โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

จาก ‘รุ่งโรจน์’ สู่ ‘ร่วงโรย’ จุดเปลี่ยน ‘ตึกแถว’ ในวันใกล้สูญพันธุ์

MATICHON ONLINE

อัพเดต 20 พ.ค. 2565 เวลา 06.53 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. 2565 เวลา 06.00 น.

“เก่าไป ใหม่มา” ปรากฏการณ์ “ตึกแถว” ในกรุงเทพมหานครที่ถูกกลืนหายไปจากความทรงจำอย่างต่อเนื่อง

จึงเกิดคำถาม ฤๅตึกแถวใกล้สูญพันธุ์?

มีคำตอบจากแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ฟันธง “ยังไม่สูญพันธุ์” แต่ “ถูกกลายพันธุ์” เป็นศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ออฟฟิศ คอนโดมิเนียม เป็นการเปลี่ยนผ่านตามกาลเวลา ยุคสมัยของการอยู่อาศัย หลังนักลงทุนรายใหญ่กว้านซื้อทุบทิ้ง สร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาแทนที่

ขณะที่การมาของ“รถไฟฟ้า” ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนของการพัฒนาเมือง ซึ่ง“สยามสแควร์” เป็นภาพสะท้อนชัดเจน จากศูนย์การค้าห้องแถวแนวราบใหญ่สุดใจกลางกรุงด้วยเนื้อที่ 63 ไร่ เมื่อรถไฟฟ้าบีทีเอสเปิดหวูด ผลักดัน “สยามสแควร์” ย่านช้อปปิ้งดังในตำนานในวันวาน เป็น “เมืองศิวิไลซ์” ในวันนี้

หลังสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ PMCU เจ้าของพื้นที่ทยอยปรับลุคตึกแถวและภูมิทัศน์พื้นที่บางโซน สร้างตึกสูงรูปทรงทันสมัยทับพื้นที่ตึกเก่าที่ทุบทิ้งไปให้สอดรับกับสภาพเมืองที่เปลี่ยนไป

ล่าสุดถึงคิวที่ดินหัวมุมแยกปทุมวัน

เนื้อที่ 7 ไร่ หลัง บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา ชนะประมูล ได้รื้อโรงหนังสกาลาและอาคารพาณิชย์ 79 คูหา แหล่งรวมคลินิกเสริมความงาม ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าแฟชั่น เครื่องสำอาง ธนาคาร และโรงเรียนกวดวิชา เตรียมขึ้นโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส มีศูนย์การค้า โรงแรม ออฟฟิศและที่จอดรถ

  • พลิกตำนาน ‘ตึกแถว’ ทำไมถึงจุดเปลี่ยน

ไม่ใช่แค่รถไฟฟ้าที่เป็นจุดพลิกผันการพัฒนาเมือง “ศานิต อรรถ ญาณสกุล” ซีอีโอ บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เล่าว่า เมื่อก่อนตึกแถวหรืออาคารพาณิชย์เป็นที่นิยมพัฒนากันมาก เพราะสามารถใช้พื้นที่เพื่อค้าขายและอยู่อาศัยได้ แต่ช่วงหลังๆ เริ่มมีการพัฒนาน้อยลง เพราะมีปัญหาเรื่องหาที่จอดรถลำบาก หลังห้ามจอดรถบนถนนสายหลัก ทำให้ตึกแถวเริ่มตายและกลายพันธุ์เป็นห้าง คอมมูนิตี้มอลล์ มีที่จอดให้คนเดินซื้อของได้ ซึ่งต่อไปการพัฒนาจะกลับมาเหมือนยุคแรกๆ อย่างเมืองทองธานี และสยามสแควร์ที่พัฒนาแล้วไม่ร้าง ไม่ตาย เพราะมีที่จอดรถให้ลูกค้า แม้สภาพตึกจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลาก็ตาม

