โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาหาร

“เจงกิสข่าน” อาหารขึ้นชื่อของฮอกไกโด! กับ 3 ข้อสันนิษฐานว่าทำไมต้องเป็นเจงกิสข่านเท่านั้น!

conomi

อัพเดต 26 ก.ค. 2567 เวลา 13.06 น. • เผยแพร่ 26 ก.ค. 2567 เวลา 05.00 น. • conomi.co

เพื่อน ๆ ผู้อ่าน CONOMI พอจะคุ้นชื่อเจงกิสข่านกันไหมคะ หลาย ๆ คนอาจจะนึกถึงชื่อของบุคคลในประวัติศาสตร์ หรือเพลงเจงกิสข่าน? แล้วทราบรึเปล่าว่าเจงกิสข่านเป็นชื่อ เมนูอาหารชื่อดังของฮอกไกโด ด้วย วันนี้ผู้เขียนจะพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักกันเมนูนี้กันค่ะ

เมนูเจงกิสข่านคืออะไร?

เจงกิสข่าน

ดูหน้าตาแล้วก็ไม่ต่างจากเนื้อย่างเลยใช่ไหมคะ ใช่แล้วค่ะ เมนูเจงกิสข่าน ก็คือเมนูเนื้อย่างเหมือนที่เรากินกันทั่วไปนี่แหละค่ะ เพียงแต่เนื้อนั้นไม่ใช่เนื้อวัวหรือเนื้อหมู แต่เป็น “เนื้อแกะ” !!

เจงกิสข่านเป็นเมนูที่คุ้นเคยกันดีสำหรับชาวฮอกไกโดค่ะ อันที่จริงแล้วที่จังหวัดอื่น ๆ ก็มีการรับประทานเนื้อแกะเหมือนกัน แต่เจงกิสข่านของฮอกไกโดมีชื่อเสียงมากกว่า เรียกได้ว่าเป็นของดีประจำฮอกไกโดที่คนไปเที่ยวต้องไปลองรับประทานดูสักครั้งค่ะ

เจงกิสข่าน

ส่วนใหญ่แล้ว เมนูนี้จะย่างบนเตาแบบเฉพาะพิเศษ ซึ่งเตานั้นจะมีลักษณะเหมือนเป็นโดมตรงกลางคล้ายกับเตาสีดำของบาบีคิวพลาซ่าในบ้านเรา บางที่ก็หมักเนื้อกับน้ำจิ้มไว้ก่อน บางที่ก็จิ้มทีหลัง ย่างเนื้อตรงกลาง และใส่ผักรอบ ๆ ส่วนใหญ่จะใส่ถั่วงอก พริกหยวก หอมหัวใหญ่ค่ะ

จุดเริ่มต้นของเจงกิสข่านที่ฮอกไกโด

เจงกิสข่าน, ฮอกไกโด

อันที่จริงแล้วเมนูเนื้อแกะนี้เพิ่งเริ่มเข้ามาในญี่ปุ่นได้ไม่นาน เมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของญี่ปุ่น นั่นก็คือ ในช่วงยุคไทโช (ปีค.ศ. 1912 – 1926) เอง ส่วนชาวฮอกไกโดเริ่มรับประทานกันอย่างแพร่หลายในครัวเรือนในยุคถัดมาหรือช่วงต้นยุคโชวะ

ในปี 1918 เริ่มมีการเลี้ยงแกะในฮอกไกโดเพื่อผลิตขนแกะสำหรับชุดทหาร จากที่ก่อนหน้านี้จะเป็นการนำเข้าซะส่วนใหญ่ แต่ช่วงระหว่างสงครามไม่สามารถนำเข้าได้ จึงเริ่มผลิตเองในประเทศแทน โดยมีแหล่งเพาะพันธุ์อยู่ที่สึคิซามุ เมืองซัปโปโร และ เมืองทาคิคาวะ

