมือนสหายต่างวัย…แม้นาน ๆ ครั้งจะได้พบหน้าแต่เมื่อได้เจอแล้วก็มีเรื่องให้คุยอยู่เรื่อย ๆ คนหนึ่งได้เจอผู้มีฝีมือ…คนหนึ่งได้กลายเป็นคนธรรมดา

“ครั้งนี้อยากเล่นเพลงใด?”

“ข้าตั้งใจอยากเล่นเพลงเทวา มานุษย์ สุขสันต์”

“…..”

“แต่ข้าใจไม่นิ่งพอ…เล่นทีไรก็ไม่เป็นดั่งใจคิดทุกที”

“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าเพลงนี้ใช่ว่าใครจะสามารถเล่นได้ง่าย ๆ จิตคิดดีเบื้องบนต่างพากันลงมาฟัง แต่เจ้าที่อยู่ในสถานที่เช่นนั้นมีแต่คนเบื้องล่างเท่านั้นที่จะขึ้นมาฟัง ล้มเลิกความคิดเสียเถอะ”

“สองปีมานี้…ผู้เฒ่าเซิงไม่ได้เรียนรู้เลยหรือว่าสถานที่หรือจะสู้จิตใจคน”

“ถูกต้อง…ข้ายกย่องเจ้า ในชีวิตแก่ ๆ ของข้าที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ไม่เคยมีใครบรรเลงกู่ฉินได้เก่งเท่าเจ้า ทว่าก็ไม่ได้หมายความว่าตอนนี้เจ้าจะเหมาะกับการเล่นเพลงเทวา มานุษย์ สุขสันต์” มือเหี่ยวย่นหยิบน้ำมันที่ใช้สำหรับเคลือบไม้ซึ่งเป็นยางไม้ชนิดพิเศษและหายากใช้สำหรับทาทับกู่ฉินเคลือบสิ่งมงคลของอีกฝ่ายโดยเฉพาะทว่าปากกลับพูดอย่างไม่เห็นด้วย

“แล้วถ้าข้าอยากจะเล่นให้ได้เล่าเจ้าคะ?”

“ถ้ามีมารมาจับเจ้าไปเป็นภรรยา ถึงเวลานั้นข้าก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอกนะ”

“ท่านเชื่อเรื่องแบบนี้ด้วย?” เสียงหัวเราะสดใสดังขึ้นเบา ๆ จากนั้นดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยวก็มองชายชราด้วยความขบขัน

“เจ้าน่ะเป็นดอกบัวขาวที่โตผิดที่…เป็นไปได้ก็ออกจากที่นั่นเถอะ ออกมาได้แล้วก็ขึ้นเขาไปสงบใจดี ๆ ตอนนั้นข้าเชื่อว่าเจ้าจะสามารถเล่นเพลงนี้ได้ดี”

“ดอกบัวขาวที่โตผิดที่…ท่านรู้หรือไม่ว่าคำนี้มีความหมายแฝง”

“รู้สิ…แต่ครั้งแรกที่พบกันเจ้าบรรเลงเพลงดอกบัวขาวให้ข้าฟัง ดังนั้นสำหรับข้าเจ้าบริสุทธิ์ดุจดอกบัวขาว…ไม่ใช่ร่างกายแต่เป็นจิตวิญญาณ” ชายชราใช้นิ้วชี้ไปที่หญิงสาวและพูดในสิ่งที่เป็นความจริง

ร่างบางจ้องอีกฝ่ายครู่ใหญ่ไม่ได้พูดอะไร…แม้นางจะเป็นดอกบัวขาวตรงตัวทว่าร่างกายที่นางอาศัยอยู่คือดอกบัวขาวในความหมายแฝง ตลอดเวลาหลายปีที่อยู่ด้วยกันไม่ทำให้สหายรู้จักผิดชอบชั่วดี…เพราะความเห็นแก่ตัวและรักตัวกลัวตายจึงลงมือขโมยชะตาชีวิตของนางอย่างไม่สนใจว่า วิญญาณดวงนี้จะมีชีวิตเช่นไรและไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อนไปกับเรื่องผิดกฎหมายบ้านเมืองร้ายแรง

โยวโหย่ว…คือชื่อที่นางใช้ประชดเจ้าของร่างเนื่องจากตัวนางกับสหายนั้นมีคำว่า ‘โยว’ เป็นชื่อหลังเหมือนกันซึ่งมีความหมายความเลิศล้ำ

…โยวโหย่ว…

สหายผู้เลิศล้ำของนาง…สหายที่ทำให้นางต้องมาใช้ชีวิตอย่างไร้ศักดิ์ศรี ใครอื่นอาจจะมองว่านางอยู่อย่างสุขสบาย มีเงินทองมากมายและมีคนคอยเอาอกเอาใจ แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง เพลงบรรเลงที่เคยเป็นสิ่งที่ตนเองมองว่าสูงส่งกลับต้องเล่นเพื่อแลกกับเงินทั้ง ๆ ที่คนเหล่านั้นฟังไม่ออกด้วยซ้ำ

….โฉมสะคราญนั่งอยู่หลังกู่ฉินด้วยอาภรณ์บางตา ด้านหน้ามีสาวงามโยกย้ายไปมาสร้างความสำราญ บุรุษเหล่านั้นก็แค่รู้สึกถึงความท้าทายเท่านั้น….