“ตึกแถวไม่สูญพันธุ์ ในอนาคตรูปแบบการพัฒนาจะเป็นแบบผสมผสานหรือมิกซ์ยูส มีทั้งตึกแถว ตลาด และที่จอดรถ อาจจะสร้างลึกเข้าไปจากถนนสายหลักหรือสร้างบนพื้นที่ขนาดใหญ่ในทำเลชานเมืองหรือในต่างจังหวัด เพราะในเมืองพัฒนาไม่ได้แล้ว ราคาที่ดินสูง และส่วนใหญ่จะถูกซื้อแล้วทุบทำคอนโดมิเนียม เลยทำให้ตึกแถวถูกลดความสำคัญลงเรื่อยๆ”

ขณะที่ในแผนลงทุนของเพอร์เฟค “ศานิต” บอกว่าในครึ่งปีหลังนี้จะพัฒนาโครงการย่านถนนชัยพฤกษ์เป็นรูปแบบผสมผสาน ด้านหน้ามีตึกแถวที่ออกแบบให้ทันสมัย เป็นพื้นที่พาณิชยกรรม รองรับที่อยู่อาศัยอยู่ภายในโครงการ

สอดคล้องซีอีโอค่ายพฤกษา เรียลเอสเตท

“ปิยะ ประยงค์” ระบุว่า ตึกแถวยังไม่สูญพันธุ์ แต่ทำเลใจกลางเมืองที่จอดรถหายาก รวมถึงรูปแบบอาคารและไลฟ์สไตล์การพัฒนาก็เปลี่ยนไปตามความเจริญ หลังมีการกว้านซื้อตึกแถว เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมและคอมมูนิตี้มอลล์ ทำให้ร้านค้าโชห่วยหายไปด้วย

“การพัฒนาตึกแถว ต้องเลือกโลเกชั่นดีๆ หากอยู่ในเมืองจะไม่คุ้มกับการพัฒนาเพราะราคาที่ดินสูง ต้องพัฒนาเป็นรูปแบบอื่น เช่น คอนโดมิเนียมหรือทาวน์โฮม ทำให้ทำเลในเมืองไม่ค่อยเห็นตึกแถวสร้างใหม่ และคนก็ขยับขยายไปอยู่ชานเมืองกันมากขึ้นด้วย ซึ่งการพัฒนาโครงการของพฤกษาหากเป็นที่ดินแปลงใหญ่ติดถนน จะสร้างอาคารพาณิชย์ที่ทันสมัย 50-60 ยูนิตอยู่ด้านหน้าไว้รองรับผู้อยู่อาศัยในโครงการ”

ยังมีคำบอกเล่าจากบิ๊กแสนสิริ “อุทัย อุทัยแสงสุข” ว่า ได้ยินคนพูดมานานมากแล้วว่าตึกแถวจะสูญพันธุ์ ตั้งแต่มีการห้ามจอดรถริมถนน แต่มองว่าขึ้นอยู่กับโลเกชั่นมากกว่า ถ้าทำเลยังสามารถค้าขายได้ เดินได้ อยู่อาศัยได้ก็ยังมีให้เห็น แต่จะกลายพันธุ์เปลี่ยนโฉมในย่านใจกลางเมืองมากกว่า

“ต่างจังหวัดยังมีคนซื้อตึกแถวไว้ทำมาค้าขาย ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายเล็กที่จะพัฒนารองรับตลาด รายใหญ่จะพัฒนาต่อเมื่อมีพื้นที่ด้านหน้าโครงการเหลือ เพื่อทำเป็นคอมเมอร์เชียล รองรับลูกค้าโครงการ แต่รูปแบบจะไม่เหมือนเดิม จะพัฒนาหลายหลัง ส่วนตึกเก่าในเมืองจะถูกกว้านซื้อกลายพันธุ์เป็นโฮมออฟฟิศ คอมมูนิตี้มอลล์ คอนโดมิเนียม ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ซึ่งแสนสิริก็หันมาพัฒนาเป็นโฮมออฟฟิศมากขึ้นในปัจจุบัน”

  • AREA มองอีก 10 ปี ‘ซัพพลาย’ ไม่เพิ่ม ไม่ลด

จาก “นักพัฒนา” มาดูข้อมูลจาก 2 นักวิชาการ 2 สำนัก ฉายภาพเทรนด์ตึกแถว ทำไมถึงลดน้อยลง ทำแล้วจะมีอนาคตหรือไม่?