และหลังจากนั้นก็เริ่มมีการใช้ประโยชน์จากแกะมากขึ้น เอกสารในปี 1931 มีบันทึกว่าเริ่มมีการนำเนื้อแกะมาทำเป็นอาหาร ในปี 1936 ก็มีเอกสารปรากฏว่ามีงานเลี้ยงกินหม้อไฟเจงกิสข่านที่ซัปโปโร และหลังจากนั้น เจงกิสข่านก็เริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น

เจงกิสข่าน

จากที่ตอนแรกถูกมองว่าเป็นอาหารราคาถูกในบรรดาเมนูเนื้อย่าง แต่ด้วยชื่อที่ค่อนข้างมีอิมแพค ทำให้เมนูนี้แพร่หลายภายในฮอกไกโดมากขึ้น ถึงแม้ว่าช่วงหลังสงครามจำนวนแกะเลี้ยงจะลดลง แต่ก็มีการใช้เนื้อแกะนำเข้าแทน จนปัจจุบันเมนูเจงกิสข่ายกลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมการกินที่ขาดไม่ได้ของชาวฮอกไกโด

เอ๊ะ! แล้วทำไมถึงชื่อเจงกิสข่านล่ะ?

สงสัยใช่ไหมคะว่าทำไมเมนูเนื้อแกะย่างนี้ถึงชื่อ เจงกิสข่าน ผู้เขียนก็สงสัยเช่นกันค่ะ หลังจากที่ได้ไปค้นหาคำตอบมา ดูเหมือนจะมีข้อสันนิษฐานหลายแบบเลยค่ะ

1. มาจาก เจงกิสข่านแห่งจักรวรรดิมองโกล

เจงกิสข่าน

ข้อสันนิษฐานแรกมาจากเจงกิสข่าน จักรพรรดินักรบชาวมองโกล ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิมองโกล ชื่อที่หลาย ๆ คนน่าจะคุ้นหูหรือเคยได้ยินประวัติของเขากันอยู่

ว่ากันว่าในระหว่างการเดินทาง เจงกิสข่านให้เหล่าทหารกินเนื้อแกะเพื่อประทังชีวิต จึงทำให้เป็นที่มาของชื่อนี้ค่ะ แต่ดูเหมือนว่าในบรรดาอาหารมองโกลจะไม่มีอาหารประเภทนี้อยู่ อ่าว..ซะงั้น

2. มาจาก เมนูของจีน

ข้อสันนิษฐานต่อมา ว่ากันว่ามาจากเมนูเนื้อแกะย่างของจีน ที่ต่อมาได้มีการนำมาทำเป็นสไตล์ญี่ปุ่น และตั้งชื่อว่า “เจงกิสข่าน” โดยถ้าพูดถึงเนื้อแกะ ก็ต้องนึกถึง มองโกล และมองโกล = เจงกิสข่าน ฮีโร่แห่งมองโกล

3. มาจาก หมวกเกราะ?

ส่วนข้อนี้มาจากหม้อที่ใช้สำหรับทำเจงกิสข่านนั้นคล้ายกับหมวกเกราะที่กองทัพของเจงกิสข่านใช้ ก็เลยเป็นที่มาของชื่อนี้ค่ะ

ซากุระ

เป็นอย่างไรคะ แต่ละข้อสันนิษฐานนี่ไม่รู้ว่าเชื่ออันไหนดีเลย แต่อย่างไรก็ตามถ้าไปฮอกไกโดแล้วพูดถึงเจงกิสข่าน รับรองว่าไม่มีชาวฮอกไกโดคนไหนไม่รู้จักแน่นอนค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังมีวัฒนธรรมย่างเนื้อแกะหรือกินเมนูเจงกิสข่านใต้ต้นซากุระด้วย ชมดอกไม้ใต้ต้นซากุระไป ย่างเนื้อแกะกินไป เป็นธรรมเนียมหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของคนที่นี่เลยทีเดียวค่ะ

สรุปเนื้อหาจาก kai-hokkaido, jpnculture, bellfoods, hokkaidofan

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...