หากว่าพวกเขาคนใดคนหนึ่งสามารถทำให้สตรีขายศิลป์ขายตัวให้ได้ จะสามารถเติมเต็มความปรารถนาได้อย่างที่สัญชาตญาณของชายคนหนึ่งจะมี…เพื่อความเหนือกว่า…เพื่อควบคุม…ทำทุกอย่างเพื่อได้ในสิ่งที่คนอื่นไม่ได้ก็เท่านั้น

วนเวียนเปลี่ยนผ่านมาสองปีเต็ม มีคนประเภทใดบ้างที่นางไม่เคยเจอ…ตั้งแต่บุรุษที่จิตใจต่ำทรามที่สุด ไปจนถึงผู้มีจิตใจดีงามอย่างแท้จริง

“นางหนู…เป็นไปได้ก็พาตนเองออกมาเถอะ”

“ขอบคุณผู้เฒ่าเซิงที่ชี้แนะ…ข้าจะลองหาทางดูเจ้าค่ะ” หญิงสาวพาตนเองออกจากภวังค์ ยกยิ้มหวานหยดย้อยตอบชายชราก่อนจะหันไปมองสาวใช้เพื่อให้นำเงินออกมาจ่ายและรับของมา

“รีบออกมาเร็วได้เท่าไรยิ่งดี”

“ข้าไปก่อนนะเจ้าคะ…ไว้จะมาใหม่” ร่างอรชรเดินหมุนตัวใช้มือปัดม่านลูกปัดออกและเดินออกไปพร้อมกับ
คนติดตาม ลักษณะท่าทางการเดินของหญิงสาวไม่ได้เย้ายวนหมือนอย่างที่หญิงคณิกาเป็น แต่เป็นการก้าวเดินเหมือนบุตรสาวตระกูลขุนนางที่ถูกอบรมมาอย่างดี

….คนในเมืองเจวี๋ยซื่อในตอนนี้ลืมเลือนกันไปแล้วว่าสตรีดาวเด่นผู้นี้เคยเป็นใครมาก่อน….

“โยวโหย่ว…โยวโหย่วคนดีของแม่ออกไปข้างนอกกับพี่สาวน้องสาวคงเหนื่อยแย่ แม่จะให้คนทำขนมหวานให้
ดีหรือไม่ เพิ่งได้น้ำแข็งมาใหม่สดชื่นเชียว” ทันทีที่เห็นบรรดานางคณิกาของตนเองกลับมาจากด้านนอก ร่างท้วมของสตรีวัยกลางคนก็เดินแหวกหญิงสาวคนอื่น ๆ ให้พ้นทางเพื่อตรงเข้าไปหาบุตรสาวสุดที่รักที่มักจะชอบเดินอยู่ด้านหลัง

“ข้าซื้อปิ่นไข่มุกใหม่มาให้ด้วย…ลองดูสิเจ้าคะว่าชอบหรือไม่?”

“ตายจริง…เปลืองเงินเปลืองทอง ขอบใจที่คิดถึงแม่นะ” เสียงหัวเราะคิกคักชอบอกชอบใจเมื่อเห็นกล่องไม้งามด้านในวางปิ่นทองประดับมุกเม็ดใหญ่

แม่เล้าจูมองใบหน้างามพริ้มเพราด้วยความรู้สึกโชคดียิ่งกว่าโชคดี…ถ้าวันนั้นนางไม่เชื่อคำพูดของเด็กสาวก็คงไม่มีโอกาสได้นอนบนกองเงินกองทองเช่นนี้ อีกฝ่ายคือสิ่งที่สวรรค์เบื้องบนประทานมาให้…ขนาดอีกฝ่ายไถ่ตนเองแล้วก็ยังอาศัยอยู่ที่นี่เหมือนเดิม และนั่นเป็นเหตุผลว่าเพราะอะไรนางจึงพยายามเอาใจดาวเด่นผู้นี้ทุกอย่างด้วยกลัวว่าวันหนึ่งหญิงสาวจะจากหอตันหยางไป

“เรื่ององค์ชายรองนี่อย่างไรกันแน่เจ้าคะ?” เมื่อเห็นว่าบรรดาสาวงามต่างแยกย้ายกันไปแล้ว หญิงสาวจึงเอ่ยปากเข้าเรื่องถามแม่เล้าจูเพราะก่อนหน้าอีกฝ่ายน่าจะยุ่งเรื่องเด็กที่ได้มาใหม่จึงเพิ่งมีโอกาสได้เจอกัน

“ชู่…เรื่องนี้เป็นความลับ”

“แล้วท่านเจ้าเมืองเอาความลับนี้มาบอกท่าน?”

“ก็…”

“เขาคงมีอะไรมาแลกสินะ”

“โยวโหย่ว…เอาใจองค์ชายรองได้หอตันหยางเราจะยิ่งใหญ่มากเลยนะ”

“เจ้าเมืองขอแลกกับอะไร?” หญิงสาวไม่สนใจที่อีกฝ่ายพยายามเฉไฉไปเรื่องอื่น นางหยุดฝีเท้ามองหน้าแม่เล้าที่เคยเป็นดั่งฝันร้ายในค่ำคืนหนึ่งนิ่ง ๆ

“ก็แค่…แลกกับการขอให้เจ้าไปเล่นกู่ฉินให้ชมตามลำพัง…โยวโหย่ว…โยวโหย่วคนดี ข้ารู้ว่าตอนนี้หอตันหยาง
ไม่สามารถบังคับอะไรเจ้าได้…ก่อนหน้าที่เจ้ามีสัญญาข้าก็ดูแลเจ้าอย่างดีใช่หรือไม่ และไม่เคยทำอะไรให้เจ้าลำบากใจ
สักอย่างเดียวดังนั้นช่วยกันหน่อย” แม่เล้าจูนอกจากจะได้ข่าวใหญ่เรื่ององค์ชายรองมาเยี่ยมเยือนเพื่อหาทางปิดหอ
นางโลมของตนเองแล้วยังได้เงินก้อนมหาศาลจากเจ้าเมืองหากสามารถทำให้ได้อยู่กับโฉมงามตามลำพัง

….ถ้าหอตันหยางถูกปิดจริงอย่างน้อย ๆ ก็ยังมีเงินมากพอจะมีชีวิตสุขสบายต่อไป….

