ตร.ไซเบอร์จับ 5 ผู้ต้องหา หลอกเปลี่ยนหม้อแปลง ก่อนดูดเงินเหยื่อซื้อทองแท่ง
วันนี้ (31 ก.ค.2569) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ แถลงผลการจับกุมขบวนการมิจฉาชีพข้ามชาติ หลังได้รับแจ้งความจากผู้เสียหาย เป็นชายอายุ 61 ปี ถูกกลุ่มคนร้ายโทรศัพท์มาสุ่มติดต่อ แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า แจ้งว่าหม้อแปลงไฟฟ้าที่บ้านมีปัญหาต้องทำการเปลี่ยนใหม่ พร้อมหลอกว่าจะคืนเงินค่าประกันหม้อแปลงให้
จากนั้นออกอุบายให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์ ทำการวิดีโอคอล และส่งคิวอาร์โค้ดให้สแกน เมื่อผู้เสียหายทำตามขั้นตอน รหัส OTP ได้ถูกส่งเข้าโทรศัพท์ คนร้ายจึงหลอกถามโดยอ้างว่าเป็นหมายเลขลำดับคิว จนกระทั่งผู้เสียหายมารู้ตัวในภายหลังว่า เงินในบัญชีถูกโอนออกไปถึง 3 ครั้ง รวมเป็นเงินสูงถึง 1,800,000 บาท
ใช้บัญชีม้านิติบุคคล กว้านซื้อทองคำแท่งตัดเส้นทาง
จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า ขบวนการนี้มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบและซับซ้อน เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับและการอายัดบัญชี โดยใช้เวลาในการก่อเหตุอย่างรวดเร็ว
เมื่อเงินจากผู้เสียหายถูกโอนเข้ามา จะถูกส่งต่อเข้าสู่ "บัญชีม้านิติบุคคล" ในนามห้างหุ้นส่วนจำกัดแห่งหนึ่ง จากนั้นในวันเดียวกัน กลุ่มคนร้ายใช้บัญชีม้านิติบุคคลดังกล่าวทำธุรกรรมโอนเงินซื้อทองคำแท่งรวม 22 ครั้ง คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 5,000,000 บาท โดยมีผู้ต้องหาหญิงคนไทยทำหน้าที่ไปรับทองคำแท่ง แล้วนำไปส่งต่อให้ผู้ต้องหาชายคนไทยและชาวเวียดนามรวม 3 คน เพื่อนำทองคำไปทยอยขายตามร้านทองต่าง ๆ ในพื้นที่ จ.นนทบุรี ได้เงินสดกลับมามากกว่า 4,000,000 บาท
จากการเข้าควบคุมตัวผู้ต้องหาชาวเวียดนาม 2 คน ขณะนำทองคำไปขาย พบพฤติกรรมน่าสนใจว่า สาเหตุที่ชาวเวียดนามต้องเดินทางมาควบคุมการขายทองคำด้วยตัวเอง เนื่องจากไม่ไว้วางใจผู้ร่วมขบวนการคนไทย เพราะเกรงว่าจะถูกเชิดทองคำหนีไป
ทั้งนี้ ผลการปฏิบัติการสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 7 คน และควบคุมตัวได้แล้ว 5 คน แบ่งเป็นคนไทย 2 คน และชาวเวียดนาม 3 คน พร้อมตรวจยึดของกลางประกอบด้วย ทองคำแท่ง 14 แท่ง น้ำหนักรวม 27 บาท 50 สตางค์ โทรศัพท์มือถือ 7 เครื่อง เงินสดกว่า 60,000 บาท และรถยนต์อีก 2 คัน
เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวมีนายทุนใหญ่ สั่งการมาจากประเทศเวียดนาม แม้ปัจจุบันจะยังไม่พบเส้นทางการโอนเงินออกนอกประเทศ แต่มิจฉาชีพใช้วิธีนำเงินสดที่ได้จากการขายทองมาแบ่งปันกันในกลุ่ม ซึ่งตำรวจไซเบอร์กำลังเร่งขยายผล เพื่อติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอีก 2 คนมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน
อ่านข่าว :
“อัยการญี่ปุ่น” สั่งไม่ฟ้องสาวไทย หลังเจอ “ไอซ์ซุกซองกาแฟ” ระบุหลักฐานไม่เพียงพอ
"สถานทูตอังการา" เปิดเอกสารชี้แจงข้อสงสัยดำเนินการกรณี "ฮลุน โซโล่"
ญี่ปุ่นเตรียมเปิดตัว "สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ" ครั้งแรก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2