ย้อนเวลามาแก้ไขชะตาในยุค 80 (มี E-book)
ข้อมูลเบื้องต้น
หากได้ย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตสิ่งแรกที่ทุกคนอยากจะทำก็คือแก้ไขความผิดพลาดของตนเอง เยี่ยชิงเหมยเองก็เช่นกัน เมื่อมีโอกาสได้แก้ตัวอีกครั้ง เธอจะเชื่อฟังพ่อแม่และจะไม่มีวันแต่งเข้าสกุลเผิงอีกแล้ว
เพราะชาติก่อนเธอดื้อรั้นที่จะแต่งเข้าสกุลเผิง ด้วยคิดว่าคนรักของเธอคือคนที่ดีพร้อม สุดท้ายแล้วเขาไม่เคยเห็นคุณค่าของเธอเลย ทั้งที่เธอทำทุกอย่างเพื่อเขาแต่ผลตอบแทนที่ได้ก็คือการนอกใจ ดังนั้นเมื่อได้ย้อนกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง เธอจะไม่มีวันทำให้ตนเองต้องเผชิญกับสถานการณ์อันเจ็บปวดอีกแล้ว
大家好!
สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน ขอบคุณที่ให้การสนับสนุน BigM00N นะคะ
นิยายแต่ละเรื่องจะอัพลงทุกวัน เปิดให้อ่านฟรี! หนึ่งวันจนกว่าจะจบ
ตอนจบขออนุญาตติดเหรียญนะคะ
ขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้
ผิดพลาดประการใดพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นค่ะ
นิยายเรื่องนี้สร้างจากจินตนาการ ชื่อสถานที่ ตัวละครและเหตุการณ์หลายๆ อย่างล้วนเกิดจากจินตนาการของผู้เขียนที่ตั้งใจนำมาเขียนเพื่อสร้างความให้แก่บันเทิงแก่ผู้อ่านเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะพาดพิงถึงผู้ใดหรือลอกเลียนสถานการณ์ใดๆ มาทั้งสิ้น แนะนำว่าควรอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ขอบคุณมากค่ะ
สนับสนุนนิยาย ในรูปแบบ E-book ได้แล้วนะคะ
เสียดายและเสียใจ
เยี่ยชิงเหมยยืนมองแผ่นหลังของเผิงเยี่ยนสามีผู้เป็นคู่ชีวิตที่ในยามนี้กำลังเก็บของออกจากบ้านด้วยสายตาอันเจ็บปวด เธอและเขาใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมายาวนานมากกว่าสามสิบปี การจากไปของเขาในคราวนี้น่าจะเป็นการจากลาอย่างเด็ดขาดระหว่างเธอกับเขา
“คุณอยู่คนเดียวได้จริงๆ หรือ” นี่คือคำถามของเขายามที่หันมาถามเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเสียใจ ถึงอย่างไรเขาและเธอก็ใช้ชีวิตร่วมกันมานานหลายปีแล้ว
“ทำไมฉันจะอยู่คนเดียวไม่ได้ หลายปีมานี้ไม่ใช่ว่าฉันก็อยู่คนเดียวอยู่แล้วหรือ” เยี่ยชิงเหมยพูดพลางเดินไปเปิดประตูบ้านแล้วจึงได้ถอยออกมาเปิดทางให้เขา
“คุณไปเถิดค่ะ ส่วนเรื่องทะเบียนสมรสของพวกเราฉันจะให้ทนายของฉันติดต่อคุณไปอีกครั้ง” คำพูดของเยี่ยชิงเหมยทำให้เขาส่ายหน้า
“อาเหมย ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผมดูแลคุณมาอย่างดี กินอยู่อย่างสุขสบาย ผมนอกใจคุณก็จริงแต่จิ่งหรานเขาไม่เคยล้ำเส้นมาล่วงเกินคุณเลยนะ” คำพูดของเผิงเยี่ยนทำให้เยี่ยชิงเหมยส่ายหน้า
“แม้ว่าจะไม่เคยล้ำเส้นแต่ฉันก็เฝ้าอดทนมาโดยตลอดกับการที่ต้องทนเห็นคุณมีคนอื่นอยู่ข้างนอก ผู้คนต่างก็รับรู้กันไปจนทั่วว่าคุณมีภรรยาอีกคนอยู่ข้างนอก ส่วนฉันเพราะเห็นแก่ลูกจึงสู้อดทนเรื่อยมา แต่ตอนนี้พอได้แล้วพวกเราควรจะจบสิ้นความสัมพันธ์กันได้เสียที” เมื่อเยี่ยชิงเหมยเอ่ยเช่นนี้เผิงเยี่ยนก็ทอดถอนใจออกมา
“แล้วคุณจะอยู่อย่างไร งานการคุณก็ไม่เคยทำเลยสักอย่าง ส่วนลูกเขาก็แยกออกไปมีครอบครัวเป็นของตนเองแล้ว อีกทั้งตอนนี้เขาก็รับเยว่เล่อไปดูแลที่บ้านในฐานะคุณแม่ของเขาแล้ว ส่วนคุณนอกจากบ้านหลังนี้แล้วก็ไม่มีอะไรที่เป็นของคุณเลยสักอย่าง” เผิงเยี่ยนเอ่ยออกมาพลางจ้องเยี่ยชิงเหมยด้วยสายตาดูแคลน