“ครั้งนี้ข้าจะยอมให้ท่านเป็นครั้งสุดท้าย…หากมีครั้งหน้าอีกข้าจะไปจากหอตันหยางแล้วไปเป็นดาวเด่นที่
หอเหลียนหลัว อายุอย่างข้าอย่างน้อยก็ทำเงินได้อีกพักใหญ่ ท่านว่าจริงหรือไม่เจ้าคะ?” ดวงตาดอกท้อคู่งามหรี่ลงมองคนตรงหน้า นางไม่ได้ข่มขู่แต่พูดเรื่องจริง

หอนางโลมในเมืองเจวี๋ยซื่อไม่ได้มีเพียงแค่หอตันหยางเท่านั้น…เพียงแค่ตอนนี้ชื่อเสียงของที่นี่มีมากกว่าที่อื่น ๆ และมีนางเรียกแขกชั้นสูงมาเยี่ยมเยือน

“โยวโหย่ว…ต้องพูดเช่นนี้เลยหรือ?”

“ข้าช่วยท่านทำเงินได้ตามสัญญา…ข้าก็ทำเช่นนี้กับที่อื่นได้เช่นกัน ท่านเห็นแก่เงินก้อนใหญ่เพียงชั่วคราวโดยไม่คำนึงถึงเงินที่ไหลเทมาตลอดทั้งปี หากข้าไม่ทำอะไรเลยคิดว่าท่านคงจะลืมไปแล้วว่าข้าไถ่ตัวออกมานานแล้ว”

“…..”

“ว่าอย่างไร?”

“ได้ ๆ ๆ …เชื่อโยวโหย่ว แม่เชื่อโยวโหย่วทุกอย่าง ครั้งนี้แม่จะยอมรับผิด เจ้าจะลงโทษอะไรล้วนแต่น้อมรับทั้งสิ้น” คำนวณข้อดีข้อเสียตอนนี้ ต่อให้ในใจไม่พึงพอใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้…ไม่ใช่ว่านางไม่รู้ว่าอำนาจในหอตันหยางตอนนี้ได้ถูกสตรีโฉมสะคราญตรงหน้ายึดครองไปครึ่งหนึ่งแล้ว

ส่วนหนึ่งเป็นตัวนางที่ประมาทเอง นึกว่าสตรีที่ถูกเลี้ยงดูมาในห้องหอจะเป็นลูกไก่ตัวหนึ่งไร้พิษสง ไม่คาดคิดเลยว่าลูกไก่ตัวนี้กลับเติบโตมาเป็นไก่ชนขนงามพร้อมจะพุ่งชนกับทุกสิ่งทุกอย่างและไม่เคยเสียเปรียบ

ภายนอกแม่นางโยวโหย่วผู้นี้ดูอ่อนหวานสูงสง่าไร้มลทินเชื่อฟังว่าง่าย แต่นางรู้ว่าภายในของอีกฝ่ายไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทุกอย่างที่เด็กสาวแสดงออกมาเป็นการเสแสร้งและมีเป้าหมายทั้งสิ้น หอตันหยางที่ตนเองเคยเรียกฝนสั่งลมได้ ตอนนี้อย่างน้อยก็ต้องดูว่าฝนที่เรียกมาต้องกายดาวเด่นให้รำคาญหรือไม่? ลมที่สั่งมาระคายผิวดาวเด่นหรือไม่?

“ช่วงนี้ข้าไม่รับงาน…ไม่ออกแสดงกับพี่สาวน้องสาวคนอื่น ๆ เพื่อฝึกซ้อมเตรียมตัวให้สมกับเงินที่ท่านเจ้าเมืองจ่ายให้ท่าน”

“ได้ ๆ ๆ ”

“อีกอย่าง…ข้าต้องการส่วนแบ่งเงินก้อนนั้นสัก…ห้าส่วน…”

“…..”

“ท่านแม่จูคงไม่มีอะไรข้องใจกระมังเจ้าคะ?” ตั้งแต่ที่ไถ่ตัวน้อยนักที่หญิงสาวจะยินยอมเรียกอีกฝ่ายมาท่านแม่อีกแต่เมื่อมีผลประโยชน์จะปากหวานหน่อยก็ย่อมทำได้ ปลายนิ้วขาวเคาะลงบนคางมนช้า ๆ รอยยิ้มที่แต่งแต้มบนใบหน้าเป็นการกระตุ้นให้คนที่เห็นปวดหัวอย่างยิ่ง

“สามส่วนเถอะ”

“ถ้าอย่างนั้นก็เลิกพูด…ท่านเตรียมเงินไปคืนท่านเจ้าเมืองได้เลย”

“สี่ส่วน…ข้าให้เจ้าได้มากเท่านี้!” ตอนที่พูดคำว่าสี่ส่วน โลหิตที่สูบฉีดในใจก็เหมือนจะหยุดไหลทันใด เงินจำนวนนั้นเดิมทีนางควรจะได้เต็มสิบส่วนเมื่อถูกหั่นแบ่งก็ปวดใจไม่น้อย

“เห็นแก่ที่ท่านแม่จูเอ็นดูข้ามาเสมอ…สี่ส่วนก็ได้เจ้าค่ะ” ใบหน้าเหยเกของแม่เล้าจูทำให้หญิงสาวอารมณ์ดี เงิน
สี่ส่วนนั้นคาดว่าต้องไม่น้อยแน่ ๆ เมื่อการเจรจาเป็นที่น่าพอใจร่างอรชรก็หมุนตัวเดินเข้าไปในเรือนพักส่วนใน ทิ้งให้ผู้ที่เพิ่งสูญเสียเงินไปกัดฟันแน่น

‘นังเด็กดอกบัวขาว…สักวันเถอะข้าจะหาทางให้เจ้าคลานกลับมาทำงานให้ข้าอีกครั้งให้ได้ ถึงเวลานั้นเงินกี่ส่วนที่เอาไป ข้าจะเอาคืนให้ทบต้นทบดอกเลยทีเดียว!!’