“โสภณ พรโชคชัย” ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด (AREA) เปิดบริบทว่า ตึกแถวอาจเรียกว่าอาคารพาณิชย์ ก่อสร้างเป็นห้องแถว ชั้นล่างใช้เพื่อการพาณิชย์ ชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งตึกแถวในประเทศไทยต้องมีตัวอาคารแต่ละหน่วยที่มีหน้ากว้างไม่ต่ำกว่า 4 เมตรและมักมีความลึก 12 เมตร โดยด้านหน้าอาจต้องเว้นระยะ 4-12 เมตร
และด้านหลังอีก 2-3 เมตร

“น่าแปลกใจว่าตึกแถวเคยมีสัดส่วนถึง 27.3% หรือมากกว่า 1 ใน 4 ของที่อยู่อาศัยทั้งหมดในเขตกรุงเทพฯ จากผลสำรวจเมื่อ 38 ปีก่อน ตามโครงการศึกษาการจัดการที่ดินกรุงเทพฯ พบว่าตึกแถวเป็นที่อยู่อาศัยได้รับความนิยมสูงมาก ยิ่งเมื่อเทียบกับปี 2517 มีตึกแถวในสัดส่วน 24.4% แสดงว่าตลอด 10 ปี (2517-2527) ตึกแถวมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นทั้งที่ประชาชนที่ประกอบอาชีพค้าขายมีไม่ถึง 1 ใน 4 แสดงว่าตึกแถวมีไว้เพื่อการอยู่อาศัยล้วนๆ ไม่ใช่เพื่อการพาณิชย์ และภายหลังจำนวนตึกแถวลดลงตามลำดับ”

“โสภณ” เปิดข้อมูล ณ สิ้นปี 2564 มีที่อยู่อาศัยในมือผู้ประกอบการเหลือขาย 211,770 หน่วย ในจำนวนนี้มีตึกแถว 3,532 หน่วย หรือ 1.7% แสดงให้เห็นว่าทุกวันนี้ตึกแถวมีน้อยมาก เพราะที่อยู่อาศัยปัจุบันเป็นอาคารชุด ส่วนหน่วยขายเปิดใหม่ตึกแถวมีเพียง 451 หน่วยหรือเฉลี่ยเดือนละ 38 หน่วยหรือ 0.8% ของที่อยู่อาศัยทั้งหมดมีจำนวน 66,118 หน่วย ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยเปิดตัวมากสุด คือ ห้องชุด 23,445 หน่วยหรือ 38.8% ทาวน์เฮาส์ 23,248 หน่วยหรือ 38.4% บ้านเดี่ยว 7,771 หน่วยหรือ 12.8% ตามลำดับ

จากสถิติ “โสภณ” อธิบายว่า การที่ตึกแถวเปิดตัวแค่ 0.8% อาจทำให้เข้าใจว่าตึกแถวหมดยุคไปแล้ว ซึ่งมีส่วนจริงอยู่บ้าง เพราะหดตัวจาก 1 ใน 4 ของที่อยู่อาศัยทั้งหมด แต่คงไม่ถึงขนาดสูญพันธุ์จริงๆ

เนื่องจาก 1.ในบางบริเวณธุรกิจโดยเฉพาะในเขตเมืองเก่า เขตไชน่าทาวน์ ยังมีความต้องการตึกแถว 2.ในพื้นที่จัดสรรแนวราบที่มีทาวน์เฮาส์ หรือบ้านเดี่ยว อาจก่อสร้างตึกแถวไว้ด้านหน้า 3.ในต่างจังหวัด ยังนิยมก่อสร้างตึกแถวขาย และ 4.ตึกแถวบางส่วนอาจแปลงโฉมใหม่เป็นโฮมออฟฟิศที่ชั้นล่างใช้ประกอบการและชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย

“เชื่อว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ความต้องการตึกแถว ยังคงไม่ได้เพิ่มขึ้น แม้จะไม่ได้ลดลงไปกว่านี้แล้วก็ตาม เพราะการอยู่อาศัยแบบอาคารชุดจะเป็นที่อยู่อาศัยหลัก” โสภณกล่าวย้ำ

  • REIC ชี้ ‘พฤติกรรม-ทำเล’ เปลี่ยน

ขณะที่ “วิชัย วิรัตกพันธ์” รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) กล่าวว่า ปัจจุบันการพัฒนาที่อยู่อาศัยประเภทอาคารพาณิชย์หดตัวลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 กว่าปีนี้ ล่าสุดจากการสำรวจของ REIC ในช่วงสิ้นปี 2564 พบว่ามีอาคารพาณิชย์ที่เหลือขายใน 27 จังหวัด จำนวน 4,522 หน่วย มูลค่า 22,531 ล้านบาท ตั้งอยู่พื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล 43.3% รองลงมาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สัดส่วน 25.5% ส่วน 5 จังหวัดที่เหลือขายมากสุด ได้แก่ ปทุมธานี ชลบุรี สมุทรสาคร ระยอง และกรุงเทพฯ

เมื่อเจาะลึกการเปลี่ยนแปลงของหน่วยเหลือขายช่วงปี 2561-2564 ของพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล “วิชัย” ระบุว่า หน่วยเหลือขายลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2562 ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า สาเหตุเพราะมีหน่วยที่เกิดใหม่น้อยมาก ซึ่งครึ่งหลังของปี 2564 ในพื้นที่ 27 จังหวัด มีเพียง 336 หน่วย มูลค่า 1,918 ล้านบาท ยังคงอยู่พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 65.5% และ EEC 18.8% เช่น กรุงเทพฯและปริมณฑลลดลงตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2562 จากเคยสูงถึงกว่า 600 หน่วย มูลค่า 4,000 ล้านบาทในครึ่งหลังปี 2561 แต่ลดลงเหลือกว่า 200 หน่วย มูลค่า 1,000-2,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2563-2564

สำหรับยอดขายของอาคารพาณิชย์ “วิชัย” ฉายภาพว่า ค่อนข้างน้อย ดูจากยอดขายใหม่ในพื้นที่ 27 จังหวัด ช่วงครึ่งหลังของปี 2564 มีเพียง 729 หน่วย มูลค่า 3,633 ล้านบาท โดย 5 จังหวัดที่มีหน่วยขายมากที่สุด ได้แก่ ปทุมธานี ชลบุรี กรุงเทพฯ ระยอง และนครปฐม ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ที่เคยขายได้สูงสุดปี 2561 ประมาณ 600 หน่วย มูลค่า 3,200 ล้านบาท ลดลงเหลือกว่า 300 หน่วย มูลค่า 2,200 ล้านบาทในแต่ละครึ่งปี

“จากปรากฏการณ์ที่สำรวจเป็นสิ่งชี้ให้เห็นชัดว่า อาคารพาณิชย์ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยหลักที่ได้รับการพัฒนาแล้ว เป็นเหตุจากการเปลี่ยนของพฤติกรรมผู้ซื้อสินค้าที่ชอบซื้อของจากห้างสรรพสินค้า และการเปลี่ยนแปลงศักยภาพของทำเลจากความไม่สะดวกจอดริมถนน และมีการเดินทางด้วยรถไฟฟ้ามากขึ้น” ผอ.REIC สรุป

เป็นวัฏจักรธุรกิจ เมื่อมีรุ่งโรจน์ ก็มีร่วงโรย ตามกาลเวลา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...