บ้านหลังนี้ใช้เงินมรดกที่พ่อแม่ของเยี่ยชิงเหมยมอบให้ซื้อมา เขาจึงไม่คิดจะแย่งชิงบ้านหลังนี้กับเธอ เพียงแต่หลังจากหย่าขาดกันไปแล้วเขาก็คงไม่สะดวกที่จะต้องมาคอยส่งเสียเลี้ยงดูเธออีก ยามนี้เขาเองก็เกษียณอายุราชการแล้วในฐานะที่เป็นนายทหารนอกราชการเงินบำนาญที่ได้เขาจำเป็นต้องเก็บเอาไว้สำหรับตัวของเขาเองในอนาคต หากเธอยังคงคิดจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในฐานะสามีภรรยาเขาก็ยังพอจะเลี้ยงดูเธอได้บ้าง แต่ในเมื่อเธอคิดจะตัดขาดกับเขาแล้วเช่นนี้เขาก็ไม่อาจจะใจกว้างแบ่งเงินบำนาญของตนเองมาเลี้ยงดูเธอได้อีก
“คุณวางใจเถิดค่ะ หลังจากนี้ฉันจะไม่ไปรบกวนคุณอีก คุณอยากจะใช้ชีวิตกับภรรยาน้อยของคุณอย่างไรก็เชิญ แต่ฉันจะไม่อดทนใช้คำว่าภรรยาหลวงของคุณอีกต่อไปแล้ว” คำพูดของเยี่ยชิงเหมยทำให้เผิงเยี่ยนจ้องมองเธออีก
“เป็นอย่างที่จิ่งหรานเคยบอกกับผม คุณไม่ได้รักผมอย่างที่ควรจะเป็นเช่นนั้นก็สมควรแล้วที่คุณจะต้องเป็นเช่นนี้” ครั้งคำพูดของเขาทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก น้อยครั้งนักที่เขาจะพูดถึงผู้หญิงคนนั้นให้เธอได้ยินแต่ยามนี้เธอเข้าใจแล้วว่าผู้หญิงคนนั้นพูดถึงเธอแบบไหน
“แค่หล่อนบอกว่าฉันไม่รักคุณ คุณก็เลยเป็นชู้กับหล่อนได้โดยที่คุณไม่ต้องรู้สึกผิดกับฉันได้เช่นนั้นหรือคะ หลี่จิ่งหรานคนนั้นเป็นคนเก่งมากไม่ใช่หรือ เก่งถึงขนาดทำให้แม่และน้องสาวของคุณยังต้องมาชื่นชมต่อหน้าฉัน แล้วทำไม่หล่อนจึงได้หาสามีที่เป็นของตนเองไม่ได้ล่ะ ทำไมจะต้องมาข้องเกี่ยวกับสามีของคนอื่นเช่นนี้ ถ้าฉันรู้ว่าสุดท้ายแล้วเรื่องมันจะเป็นเช่นนี้ ตอนนั้นที่ฉันได้รู้ว่าพวกคุณเป็นชู้กันฉันน่าจะเอาเรื่องพวกคุณให้ถึงที่สุด ไม่น่าเอาแต่คิดกังวลว่าหน้าที่การงานของคุณจะต้องพังทลายเพราะเรื่องชู้สาวเลย” คำพูดของเยี่ยชิงเหมยทำให้เผิงเยี่ยนพลันมีอารมณ์คุกรุ่นขึ้นมา
“อย่ามาทำเป็นพูดดี ถ้าคุณทำอย่างนั้นจริงๆ คุณจะสามารถใช้ชีวิตเป็นคุณนายเผยอย่างมีความสุขมาได้ถึงตอนนี้หรือ คุณอยากจะให้ผมรู้สึกขอบคุณคุณหรือไงที่คุณไม่กล้าฟ้องร้องผม ผมรู้นะว่าสาเหตุที่คุณไม่กล้าโวยวายและยอมทนเงียบมาโดยตลอดมาไม่ใช่เพราะคุณห่วงหน้าที่การงานของผม แต่ที่จริงแล้วเป็นมันเพราะคุณเสียดายสถานะคุณนายผู้พันของผมต่างหาก อาเหมย! หลายปีมานี้คุณได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายล้วนเป็นเพราะผมทั้งสิ้น ผมอยากจะรู้นักว่าหลังจากที่คุณหย่าขาดจากผมไปแล้วคุณจะใช้ชีวิตอย่างไร” เมื่อได้ยินคำพูดของเผิงเยี่ยน เยี่ยชิงเหมยก็หัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน
“เผิงเยี่ยน ในเมื่อคุณคิดดูถูกฉันเช่นนี้พวกเราก็ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องคุยกันอีก ฉันผิดเองที่คิดว่าการที่ฉันอดทนอดกลั้นเก็บกักความเสียใจเอาไว้แล้วจะทำให้คุณเห็นใจฉัน แต่เปล่าเลยสุดท้ายแล้วการกระทำของฉันมันก็เป็นแค่เพียงการลดทอนคุณค่าของตนเองในสายตาของคุณเพียงเท่านั้น ดังนั้นคุณไปเสียเถิดค่ะ พวกเราสองคนสมควรสิ้นสุดความเป็นสามีภรรยากันเสียที” เมื่อเยี่ยชิงเหมยเอ่ยเช่นนี้เผิงเยี่ยนก็พยักหน้า
“ในเมื่อคุณต้องการเช่นนี้ผมก็ตามใจคุณ ผมเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเมื่อคุณไม่มีผมแล้วคุณจะเป็นเช่นไร” เมื่อเผิงเยี่ยนเอ่ยจบเขาก็ลากกระเป๋าเดินออกจากบ้านไปในทันที ทิ้งให้เยี่ยชิงเหมยยืนจ้องมองเขาเดินออกจากประตูบ้านเพียงลำพัง