2-นั่งเล่นริมบึง

2

นั่งเล่นริมบึง

สิ่งที่ลั่นวาจาไปแล้วดาวเด่นคนงามย่อมทำตาม วันทั้งวันในหอตันหยางไม่มีใครได้ยินเสียงกู่ฉินแม้แต่เสียงเดียว ยิ่งใกล้วันเวลาที่ผู้สูงศักดิ์จะมาถึงคณิกาที่ถนัดร่ายรำก็กำลังฝึกฝนกันอย่างหนัก ซินจิ่วผู้เป็นนางรำขั้นหนึ่งโยกย้าย
อ่อนช้อย งดงามน่าหลงใหลบนศาลาเล็กกลางสระบัวที่ทำมาโดยเฉพาะ ผ้าไหมสีแดงจากพัดของนางโบกสะบัดไปตามแรงลม เรียวขาขาวผ่องที่โผล่พ้นกระโปรงตัวยาวเย้ายวนน่าสัมผัสทุกท่วงท่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง

…ทว่ากลับมีหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งนิ่งไม่มองออกไปไกลแสนไกล…

“พี่โยวโหย่ว…ไม่ตั้งใจดูข้าเลย ท่านจะลำเอียงเข้าข้างแต่ซื่ออี๋ไม่ได้นะเจ้าคะ!”

“บอกแล้วไงว่าอย่าอิจฉาเด็กใหม่…เจ้าไม่ได้ถนัดร่ายรำมาตั้งแต่แรกเสียหน่อย เสี่ยวอี๋เลื่อนขึ้นได้เมื่อไรเจ้าก็กลับมาเล่นผีผาเป็นเพื่อนข้าได้แล้ว” ผู้ที่ถูกเรียกละสายตาออกจากเงาในน้ำและหันไปพูดกับเด็กสาวที่เคยเป็นนางคณิกาขายเรือนร่างมาก่อน อีกฝ่ายมีฝีมือการเล่นผีผาดีเยี่ยมแต่ตอนที่นางดึงตัวมาเด็กสาวต้องฝึกซ้อมร่ายรำเป็นเพื่อน ทุกวันนี้น้อยนักที่จะได้เห็นซินจิ่วจับผีผาเพราะตอนนี้หญิงสาวได้กลายเป็นดาวเด่นเรื่องการร่ายรำ

“ข้าไม่อยากเล่นผีผา”

“แต่ข้าต้องการคนเล่นผีผา…กู่ฉินเป็นเครื่องดนตรีไปในทางบำเพ็ญเพียรมากกว่า ถ้าไม่มีเครื่องสายอื่นสอดประสานมันจะจืดชืดเกินไป…สองปีมาแล้วต้องปรับเปลี่ยนบ้าง”

“ข้าไม่เข้าใจจิตใจของพี่โยวโหย่วเลยจริง ๆ …ไถ่ตัวแล้วแต่ยังไม่ยอมจากไป ทั้งยังหาทางเรียกทรัพย์ให้ท่านแม่จูอีก” ในหอตันหยางนี้การไถ่ตัวมีสองอย่าง หนึ่งคือมีบุรุษเงินหนามอบเงินค่าตัวให้แม่เล้าตามจำนวนแต่ก็เป็นการเปลี่ยนผ่านเจ้าของเท่านั้น สอง…หาทางเก็บเงินให้มากพอซึ่งเป็นการกระทำที่ยากมาก แขกที่มาเยี่ยมเยือนจ่ายให้แม่เล้าไปแล้วจะจ่ายเพิ่มอีกเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่างน้อย ๆ สิ่งที่พวกนางเหล่าคณิกาได้ก็เป็นเพียงแค่เศษเงินหรือเครื่องประดับ
ถูก ๆ เท่านั้น

แต่คนตรงหน้าใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งปีก็สามารถไถ่ตนเองเป็นอิสระได้ บุรุษมากหน้าหลายตาที่สามารถเข้าพบ
แม่นางโยวโหย่วได้ล้วนแต่ไม่ใช่คนชั้นต่ำ…เงินที่มอบให้แม่เล้าอาจจะมากแต่เงินที่มอบให้หญิงสาวผู้บรรเลงฉินกลับมากกว่า เครื่องประดับแต่ละชิ้นล้วนมาจากหอเครื่องประดับไหจี้…หอเครื่องประดับที่มีราคาแพงที่สุดเท่านั้น

ทว่าแม้จะไถ่ตัวแล้วคนคนนี้ก็ไม่จากไปไหนยังทำตัวเป็นนางคณิกาขายศิลป์ของหอตันหยางเช่นเดิม เว้นแต่เพียงเงินค่าตัวล้วนแต่แบ่งกับแม่เล้าจูในสัดส่วนที่ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบไปกว่ากัน

“อย่าลืมสิว่าร่างนี้คือบุตรสาวขุนนางต้องโทษ…ไถ่ตัวได้แล้วอย่างไร…มีที่ให้ไปหรือ?”

