โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

วาทกรรมลวงโลก กล่าวหา ‘งบสถาบันฯ’ ล้างผลาญ ‘ภาษีกู’

แนวหน้า

เผยแพร่ 03 เม.ย. 2565 เวลา 17.00 น.

คนบางกลุ่มที่เป็นแนวร่วมม็อบสามนิ้ว สนับสนุนคณะก้าวหน้าและพรรคก้าวไกล ไปชูป้ายเรื่อง “ภาษีกู” กับการเลี้ยงดูสถาบันกษัตริย์ และมีการเสนอที่มีนัยกล่าวหาโจมตีอย่างรุนแรงด้วยความเท็จ

ขณะที่พรรคก้าวไกล ก็พยายามออกมาป่าวร้องว่า “การตรวจสอบงบประมาณ รวมทั้งงบสถาบันกษัตริย์ คือหน้าที่ของผู้แทนราษฎร ถ้าตรวจสอบไม่ได้ เราจะมีสภาไปทำไม?” อ้างว่า สส. พรรคก้าวไกลทำหน้าที่ในการตรวจสอบตามปกติ ได้รับหนังสือจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต. ) เรียกไปชี้แจงกรณีอภิปรายตรวจสอบงบประมาณและเผยแพร่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณของหน่วยราชการในพระองค์ ระหว่างการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 อาจขัดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92(2) เข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือไม่

น่าสนใจมาก คือ แฟนเพจ ฤๅ - Lue History ได้นำเสนอข้อเขียน เรื่อง “ตีแผ่วาทกรรมลวงโลก กล่าวหา “งบสถาบันฯ” ล้างผลาญ “ภาษีกู” ระบุว่า

“…“พระมหากษัตริย์ไทย คือกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก” นี่คือหนึ่งในคำกล่าวหาของม็อบปลดแอก ที่ใช้โจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ มาอย่างต่อเนื่องและเมื่อถามถึงที่มาของคำว่า “รวยที่สุดในโลก” ก็จะได้รับคำตอบกลับมาว่าไปอ่านจากทวิตเตอร์มา ไปอ่านจากวิกิพีเดียมา ว่ามูลค่าพระราชทรัพย์ของในหลวงมีสูงถึง 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์ แถมโยนทุกอย่างมารวมไว้ด้วยกันทั้งทรัพย์สินส่วนพระองค์ ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ งบประมาณสำนักพระราชวัง แม้กระทั่งงบประมาณในโครงการพระราชดำริต่าง ๆ ก็ยังเอามาปนกัน และตบท้ายว่าทรัพย์สินกับงบประมาณเหล่านี้มาจากภาษีประชาชนที่เอาไปให้กษัตริย์ล้างผลาญ

ซึ่งทั้งหมดเป็นความเข้าใจที่ “ผิด” เป็นชุดความคิดที่ยัดเยียดส่งต่อกันมาและเชื่อตามๆ กันไป

ทรัพย์สินส่วนพระองค์ คือ ทรัพย์สินที่เป็นพระราชมรดกตกทอดของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้นโดยเฉพาะ เรียกง่ายๆ ว่าเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เช่น ทรัพย์สินของสกุลมหิดลที่เป็นมรดกตกทอดมาจาก สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ย่าของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงเป็นคนประหยัด ขยันทำมาค้าขาย จนรัชกาลที่ 5 ตรัสเสมอว่า “แม่กลางร่ำรวย” ซึ่งในหลวงรวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ ต่างได้ใช้ทรัพย์สินส่วนพระองค์นี้ ในการช่วยเหลือประชาชนตลอดจนเป็นทุนสนับสนุนโครงการต่างๆเช่น โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา, มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และโครงการส่วนพระองค์อีกมากมาย ก็ล้วนใช้พระราชทรัพย์ส่วนนี้ทั้งสิ้น

ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ คือ พระราชมรดกตกทอดแห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ เป็นทรัพย์สินของสถาบันพระมหากษัตริย์ และย่อมจะสืบทอดต่อไปยังพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ถัดไปในอนาคต เป็นพระราชทรัพย์ของราชวงศ์จักรี หาได้เป็นทรัพย์ของแผ่นดินไม่ ซึ่งผู้ดูแลทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่เดิมคือ กรมพระคลังข้างที่ และในปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็น “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์”

กรมพระคลังข้างที่ มีส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก เช่น การก่อตั้งกิจการธนาคารในประเทศไทย คือ ธนาคารสยามกัมมาจล ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งต่อมา คือธนาคารไทยพาณิชย์ในปัจจุบัน ก่อตั้งบริษัท ปูนซิเมนต์ไทยจำกัด เพื่อผลิตซีเมนต์ใช้เองในการพัฒนาประเทศ

ปี พ.ศ.2435 ได้มีการแยกงบประมาณราชการแผ่นดิน กับส่วนพระองค์ ออกจากกันเด็ดขาด กล่าวคือ มีการโอนย้ายกรมพระคลังข้างที่ซึ่งสังกัดกระทรวงพระคลัง ไปขึ้นต่อกระทรวงมุรธาธร นับแต่นั้น “กรมพระคลังข้างที่”ก็อยู่ในบังคับบัญชาส่วนพระองค์ จนกระทั่งเปลี่ยนไปเป็น “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งในวาระการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เป็น “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์”

พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2560 และ 2561 ทั้งทรัพย์สินส่วนพระองค์ (พระเจ้าแผ่นดินในฐานะตัวบุคคล) และทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (พระเจ้าแผ่นดินในฐานะสถาบันพระมหากษัตริย์) ดูแลจัดการโดย “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์”โดยที่ในหลวงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้งกรรมการสำนักงานได้ตามพระราชอัธยาศัยเพื่อประโยชน์สำคัญ คือ

ทำให้ทรงจัดการพระราชทรัพย์ได้สะดวกและเป็นประโยชน์ได้ง่ายขึ้น

ทำให้ทรงเสียภาษีอย่างถูกต้องได้ทั้งหมด

ทำให้ทรงได้รับสิทธิ์อันชอบธรรมในการดูแลพระราชมรดกแห่งพระราชวงศ์จักรี

ทำให้ทรงงานและทรงใช้พระราชทรัพย์ในการทรงงานเพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ดังพระราชปณิธาน สืบสาน ต่อยอด พระราชดำริแห่งในหลวงรัชกาลที่ 9เพื่อให้ประเทศมีการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไปได้

ตัวอย่างในการจัดการพระราชทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติ คือการที่พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานที่ดินมากมายที่เคยอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปเป็นสาธารณประโยชน์ และทรงยกให้หน่วยราชการจำนวนมาก เช่น ทรงมีพระบรมราชโองการ ยกที่ดินแปลงริมถนนราชดำริ 67 ไร่ ให้โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยไว้เก็บดอกผลเป็นต้น

งบประมาณสำนักพระราชวัง คือ เงินงบประมาณแผ่นดินเฉพาะหมวดค่าจ้างเงินเดือนข้าราชการในสำนักพระราชวัง หมวดค่าดำเนินการ และหมวดค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ของสำนักพระราชวัง ซึ่งประเทศต่างๆ ที่ปกครองด้วยระบอบ Constitutional monarchy ทั่วโลก ก็ต้องมีงบประมาณในส่วนนี้เหมือนกันทั้งโลก และรัฐบาลก็จัดถวายทุกประเทศทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น the Imperial Household Agency ของประเทศญี่ปุ่น Royal Households of the United Kingdom ของสหราชอาณาจักร

ปัจจุบัน สำนักพระราชวังมีบุคลากรทั้งสิ้นประมาณหนึ่งหมื่นคน และได้รับงบประมาณปีละหกพันแปดร้อยล้านบาท ซึ่งไม่ได้ถือว่ามากแต่อย่างใด และจำนวนอัตราข้าราชการในสำนักพระราชวัง จะถูกควบคุมและจำกัดโดยกฎเกณฑ์ของสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เช่นเดียวกับทุกกระทรวง ทบวง กรม

งบประมาณในโครงการพระราชดำริ คือ งบประมาณแผ่นดินซึ่งมาจากภาษีประชาชนและภาษีอื่นๆ แต่งบประมาณส่วนนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พูดง่ายๆ คือไม่ได้เอาไปให้พระมหากษัตริย์ใช้จ่าย หากแต่เอาไปกระจายให้หน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบ นำไปใช้ ทุกบาททุกสตางค์ ใช้เพื่อประชาชน ในหลวงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงบประมาณส่วนนี้แม้แต่บาทเดียว

โดยโครงการต่างๆ นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อความคล่องตัว และเป็นการดำเนินการที่ช่วย “อุดรอยรั่วให้กับภาครัฐ” เพื่อผลปลายทางคือทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งโครงการในพระราชดำริทั้งหมด 4 พันกว่าโครงการนั้นได้ทดลองและริเริ่มขึ้นโดยพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น

ข้อมูลทั้งหมดนี้ เป็นการอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ถึงที่มาและความแตกต่างของทรัพย์สินส่วนพระองค์ ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ งบประมาณสำนักพระราชวัง และงบประมาณในโครงการพระราชดำริ ซึ่งแยกส่วนกันอย่างชัดเจน ไม่ใช่งบประมาณก้อนเดียวที่มีไว้สำหรับพระมหากษัตริย์ ตามที่มีผู้พยายามบิดเบือนและโยงทุกอย่างว่ามาจากภาษีของประชาชน

ดังนั้น การออกมาเรียกร้องว่า ทรัพย์สินและงบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์มาจาก “ภาษีกู” จึงเป็นความเข้าใจที่ “ผิด” และเป็นแค่ชุดความคิดที่เชื่อตามๆ กันไป ของคนที่ไม่เคยสนใจหาข้อมูลใดๆ เลย…”

เนื้อหาสาระข้างต้น แจกแจงความจริงอย่างกระจ่างชัด ทำให้เห็นเจตนาชั่วร้ายของผู้ที่ใช้วาทกรรมลวงโลกบ่อนทำลายสถาบันกษัตริย์ของไทย

สารส้ม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...