เธอยืนมองเขาขนกระเป๋าขึ้นรถและสตาร์ทรถออกไปจากบ้านด้วยสายตาอันเจ็บช้ำ เป็นอย่างที่เขาพูดพอเธอหย่าขาดกับเขาสิ่งเดียวที่เธอมีก็คงจะเป็นบ้านหลังนี้ หลังจากที่เธอแต่งงานกับเขาก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้พ่อกับแม่รู้สึกเสียใจ เพราะต้องการประคับประคองชีวิตคู่กับเขาไว้ทำให้เธอและพ่อแม่ของเธอต้องห่างเหินกัน แม้แต่วาระสุดท้ายของพวกเขาเธอก็ยังไม่ได้อยู่ด้วยเลย กว่าจะรู้พวกเขาก็แค่เพียงทิ้งที่ดินผืนหนึ่งและบ้านเก่าอันทรุดโทรมให้เธอแล้ว เพราะคิดว่าเธอคงจะไม่ได้กลับไปที่นั่นอีกเธอจึงได้ตัดสินใจขายที่ดินที่เป็นมรดกของเธอและบ้านเก่าของพ่อและแม่ของเธอมาซื้อบ้านหลังนี้ตามคำยุยงของแม่สามี
ส่วนสาเหตุที่พ่อและแม่ของเธอโกรธเคืองเธอจนพูดจาตัดขาดกับเธอก็ล้วนเป็นเรื่องที่พวกเขาเห็นว่าเธอกำลังถูกครอบครัวของสามีเอาเปรียบอยู่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่ว่าเธอจะหูหนวกตาบอดจนไม่รู้ว่าตนเองกำลังถูกเอาเปรียบ แต่เพราะว่าเธออยากจะประคับประคองชีวิตคู่ของตนเองเอาไว้เธอจึงได้ยอมทุกอย่าง แม้กระทั่งการรับลูกของน้องสาวของเผิงเยี่ยนมาเลี้ยงเป็นลูกของตนเองเธอก็ทำ แล้วสุดท้ายเป็นอย่างไรเล่า เมื่อวานนี้ตอนที่เธอและพ่อของเขาทะเลาะกัน เขาบอกกับเธอว่าถ้าเธออย่าขาดกับพ่อของเขาเธอก็คือคนอื่นสำหรับเขา เพราะฉะนั้นอย่าหวังว่าเขาจะเห็นด้วยกับการคิดหย่าขาดกับเผิงเยี่ยนของเธอ
ดังนั้นตอนนี้เธอจึงไม่เหลืออะไรเลยไม่ว่าจะเป็นความกตัญญูในฐานะลูกที่มีต่อพ่อแม่ ความภาคภูมิใจในตนเองในฐานะภรรยาคนหนึ่ง และความสุขใจในการเป็นแม่คน เยี่ยชิงเหมยเหลียวมองรอบกายอันว่างเปล่าแล้วก็ได้แต่หลั่งน้ำตาออกมา เธอได้แต่คิดเสียดายวันเวลาที่ผ่านพ้นไปและคิดเสียใจที่เธอทุ่มเทชีวิตและจิตใจให้กับคนที่ไม่เคยเห็นค่าในตัวของเธอเลย
โดดเดี่ยวและเดียวดาย
เพราะต้องการพิสูจน์ตนเองว่าไม่มีเขาเธอก็สามารถอยู่ได้ เยี่ยชิงเหมยในวัย 59 ปีจึงต้องพยายามยืนด้วยลำแข้งของตนเองอีกครั้ง โชคดีที่ทนายที่เธอว่าจ้างมาเขาเป็นคนที่มีความสามารถพอสมควรทำให้เธอได้รับเงินจากการฟ้องหย่ามาจากเผิงเยี่ยนได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าถึงแม้จะไม่ใช่เงินจำนวนมากแต่ก็เพียงพอให้เธอใช้สำหรับลงทุนเปิดร้านอาหารเล็กๆ เพื่อใช้เลี้ยงดูตนเองในช่วงบั้นปลายชีวิต
สำหรับเยี่ยชิงเหมยแล้วการหย่าขาดจากสามีไม่ใช่เรื่องที่เธอรู้สึกเสียใจ แต่เรื่องที่เธอเสียใจก็คือเรื่องที่เธอเสียสละสิทธิ์ในการเข้าเรียนต่อของตนเองให้คนอื่น ในตอนนั้นที่แม่สามีของเธอขอให้เธอสละสิทธิ์การเข้าเรียนมหาวิทยาลัยให้แก่เผิงเยว่เล่อเธอไม่น่ายินยอมเลยไม่เช่นนั้นป่านนี้เธอก็คงจะมีความรู้ติดตัวเอาไว้ใช้หาเงินทองเลี้ยงดูตนเองได้มากกว่านี้ แถมสุดท้ายไม่เพียงเธอไม่ได้เรียนหนังสือแต่เผิงเยว่เล่อที่ได้สิทธิของเธอไปกลับเรียนไม่จบแถมยังอุ้มเด็กทารกคนหนึ่งมาให้เธอและเผิงเยี่ยนรับเลี้ยงดูเป็นลูกอีกด้วย