“เกือบสามปีแล้วไม่มีใครจำได้หรอกเจ้าค่ะ”

“แต่ข้าจำได้…เป็นเวลาเกือบสามปีที่ข้าจะไม่มีวันลืมเลย”

“พี่โยวโหย่ว…”

“การแสดงต้อนรับแขกผู้สูงศักดิ์ครั้งนี้ เจ้าทำให้ดีที่สุด…หอตันหยางจะตั้งตระหง่านต่อไปหรือดับสูญล้วนแต่อาศัยเสน่ห์ของพวกเจ้าแล้ว” ร่างบางอรชรงอเข่าขึ้นนั่งก่อนจะเอียงตัวออกไปมองสระบัวที่ยามนี้ไร้ซึ่งดอกบัวเบ่งบาน

….นางที่อยู่ที่นี่เข้าใจสิ่งหนึ่งอย่างถ่องแท้คือเรื่องของเวลา…ตอนนี้ไม่ใช่ว่านางไปไม่ได้แต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะไป
ตัวนางก็เหมือนดอกบัวในสระที่กำลังเฝ้ารอเวลาเติบโต….

หอคณิกาไม่จำเป็นต้องมีดอกบัวที่แสนบริสุทธิ์ราคาล้ำค่า ที่แม่เล้าจูยินยอมให้นางปลูกตามความชอบก็เพื่อ
เอาใจเท่านั้น แต่ดอกบัวเหล่านี้มีเวลาของมัน มีเติบโต มีเบ่งบาน มีเหี่ยวเฉา มีร่วงโรย ไม่ได้มีคนมาผลัดเปลี่ยนให้สวยงามอยู่เสมอเช่นศาลารับลมกลางสระบัวที่นางเคยอยู่

‘อาโยว’ คนดีของข้า…ชีวิตในร่างข้าเป็นอย่างไรบ้าง สุขสบายดีหรือไม่? …รอข้าหน่อยเถอะ รอข้าสะสมชื่อเสียงให้เจ้าเป็นที่เลื่องลือทุกแคว้น…ถึงเวลานั้นแล้วข้าจะไปยืนต่อหน้าเจ้าเพื่อขอชีวิตของข้าคืน’

ดวงตาดำขลับมองเงาสะท้อนใบหน้างามในน้ำด้วยแววตาเย็นชาที่ทุกวันนางได้แต่ใช้ใบหน้าในเงาเป็นตัวตนของสหายรัก ใช้ภาพความจำของอีกคนหนึ่งมองอีกคนหนึ่งเพื่อตอกย้ำว่านางไม่ใช่เจ้าของร่างนี้

“เสี่ยวโยว”

เมื่อได้ยินเสียงเรียกหญิงสาวผู้สวมอาภรณ์งามตาตัดเย็บจากแพรพรรณเมืองชีเจียงซึ่งเป็นผ้าไหมที่แพงที่สุดกำลังนั่งมองเงาสะท้อนในของตนเองในสระบัวอันมีดอกบัวสีขาวเบ่งบานเต็มไปหมดก็หันไปมองตามเสียงเรียก

“มานั่งตากลมอะไรตรงนี้?”

“ท่านแม่…มีอะไรหรือเจ้าคะ?”

ฮูหยินรองตระกูลหรงมองดวงหน้าอ่อนเยาว์ก็ยกยิ้มตาม ยิ่งได้เห็นดวงตาเมล็ดซิ่งกลมโตน่ารัก จมูกเล็กรั้นขึ้น
นิด ๆ รับกับริมฝีปากแดงระเรื่อที่เหมือนจะอมยิ้มตลอดเวลาด้วยแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าไม่นานจากนี้เมื่อแต่งเข้าไปเป็นชายารององค์ชายสามแล้วบุตรสาวจะต้องเป็นที่โปรดปรานแน่นอน

“ไม่มีอะไร…เพียงแต่งานเลี้ยงบุปผาปีนี้คนขอให้เจ้าเล่นกู่ฉินอีกแล้ว”

“ท่านแม่ก็รู้ว่าข้าเล่นกู่ฉินไม่ได้แล้ว” เสียงหวานพูดอย่างแผ่วเบาพร้อมกับก้มหน้ามองนิ้วมือเนียนขาวทว่าหากจับดูจะรู้ว่าบริเวณปลายนิ้วนั้นจะมีไตแข็ง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากการฝึกฝนมาตลอดหลายปี และหากมองกันโดยละเอียดจะมองเห็นว่ามืองามคู่ดูจะผิดรูปอยู่สักหน่อย

เมื่อเห็นบุตรสาวรู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถเล่นกู่ฉินได้อีกต่อไปแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก…เมื่อสองปีก่อนไม่รู้ว่าบุตรสาวไปทำท่าไหน มือที่เจ้าตัวทะนุถนอมหวงแหนมาหลายปีกลับถูกก้อนหินก้อนใหญ่ในสวนหล่นลงมาทับขณะก้มหยิบถุงผ้าที่ตกลงบนพื้น แม้จะเชิญหมอหลวงมารักษาก็ไม่อาจทำให้มือคู่นี้กลับมาใช้งานได้ดีดังเดิม ยิ่งกับการดีดกู่ฉินก็ไม่อาจกลับมาเล่นได้โดดเด่นเลิศล้ำเหมือนเดิมอีกต่อไป

ตระกูลหรงเป็นตระกูลคหบดีที่หยั่งรากฐานในเมืองหลวงมาช้านาน หลายคนก็เป็นขุนนางรับใช้ราชสำนักโดยเฉพาะหรงเต๋อจง ที่ได้รับตำแหน่งใหญ่เป็นถึงเสนาบดีกรมพิธีการ ดังนั้นทุกคนจึงต่างมีหน้ามีตาไปด้วย

ซูซื่อเป็นฮูหยินของบ้านรองอาศัยอยู่ในจวนร่วมกันกับบ้านใหญ่ซึ่งไม่เคยมีเรื่องบาดหมางขัดแย้งกันแม้แต่
นิดเดียว นางมีบุตรสาวคนเดียวคือ ‘หรงเหมยโยว’ แต่หากนับตามลำดับตระกูลเด็กสาวเป็นคุณหนูลำดับที่สาม ยามที่จัดงานครบรอบหนึ่งปี ร่างเล็ก ๆ ขาว ๆ คลานไปที่กู่ฉินของท่านลุงใหญ่ก่อนจะใช้มือดีดมันจนเกิดเสียง ท่าทางและ
การกระทำนั้นทำให้เจ้าบ้านชอบใจมากเมื่อถึงวัยอันสมควรจึงเชิญอาจารย์มาสอนกู่ฉินให้หลานสาวโดยเฉพาะ