พอพ่อและแม่ของเธอรู้เรื่องนี้ต่างก็พากันคัดค้านเธออย่างหัวชนฝา ไม่เพียงเรื่องการรณรงค์ให้มีลูกเพียงคนเดียวของท่านผู้น้ำในยุคนั้นเพียงเท่านั้นที่ทำให้พ่อและแม่ของเธอคัดค้าน แต่พวกเขายังกลัวว่าหากวันหน้าเธอมีลูกของตัวเองสิทธิ์ต่างๆ ที่ลูกของเธอควรจะได้รับอาจจะตกเป็นของเผิงเจ๋อลูกของเผิงเยว่เล่อซึ่งเธอก็ไม่ยอมฟังคำทัดทานของพวกท่าน ด้วยกังวลว่าถ้าเธอปฏิเสธอาจจะมีปัญหากับแม่สามีและน้องสามีของเธอ ทำให้พ่อและแม่ของเธอไม่พอใจจนเอ่ยปากตัดขาดกับเธอ ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอไม่มีลูกมีเพียงเผิงเจ๋อที่เธอรักและเลี้ยงดูราวกับลูกในไส้ น่าเสียดายที่ลูกคนนี้พอโตขึ้นกลับมองเห็นว่าเธอเป็นแค่เพียงแม่เลี้ยงเพียงเท่านั้น สายสัมพันธ์ที่ควรมีต่อกันล้วนถูกตัดขาดเสียหมดเมื่อเผิงเยว่เล่อกลับมาหาเขา
“นี่คุณแม่คิดจริงๆ หรือว่าร้านอาหารเล็กๆ น่ะช่วยทำเงินให้คุณแม่” นี่คือคำพูดแรกของเผิงเจ๋อในตอนที่ก้าวเท้าเข้ามาในร้านอาหารของเธอ
“แม่ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะทำกำไรให้แม่ได้มากนักหรอก เพียงแต่ว่าแม่คิดว่ามันน่าจะเพียงพอที่จะทำให้แม่มีกินมีใช้ในช่วงบั้นปลายได้” เยี่ยชิงเหมยเอ่ยพลางหันไปบอกลูกจ้างในร้านให้พวกเขากลับบ้านกันได้แล้ว
“ลูกกินอะไรมาหรือยัง ให้แม่ผัดข้าวผัดให้ลูกสักจานไหม” เยี่ยชิงเหมยถามเขาด้วยความเอาใจใส่ เผิงเจ๋อคนนี้เคยชอบกินข้าวผัดฝีมือของเธอมากที่สุด
“ไม่ละครับ ที่ผมมาหาคุณแม่ที่นี่ก็เพราะมีเรื่องอยากจะพูดกับคุณแม่เพียงเท่านั้น” เขาพูดพลางดึงเอกสารชุดหนึ่งออกมา
“ที่ผมมาในวันนี้ก็แค่อยากจะให้คุณแม่เซนต์เอกสารฉบับนี้ให้ผม” เขาพูดพลางยื่นเอกสารให้เธอ เยี่ยชิงเหมยรับไปดูแล้วก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นว่าเนื้อหาในเอกสารคือพินัยกรรมในการมอบทรัพย์สินทั้งหมดของเธอให้กับเขา
“แม่ยังไม่แก่จนถึงขั้นต้องทำพินัยกรรมเอาไว้สักหน่อย” เยี่ยชิงเหมยพูดพลางจ้องมองบุตรชายบุญธรรมของเธอด้วยดวงตาอันแห้งผาก
“แต่คุณแม่ก็สมควรจะทำไว้ไม่ใช่หรือครับ คุณแม่ไม่เหลือใครแล้วในตอนนี้ มีเพียงแค่ผมเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะคอยแวะเวียนมาหา แม้ว่าพวกเราจะไม่ได้มีสายสัมพันธ์ทางสายเลือดแต่ผมก็ยังเรียกคุณแม่ว่าแม่อยู่ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติอะไรถ้าคุณแม่จะเซนต์พินัยกรรมฉบับนี้เอาไว้ วันหน้าหากเกิดอะไรขึ้นผมเองก็จะได้ไม่ต้องพบกับความยุ่งยากในการเข้าไปจัดการทรัพย์สินของคุณแม่” คำพูดของเผิงเจ๋อทำให้เยี่ยชิงเหมยเอายกมือขึ้นมากุมหน้าอกเอาไว้ ลมหายใจที่เริ่มจะติดขัดของเธอทำให้เธอจำต้องพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วจ้องมองบุตรชายนอกสายเลือดด้วยดวงตาอันแข็งกร้าว
“แต่ตอนนี้แม่ยังแข็งแรงดี อีกทั้งพินัยกรรมของแม่หากแม่จะต้องทำแม่ก็จะเป็นคนเขียนเอง มันไม่ใช่หน้าที่ของลูกที่จะเข้ามาจัดแจงให้แม่ เสี่ยวเจ๋อแม่จำได้ว่าตอนที่ลูกยังเด็กแม่มักจะสอนให้ลูกยึดถือคุณธรรมและยึดถือมารยาทในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นไม่ใช่หรือ แล้วตอนนี้สิ่งที่ลูกทำอยู่มันคืออะไร”
“ผมคิดเอาไว้แล้วว่าแม่จะต้องโกรธ แต่ผมก็แค่อยากจะป้องกันเอาไว้ก่อน ตอนนี้รอบตัวคุณแม่ไม่มีใครคอยดูแล ผมในฐานะลูกก็ไม่อาจจะทอดทิ้งคุณแม่ได้ เพียงแต่ในเมื่อผมจะต้องดูแลคุณแม่ก็ควรจะมีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นหลักประกันว่าผมจะไม่ต้องดูคุณแม่อย่างสูญเปล่า”