ฝีมือบรรเลงกู่ฉินของหรงเหมยโยวเป็นหนึ่ง พิธีการบางอย่างเสนาบดีกรมพิธีการก็พานางไปด้วยทำให้ชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่กล่าวขานมาตั้งแต่วัยเยาว์ ด้วยเหตุนี้เด็กสาวจึงเคยได้แสดงความสามารถหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้จนเป็นที่ชมชอบและวางตัวไว้ว่าเมื่อถึงวัยปักปิ่นจะมอบสมรสให้แต่งกับองค์ชายสามเจียงกู้ฉวน เนื่องจากเห็นว่าคนหนึ่งชอบ
บทกวี อีกคนชอบดนตรีน่าจะเป็นคู่ครองที่ดีคู่หนึ่ง

แต่เพราะอำนาจของตระกูลหรงนั้นเบาบาง ทำให้เด็กสาวไม่สามารถถูกเชิดชูเป็นชายาเอกได้ แต่สำหรับตำแหน่งชายารองก็ถือว่าสูงที่สุดสำหรับบุตรสาวของบ้านรองที่ดูแลกิจการร้านแพรพรรณแล้ว

….เดิมทีสองปีก่อนคุณหนูสามของตระกูลต้องแต่งเป็นสะใภ้หลวง ทว่านายผู้เฒ่าหรงสิ้นลมเสียก่อน ดังนั้น
บุตรหลานต้องไว้ทุกข์ทำให้การแต่งงานเลื่อนออกไป….

“องค์ชายสามส่งขนมจากในวังมาให้เจ้า…อย่านั่งอยู่ตรงนี้เลย”

“เจ้าค่ะ”

เมื่อมารดาพูดถึงคู่หมั้นคู่หมาย ดวงตาคู่งามก็เหมือนจะมีประกายให้เห็นมากขึ้น นางรีบลุกขึ้นแต่ก็ยังไม่วายหันกลับไปมองดอกบัวบานสะพรั่งในสระอีกครั้งก่อนจะก้าวเท้าออกจากศาลารับลมไปที่โถงหน้า

เกือบสามปีที่ผ่านมาของจากในวังที่ส่งมาให้หรงเหมยโยวไม่เคยขาด สิ่งที่ฮ่องเต้รับสั่งแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ถึงทั้งสองจะได้พบหน้ากันน้อยครั้งตามธรรมเนียม ทว่าหญิงสาวคนหนึ่งก็ยังเฝ้าฝันถึงวันที่จะได้ร่วมเคียงไปกับชายหนุ่มรูปงามมากความสามารถและอ่อนโยน

“คุณหนู…ขนมพวกนี้ประณีตงดงามมากจนไม่กล้ากินเลยเจ้าค่ะ ดูสิเจ้าคะมีขนมแกะสลักรูปดอกบัวที่คุณหนูชอบที่สุดด้วย” อี้ชิวผู้เป็นสาวใช้ขั้นหนึ่งชี้ไปที่ขนมหลายชิ้นซึ่งถูกแกะให้เป็นลายดอกบัวที่กำลังเบ่งบานราวกับเป็นดอกไม้จริง ๆ

แววตาของหญิงสาวหม่นแสงลงครู่หนึ่งอย่างที่ใครก็ไม่ทันสังเกตเห็น เพียงแต่ก็กลับมากระจ่างใสดังเดิมอีกครั้ง มือเรียวหยิบขนมชั้นนั้นขึ้นมากัดกินช้า ๆ ก่อนจะยกยิ้มเล็กน้อย

“กล่องที่เหลือส่วนหนึ่งเจ้าเอาไปบ้านใหญ่ อีกส่วนหนึ่งแบ่งไว้ที่นี่”

“เจ้าค่ะ”

“ไปเถอะ” เมื่อสาวใช้ประจำตัวยกขนมที่ถูกส่งมาจากในวังออกไปพร้อมกับสาวใช้คนอื่น ๆ มือที่ดูบิดเบี้ยวเล็กน้อยซึ่งถือขนมไว้ก็วางมันลงพร้อมกับหลับตาสงบสติอารมณ์

เกือบสามปี…เกือบสามปีแล้วที่นางมาอาศัยอยู่ในร่างของสหายรัก กลายมาเป็นคุณหนูสามตระกูลหรงที่ถูกวางตัวให้เป็นชายารองขององค์ชายสาม แต่กลับกลายเป็นว่าในทุกวันนางไม่อาจเป็นตนเองได้เลย ไม่อาจลิ้มรสอาหารที่ชมชอบ ไม่อาจแต่งกายตามใจนึกเพราะทุกอย่างต้องยึดตัวตนของหรงเหมยโยวไว้เป็นหลัก

นางขโมยชะตาชีวิตของอีกฝ่ายมาอย่างไม่น่าให้อภัย…แต่ค่ำคืนนั้นนางไม่อาจยอมเสียศักดิ์ศรีในการมอบ
เนื้อหนังให้กับชายต่ำทรามซึ่งพากันมาแย่งประมูลคืนแรก ตอนนั้นจึงนึกได้ว่าก่อนที่แม่นมจะสิ้นลมไประหว่างเดินทางเคยให้ของหลายอย่างกับนางไว้และให้นางจำเรื่องขโมยชะตาชีวิตของผู้อื่นมาเป็นของตนเองไว้ให้ดี ถึงยามคับขันก็สลับสับเปลี่ยนชะตากับผู้อื่นเพื่อชีวิตของตนเอง

นางรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องร้ายแรงหากว่ามีใครรู้เข้าแม้แต่ชีวิตก็คงรักษาไว้ไม่ได้ ข้อหาที่ครอบครัวมีอยู่แต่เดิมจะยิ่งมีมากขึ้น ถูกคนสาปแช่งมากขึ้น ตัวนางจะเป็นคนทำให้ตระกูลอินมัวหมองทว่าก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก หญิงสาวไม่ได้ตั้งใจจะขโมยชะตาของสหายรักแต่สำหรับชีวิตทั้งชีวิตนี้ของตนเองไม่มีตัวเลือกอื่นที่เหมาะสม

เพราะเป็นสหายกันมาตั้งแต่วัยเยาว์จึงรู้ดีมาเสมอว่าหรงเหมยโยวเก่งกว่านาง เฉลียวฉลาดกว่านาง ไม่ว่าจะเรื่องการค้าหรือศาสตร์สี่แขนงล้วนแต่เชี่ยวชาญทั้งสิ้น

‘ดวงตาข้าเป็นเช่นนี้ หน้าข้าเป็นเช่นนี้ ทำให้คนคิดว่าข้าไม่เด็ดขาด พึ่งพาไม่ได้ เพราะฉะนั้นแล้วนะอาโยว ข้าจะทำให้ท่านพ่อท่านแม่เห็นว่าแม้ข้าจะเป็นบุตรสาวคนเดียวก็เก่งกาจมากพอที่จะดูแลกิจการต่อได้!’

ก่อนที่เด็กสาวเจ้าของร่างจะเข้าไปช่วยงานลุงใหญ่ผู้เป็นเสนาบดีกรมพิธีการเคยป่าวประกาศก้องกับนางไว้ว่าจะทำให้ทุกคนเลิกพูดเสียทีว่าใบหน้าเยาว์วัยเป็นพวกพึ่งพาไม่ได้

หรงเหมยโยวเป็นผู้ที่ได้ครอบครองดวงตาเมล็ดซิ่ง ทำให้ผู้คนที่มองมามักมีรอยยิ้มอ่อนโยนให้เสมอ หลังจากเข้าวังบ่อยครั้งท่าทางห้าวหาญในกาลก่อนก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปแต่นางรู้ว่าภายในของสหายรักยังเต็มไปด้วยไฟร้อนที่ลุกโชนเช่นเดิม นางจึงเชื่อว่าในสถานการณ์แบบนั้นอีกฝ่ายจะเอาตัวรอดได้อย่างแน่นอน

นางรู้ว่าตนเองทำผิดมหันต์และนางก็ชดใช้สิ่งนี้มาโดยตลอด การอยู่ในฐานะคุณหนูสามผู้ซึ่งจะกลายเป็นสะใภ้หลวงในอนาคตไม่ใช่เรื่องง่าย โชคดีที่ตนเองคลุกคลีอยู่กับเจ้าของร่างมาตั้งแต่เด็ก เติบโตมาด้วยกันดุจพี่น้องในอุทร อะไรที่อีกฝ่ายชอบ อะไรที่อีกฝ่ายไม่ชอบ…กิริยาท่าทางหรือแม้แต่รสชาติอาหารนางล้วนรู้ทั้งสิ้น

….ทุกอย่างแม้จะลอกเลียนแบบได้ มีเพียงสิ่งเดียวที่นางไม่อาจทำได้คือการบรรเลงกู่ฉิน….

ความสามารถของนางเทียบไม่ได้กับอีกฝ่ายและเพื่อให้ไม่ถูกจับได้จึงจงใจวางแผนเจ็บตัว วันนั้นนางเป็นคนใช้หินทุบมือคู่นี้อย่างโหดเหี้ยมก่อนจะผลักหินก้อนใหญ่ในสวนมาใช้จัดฉาก ทุกคนต่างพากันเสียดายบอกเพียงว่าสวรรค์คงริษยาวาสนาที่ดีเกินไปจึงริบเอาพรสวรรค์นี้ไปก่อนแต่งงาน

เดิมทีคิดว่าขอเพียงแค่ทนอยู่เป็นเจ้าของร่างไม่นาน เมื่อแต่งงานไปกับชายหนุ่มสูงศักดิ์ที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมากมายก็จะสามารถปรับเปลี่ยนชีวิตให้กลับมาสู่ความเคยชินของตนเองได้ ไม่คาดคิดว่าผู้เฒ่าหรงจะสิ้นลมไปเสียก่อน นางจึงต้องกลายเป็นหรงเหมยโยวจนถึงทุกวันนี้

ขนมที่ในวังส่งมาไร้รสชาติ เพียงแค่เจือรสหวานมาเล็กน้อยเพราะเจ้าของร่างต้องการเล่นกู่ฉินด้วยใจสงบสุข
สิ่งใดที่ทำให้เกิดทุกข์มากเกินไปไม่ดี สิ่งใดที่ทำให้เกิดสุขเกินไปจะเกิดความโลภ ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุที่อีกฝ่ายเลิกกินอาหารที่มีรสชาติทำให้นางไม่สามารถลิ้มรสอะไรที่เปรี้ยวหวานได้เลย

ร่างแบบบางก้มมองขนมรูปดอกบัวที่ถูกกัดไปแล้วครึ่งหนึ่งก็พลันนึกถึงคนที่อยู่ห่างไกล…ไม่รู้ว่าป่านนี้ผู้ที่อยู่ในร่างนางจะเป็นอย่างไรบ้าง?