"เผิงเจ๋อ บอกกับแม่มาตามตรงเถิด คนที่บอกให้ลูกทำอย่างนี้คือเผิงเยว่เล่อใช่ไหม หล่อนบอกกับลูกว่ายังไงบอกว่าอะไรที่แม่มีควรจะเป็นของลูกใช่ไหม บอกกับลูกว่าอะไรที่คว้าได้ก็ควรจะคว้าเป็นของตนเองใช่ไหม แล้วลูกก็เชื่อหล่อนหรือ" คำพูดของเยี่ยชิงเหมยทำให้เผิงเจ๋อพลันรู้สึกหงุดหงิดใจในทันที ไม่ว่าอย่างไรเผิงเยว่เล่อก็คือแม่แท้ๆ ของเขา แม้ว่าเขาจะเรียกเธอว่าคุณอา แต่ในใจของเขานั้นย่อมจะรู้ดีว่าเธอคือแม่ที่คลอดเขาออกมาและเขาก็รู้สึกไม่พอใจทุกครั้งที่มีคนต่อว่าแม่ของเขา
“ทำไมผมจะเชื่อคุณอาไม่ได้เล่าครับ คนที่รักและหวังดีกับผมที่สุดก็คือคุณอา อีกทั้งเธอยังเป็นคนที่คลอดผมออกมาจึงเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะไม่มีความหวังดีมอบให้ผม” คำพูดของเผิงเจ๋อทำให้เยี่ยชิงเหมยพยักหน้า
“ดี! ดีจริงๆ ลูกชายที่ฉันเลี้ยงมากับมือสุดท้ายเผิงเยว่เล่อก็ยังมาแย่งเอาไปจนได้ ฮ่า ฮ่า” เยี่ยชิงเหมยหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา ในใจของเธอรู้ดีว่าถ้าหากเธอไม่ยินยอมจะมีใครสามารถเอารัดเอาเปรียบเธอได้ เมื่อก่อนเพราะอยากเป็นพี่สะใภ้ที่ดีไม่ว่าเผิงเยว่เล่ออยากได้อะไร ทั้งของกินของใช้เธอล้วนยินยอมแบ่งปันหมดทั้งสิ้น แม้แต่หนังสือตอบรับเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเธอก็ยังสละสิทธิ์ให้เผิงเยว่เล่อ ยามนี้พอคิดย้อนไปแล้วก็ล้วนเป็นเธอที่ทำร้ายตัวเองทั้งนั้น หากเธอไม่รับเลี้ยงดูลูกของเผิงเยว่เล่อยามนี้เธอก็คงไม่ต้องมาเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันน่าเจ็บปวดใจเช่นนี้
“ลูกกลับไปเถอะ เอาเอกสารนี่กลับไปด้วย แม่สามารถดูแลตนเองได้ ส่วนเรื่องพินัยกรรมอะไรนี่แม่จะเขียนด้วยตนเอง แต่ลูกวางใจได้เลยว่าแม่ไม่คิดจะยกอะไรให้ลูกสักอย่าง หลายปีที่แม่เลี้ยงดูลูกมาก็ถือว่าแม่ทุ่มเททุกอย่างให้ลูกมากพอแล้ว หลังจากนี้แม่ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะให้ลูกได้อีก” คำพูดของเยี่ยชิงเหมยทำให้เผิงเจ๋อถึงกับจ้องมองเธอด้วยความคาดไม่ถึง
“นี่คุณแม่กำลังโกรธผมอยู่หรือครับ ก็เลยพูดจาประชดประชันผมแบบนี้” คำถามของเขาทำให้เยี่ยชิงเหมยส่ายหน้า
“ไม่! แม่ไม่ได้โกรธลูกแต่กำลังโกรธตัวเองอยู่ต่างหาก ดังนั้นลูกกลับไปเสียเถอะ หลังจากนี้พวกเราก็ไม่มีอะไรที่จะต้องพูดคุยกันอีกแล้ว อย่างที่ลูกเคยพูดเอาไว้พอแม่หย่าขาดจากคุณพ่อของลูกพวกเราก็จะกลายเป็นคนอื่น ดังนั้นหลังจากวันนี้ไปลูกก็ไม่จำเป็นต้องมาหาแม่อีก” เมื่อเอ่ยจบเยี่ยชิงเหมยก็ชี้ไปที่ประตู
“ลูกไปเถอะ แม่ขอเก็บทรัพย์สินของแม่เอาไว้ เผื่อวันหน้าแม่จะขายแล้วเอาเงินส่งตัวเองเข้าไปอยู่บ้านพักคนชรา คงจะดีกว่าที่จะต้องร้องขอการดูแลจากลูก” คำพูดของเยี่ยชิงเหมยทำให้เผิงเจ๋อได้แต่ส่ายหน้า
“คุณแม่พูดออกมาอย่างนี้เพราะกำลังโกรธผมอยู่ เอาไว้รอให้คุณแม่อารมณ์ดีก่อนแล้วพวกเราค่อยมาพูดคุยกันก็แล้วกันนะครับ” เมื่อเผิงเจ๋อพูดจบเขาก็เดินออกจากร้านไปทิ้งให้เยี่ยชิงเหมยมองตามหลังเขาด้วยความเสียใจ
ส่วนหนึ่งที่เธอไม่ได้โวยวายเรื่องที่เผิงเยี่ยนนอกใจเธอก็เพราะเธอคำนึงถึงเผิงเจ๋อ ด้วยกังวลว่าเขาจะเป็นเด็กมีปัญหาเมื่อเธอกับพ่อของเขาเลิกกัน เดิมทีแค่เขาถูกแม่แท้ๆ เอามาทิ้งไว้ให้เธอเลี้ยงดูก็น่าจะเป็นบาดแผลในใจของเขามากพอแล้ว เธอจึงได้พยายามอดทนกล้ำกลืนความเจ็บช้ำรอจนเขาเติบโตและแยกย้ายไปมีครอบครัวเธอจึงได้คิดถึงเรื่องหย่าขาดกับสามีอย่างเป็นทางการ แต่คิดไม่ถึงว่าผลของความอดทนของเธอจะได้รับผลตอบแทนเช่นนี้
‘แล้วอย่างไรเล่า เธอเลี้ยงดูเขามาก็แค่เพราะหวังว่าเขาจะได้มีชีวิตที่ดีไม่ใช่หรือ ตอนนี้เขาก็มีชีวิตที่ดีแล้ว เธอยังจะหวังอะไรกับเขาอีก’ เมื่อคิดได้เช่นนี้เยี่ยชิงเหมยจึงได้ไม่คิดถึงเขาอีก เธอลงมือปิดร้านด้วยตนเองเพราะลูกจ้างในร้านได้กลับกันไปหมดแล้วดังนั้นเธอจึงได้เดินออกจากร้านเพียงคนเดียว
แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา แม้ว่าจะสว่างไสวแต่กลับสู้แสงไฟของเมืองที่เธออยู่ไม่ได้ การจราจรอันขวักไขว่บนท้องถนนยังคงครึกครื้นอยู่เช่นเดิมแม้ว่าจะเป็นเวลามืดค่ำแล้ว เยี่ยชิงเหมยคิดถึงช่วงชีวิตในตอนที่เธอยังเป็นเด็กสาวด้วยความอาลัย หมู่บ้านที่เธอเติบโตมามีภูเขาเขียว ลำธารใส มีอากาศอันสุดแสนจะบริสุทธิ์ที่เธอไม่ได้สัมผัสมานานแล้ว และที่สำคัญที่แห่งนั้นมีพ่อและแม่ของเธอรออยู่ที่บ้านด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น เพียงแต่ยามนี้กลับไม่มีสิ่งเหล่านั้นให้เธอได้สัมผัสอีกต่อไปแล้ว
ละอองหิมะที่โปรยปรายลงมาทำให้เธอยกมือขึ้นไปสัมผัสด้วยรอยยิ้ม แต่แววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความเดียวดายและว่างเปล่า ช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเธอมีเรื่องที่ทำให้เธอต้องเสียใจตั้งหลายเรื่อง แต่สิ่งที่เธอรู้สึกเสียใจมากที่สุดก็คือเธอไม่ยอมทำตามคำแนะนำของพ่อและแม่ และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเธอไม่ได้ดูแลพวกเขาให้ดีในช่วงที่พวกเขาอยู่ในวัยชรา ตอนนี้ผลกรรมก็เลยตามทันทำให้เธอต้องโดดเดี่ยวเช่นนี้
“หนูขอโทษ” เยี่ยชิงเหมยเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา สายตาของเธอเหลือบไปเห็นหญิงชราคนหนึ่งกำลังจะข้ามถนน ท่าทีงกๆเงิ่นๆ ของหญิงชราคนนั้นทำให้เยี่ยชิงเหมยรีบเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปช่วยประคอง แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว เมื่อเธอไปถึงหญิงชราก็ก้าวเท้าลงไปบนถนนแล้ว สัญญาณไฟสำหรับคนข้ามถนนเปลี่ยนเป็นสีแดงในขณะที่มีรถคันหนึ่งกำลังพุ่งตรงมาหาหญิงชราคนนั้น
“ระวัง!” เยี่ยชิงเหมยเอ่ยพลางรีบพุ่งไปดันหญิงชราคนนั้นให้พ้นจากรถที่กำลังพุ่งมาแต่น่าเสียดายที่ตัวเธอกลับหลบรถที่พุ่งเข้ามาอีกคันไม่พ้น เสียงเบรกของรถ เสียงแรงปะทะดังก้องเข้ามาในหู แรงปะทะของรถยนต์ทำให้เธอล้มลงไปบนพื้นในทันที
“เธอเป็นอย่างไรบ้าง” เสียงเอ่ยถามของหญิงชราดังเข้ามาในโสตประสาทอันพร่ามัว ทำให้เธอพลันรู้ว่าแรงผลักเมื่อครู่นี้ไม่ได้ทำร้ายหญิงชรา เธอจึงยิ้มออกมาด้วยความเบาใจว่าสามารถช่วยเหลือหญิงชราคนนั้นได้สำเร็จ แล้วหลังจากนั้นลมหายใจของเธอก็ขาดห้วงก่อนที่สติสุดท้ายของเธอจะล่องลอย สายตาของเธอก็จับจ้องไปที่เกล็ดหิมะที่กำลังลอยละล่องร่วงลงมา ใบหน้าของแต่ละคนที่มามุงดูไม่มีแม้สักคนที่เธอเคยรู้จัก เยี่ยชิงเหมยได้แต่ทอดถอนใจออกมาเป็นครั้งสุดท้ายและคิดในใจว่าสุดท้ายแล้วเธอก็ทำได้แค่เพียงจากไปอย่างโดดเดี่ยวและเดียวดาย ในชีวิตเต็มไปด้วยคำว่าเสียดายเช่นนี้นี่เอง
ย้อนเวลาหรือว่าฝันไป