ไม่ใช่ว่านางไม่เคยคิดอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อไถ่ตัวร่างตนเองแต่มีวิญญาณของสหาย แต่เพราะไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าตนเองทำเรื่องที่ไม่อาจให้อภัยได้ลงไป รวมถึงนางไม่มีกำลังมากพอที่จะช่วย…ชื่อเสียงของนางในนามเดิมยังเป็นบุตรสาวของขุนนางต้องโทษ หากว่านางในร่างนี้มีส่วนเข้าไปพัวพันอีกเกรงว่าจะเป็นเรื่องผิดสังเกตและกลัวว่าจะถูกใครจับได้ในที่สุด

….หญิงสาวไม่กล้าทำอะไรนอกจากรู้สึกผิดกับตนเองทุกวัน แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้นางก็ยังคงทำเช่นเดิมเพราะทำใจไม่ได้ที่จะมีชีวิตตกต่ำในหอโคมเขียวโสมม….

“จิ่วเอ้อร์รู้จักเพลงนั่งเล่นริมบึงหรือไม่?” เสียงหวานถามนางรำที่ฝึกซ้อมอยู่ ก่อนจะถอนสายตาจากภาพเงาสะท้อนในน้ำพลางผินหน้าไปด้านหลัง

“รู้ว่าเป็นเพลงบรรเลงกู่ฉินเพลงหนึ่งเจ้าค่ะ แต่ไม่เคยฟังมาก่อน” ซินจิ่วตอบพร้อมเสียงหอบหายใจขณะเก็บพัดมาไว้ข้างตัว

“จริง ๆ เป็นเพลงที่ข้าชอบมากและไม่ชอบมากเช่นกัน”

“อย่างไรเจ้าคะ?”

“เพลงนั่งเล่นริมบึงเป็นเพลงที่บรรยายถึงกบน้อยกระโดดไปมาและปลาที่แหวกว่ายในสระบัว โดยมีผู้เฒ่า
หนวดขาวนั่งมองมันอย่างเฉยเมย…เจ้าฟังแล้วคิดเห็นอย่างไร?” ดาวเด่นของหอคณิกาอธิบายพร้อมกับหันไปทอดมอง
สระบัวรอบศาลาเล็กปล่อยให้ลมพัดโชยมาต้องกาย

“ฟังดูอิสระ…แล้วก็ดูเย็นชาเช่นกัน”

“อย่างไร?”

“พวกกบกับปลาต่างแหวกว่ายไปในที่ของมันตามที่ใจปรารถนา ดูอิสรเสรีแต่ผู้เฒ่าหนวดขาวกลับมองพวกมันด้วยความเฉยเมย ไม่ใช่ว่าเป็นคนเย็นชาหรือเจ้าคะ?”

“ข้าถึงได้บอกว่าให้เจ้าวางมือให้เสี่ยวอี๋แล้วกลับมาเล่นผีผาได้แล้ว” ได้ยินคำตอบอันน่าพอใจ ร่างงามก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากหลอกล่อให้นางรำขั้นหนึ่งเปลี่ยนงาน

“พี่โยวโหย่วเห็นด้วยกับข้าหรือเจ้าคะ?”

“เห็นต่างเล็กน้อยกระมัง…กบพวกนั้นกระโดดไปมา พวกมันมีความสุขหรือกำลังดิ้นรนจะใช้ชีวิตต่อไป ปลาที่แหวกว่ายกำลังว่ายเล่นหรือว่ากำลังพยายามหาอาหารเพื่อประทังชีวิตกันแน่ ถึงอย่างนั้นกลับมีคนเฝ้ามองอย่างไม่รู้สึก
รู้สาอะไร ไม่รู้ถึงความยากลำบากของพวกมันและไม่จำเป็นต้องรู้สึกเพราะว่าไม่ใช่เรื่องของตนเอง”

….สิ่งที่สหายรักกำลังทำก็ไม่ต่างอะไรกับผู้เฒ่าหนวดขาวที่มองนางกระโดดแหวกว่ายไปมาอย่างเฉยชา….

ซินจิ่วมองเงาด้านหลังของพี่สาวที่เปลี่ยนชีวิตของนางก็อ้าปากหมายจะพูดอะไรแต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี เพราะนางก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังโกรธหรือไม่พอใจเรื่องอะไรกันแน่

“ข้าไปหยิบผีผามาเล่นให้พี่โยวโหย่วฟังดีหรือไม่เจ้าคะ?”

“เอาสิ…เจ้าดีดผีผาข้าร่ายรำ สลับกันบ้าง ข้าก็อยากรู้นักว่าเหตุใดเจ้าจึงไม่ปล่อยตำแหน่งนี้เสียที” เมื่อได้ยินว่าร่างบางเย้ายวนด้านหลังจะบรรเลงผีผาให้ฟัง ไม่ต้องให้บอกรอบสองนางก็ลุกขึ้นยืนในทันที

ไม่นานจากนั้นเสียงผีผาก็ดังก้องไปทั่วหอตันหยาง คณิกาขายเรือนร่างได้ยินก็เพียงแค่นอนหันหลังปิดหูอย่างไม่พอใจ คณิกาขายศิลป์ผู้ใดว่างงานก็พากันเดินตามหาเสียงจนมาจบลงที่ริมสระซึ่งมีศาลาเล็กตั้งอยู่ตรงกลาง ด้านในคือดาวเด่นทว่าที่แปลกตาไปมากและไม่คาดคิดว่าจะได้เห็น…คือคนที่ควรจะเล่นเครื่องสายกลับร่ายรำ คนที่ควรจะร่ายรำกลับรัวนิ้วลงบนผีผาอย่างคล่องมือ

น้อยคนที่จะเคยได้เห็นแม่นางโยวโหย่วร่ายรำ ทว่าครั้งนี้กลับไม่เหมือนครั้งไหน ๆ นางไม่ได้ร่ายรำเพื่อการฝึกซ้อมหรือร่ายรำเพื่อใครแต่เป็นการร่ายรำเพื่อตนเองเท่านั้น

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...