เสียงสายฝนตกกระทบบนหลังคาทำให้เยี่ยชิงเหมยรู้สึกตัวและลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความอ่อนเพลีย เธอจำได้ว่าก่อนที่เธอหมดสติไปเธออยู่ท่ามกลางละอองหิมะที่กำลังโปรยปรายลงมา แต่ยามนี้กลับมีเสียงฝนตกและเสียงฟ้าร้องราวกับอยู่ในช่วงมรสุม เยี่ยชิงเหมยกะพริบตาแล้วมองดูรอบกายอีกครั้งด้วยความประหลาดใจ แม้ว่าเนื้อตัวของเธอจะยังคงไร้เรี่ยวแรงและอ่อนเพลียแต่กลับไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดอันใดเลย อีกทั้งห้องที่เธอนอนอยู่ก็เป็นห้องนอนของเธอในบ้านเก่าของเธอที่อยู่ในชนบท…
เยี่ยชิงเหมยขยับตัวลุกขึ้นแล้วมองรอบๆ อีกครั้งด้วยความประหลาดใจ เพราะฝนที่กำลังตกอยู่ด้านนอกทำให้ห้องทั้งห้องของเธอยังคงมืดสลัวอยู่บ้าง แต่เธอกลับเห็นได้ชัดว่าการตกแต่งของห้อง ข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องที่เธอมองเห็นล้วนเป็นแบบเดียวกับที่อยู่ในความทรงจำของเธอตอนที่เธอยังเป็นแค่เพียงเด็กสาวคนหนึ่ง
“เสี่ยวเหมย… ตื่นแล้วหรือลูก” ประตูห้องนอนของเธอถูกเปิดออกพร้อมด้วยร่างบางระหงของคุณแม่ของเธอ กลิ่นหอมของโจ๊กไก่ฉีกล่องลอยเข้ามาปะทะจมูกพร้อมด้วยเสียงซักถามอันห่วงใยทำให้น้ำตาของเธอหยดลงมาในทันที
“ในเมื่อตื่นแล้วก็กินอะไรรองท้องเสียหน่อยเถิดลูก ต่อให้หนูจะโกรธพ่อกับแม่มากเพียงไรแต่ก็ไม่ควรจะปล่อยให้ท้องหิวนะ” คุณแม่ของเธอพูดพลางวางชามโจ๊กลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง เมื่อเห็นว่าเธอกำลังร้องไห้อยู่คุณแม่ของเธอก็นั่งบนเตียงเคียวข้างเธอแล้วยื่นมือมาช่วยเช็ดน้ำตาให้เธออย่างแผ่วเบา
“ที่คุณพ่อดุด่าลูกก็เพราะคุณพ่อหวังดี ลูกมีคู่หมั้นอยู่แล้วแต่กลับไปสนิทสนมกับเด็กบ้านเผิงเช่นนั้นมันใช้ได้ที่ไหน แม่รู้ว่าลูกมีความคิดแบบหัวก้าวหน้าไม่อยากถูกผูกติดด้วยระบอบความคิดเก่าๆ ของพ่อกับแม่ แต่ลูกก็ควรจะรู้ว่าพ่อกับแม่ไม่มีทางทำร้ายลูก ลูกชายของคุณลุงลู่ถึงแม้ว่าจะมีอายุมากกว่าลูกหลายปีแต่เขาก็ไม่ใช่คนเหลวไหล” คำพูดประโยคนี้ของคุณแม่เธอสามารถจำได้เป็นอย่างดี
แล้วเธอก็จำได้ว่าในตอนนั้นเธอตอบกลับคุณแม่ของเธอว่าเผิงเยี่ยนก็ไม่คนเหลวไหล ตอนนี้เขาเป็นนายทหารในกองทัพแม้ว่าจะไม่ใช่คนที่มีฐานะร่ำรวยแต่เขาก็มีเงินเดือนเพียงพอจะเลี้ยงดูครอบครัวได้ ตอนนั้นคำพูดประโยคนี้ของเธอทำให้เธอและคุณแม่ต้องทะเลาะกันอีกครั้งและมีความหมางเมินต่อกัน จนผลสุดท้ายเธอก็ไม่กินอาหารที่คุณแม่ยกมาให้จนทำให้ตนเองต้องล้มป่วยหนักจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด
แล้วหลังจากนั้นคุณพ่อและคุณแม่จึงได้ยอมทำตามใจเธอ ด้วยการไปขอถอนหมั้นกับลูกชายของคุณลุงลู่ เพราะต้องการลดความรู้สึกผิดต่อการผิดคำพูด คุณพ่อของเธอจึงจำต้องยกที่ดินที่อยู่ในเมืองแปลงหนึ่งคืนคุณลุงลู่ไป ที่ดินผืนนั้นเดิมทีก็เป็นที่ดินที่คุณลุงลู่และคุณพ่อของเธอลงขันร่วมกันซื้อเอาไว้เพื่อเก็งกำไร แต่เพราะต้องการช่วยเหลือคุณพ่อของเธอคุณลุงลู่จึงได้โอนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของคุณพ่อทั้งหมดโดยอ้างว่าใช้เป็นของหมั้นที่ใช้หมั้นหมายเธอให้กับลูกชายของคุณลุง
เยี่ยชิงเหมยที่ยังจดจำช่วงเวลานั้นได้ เธอกะพริบตาแล้วจ้องมองคุณแม่ของเธอผ่านม่านน้ำตา เมื่อเห็นว่าคุณแม่ของเธอเองก็กำลังจ้องมองเธอกลับด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักความห่วงใย เธอจึงได้ลองหยิกตัวเองเพื่อลองทดสอบความเจ็บปวดของตนเองเพื่อจะได้รู้ว่าตอนนี้เธอกำลังฝันอยู่ใช่หรือไม่
‘เจ็บ!’ เยี่ยชิงเหมยคิดพลางพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ เธอจ้องมองหลังมืออันขาวผ่องที่ถูกเจ็บของเธอเองจิกลงไปเมื่อครู่นี้ด้วยความประหลาดใจ ไม่เพียงรอยแดงที่ปรากฏบนหลังมือแต่ความเรียบตึงของผิวพรรณทำให้เธออดจิกกรงเล็บของเธอลงบนหลังมือของเธออีกครั้งไม่ได้
“จะทำร้ายตัวเองไปทำไม ลูกเป็นอย่างนี้ไม่คิดบ้างเลยหรือว่าแม่กับพ่อก็ปวดใจมากเช่นกัน” คุณแม่ของเธอพูดพลางเอื้อมมือมาดึงมือที่กำลังกดคมเล็บของตนเองลงบนหลังมืออีกข้างด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดใจ
“ถ้าคนบ้านเผิงดีจริงๆ มีหรือที่พ่อกับแม่จะห้ามปราม แต่ลูกเชื่อแม่เถอะแม่ไปสืบมาแล้วเจ้าหนุ่มเผิงนั้นไม่มีสิ่งใดที่ด่างพร้อยก็จริงแต่แม่ของเขานั้นกลับใช้ไม่ได้เลย เรื่องฐานะครอบครัวแม่ไม่ได้รังเกียจ แต่นิสัยของคนบ้านนั้น…เอาเป็นว่าลูกอยู่กับพวกเขาไม่ได้หรอก” เมื่อคุณแม่ของเธอพูดเช่นนี้เยี่ยชิงเหมยก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ไม่ใช่คนดีจริงๆ นั่นแหละค่ะ” คำพูดของเยี่ยชิงเหมยทำให้คุณแม่ของเธอจ้องมองเธอด้วยความประหลาดใจ
“ในเมื่อลูกก็รู้แล้ว แล้วลูกจะอดข้าวประท้วงพ่อกับแม่ไปทำไม” คำพูดของคุณแม่ของเธอทำให้เยี่ยชิงเหมยพยักหน้าแล้วค่อยๆ เอื้อมมือไปทำท่าว่าจะยกชามโจ๊กมากิน แต่ความอ่อนเพลียของเธอทำให้คุณแม่ของเธอทอดถอนใจออกมาแล้วเอื้อมมือไปยกชามโจ๊กขึ้นมาใช้ช้อนคนและเป่าให้ แล้วสุดท้ายก็ใช้ช้อนตักโจ๊กขึ้นมา
“กินซะ โตขนาดนี้ยังต้องให้แม่มานั่งป้อนข้าวอีก” แม้ว่าจะพูดเช่นนั้นแต่คุณแม่ก็ยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าเยี่ยชิงเหมยยอมอ้าปากกินโจ๊กที่เธอป้อนแต่โดยดี
“เด็กดี กินเยอะๆ แล้ววันหน้าก็อย่าอดข้าวเพราะไม่พอใจพ่อกับแม่อีกเลยนะ” คำพูดของคุณแม่ทำให้เยี่ยชิงเหมยชะงักไปครู่หนึ่งแต่ก็ยังยอมอ้าปากกินโจ๊กที่คุณแม่ป้อนให้แต่โดยดี
“วางใจเถอะค่ะ ต่อไปหนูจะไม่ดื้อกับคุณพ่อคุณแม่อีกแล้ว” เยี่ยชิงเหมยเอ่ยออกมาหลังจากที่กลืนโจ๊กคำที่สองไปแล้วพลางจ้องมองใบหน้าของคุณแม่ด้วยความรักความคิดถึง เธอไม่รู้เลยสักนิดว่าตอนนี้เธอกำลังฝันอยู่หรือว่าได้ย้อนเวลากลับมาในตอนที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอยังมีชีวิตอยู่ แต่สิ่งที่เธอคิดได้ในตอนนี้ก็คือเธอจะไม่ดื้อไม่ขัดใจพวกท่านอีกแล้ว เธอจะเป็นลูกที่ดีแม้ว่าอาจจะเป็นแค่ความฝันแต่เธอก็จะไม่ทำให้คุณพ่อและคุณแม่ของเธอต้องเสียใจเพราะเธออีกต่อไปแล้ว
เยี่ยชิงเหมยกินโจ๊กจนอิ่มแล้วก็นอนหลับไปอีกครั้งด้วยความอ่อนเพลีย พอตื่นขึ้นมาอีกครั้งแล้วได้มองสำรวจห้องนอนของเธออีกรอบ เธอจึงได้เข้าใจแล้วว่าเธอไม่ได้ฝันไป ตอนนี้เธอได้ย้อนเวลากลับมาอีกครั้งจริงๆ แถมเธอยังได้ย้อนเวลากลับมาในตอนที่เธอมีอายุแค่เพียง 18 ปีอีกด้วยปฏิทินที่แขวนอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือของเธอทำให้เธอได้รู้ว่าตอนนี้เธอย้อนกลับมาในปี 1983 ซึ่งเป็นปีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของเธอ
ปลายปี 1983 คุณพ่อและคุณแม่ไปถอนหมั้นกับลูกของคุณลุงลู่ให้เธอ พอปีถัดไปเธอก็ได้แต่งงานกับเผิงเยี่ยน เพราะแต่งงานเร็วเกินไปคุณพ่อและคุณแม่จึงไม่พอใจเธอ อีกทั้งครอบครัวเผิงก็ไม่ได้ให้เกียรติเธออย่างที่ควรจะเป็น อย่างน้อยเรื่องสินสอดที่ให้มาไม่ครบก็ถือว่าผิดธรรมเนียมมากแล้ว นั่นคือหนึ่งในเรื่องที่ทำให้เธอและคุณพ่อและคุณแม่ต้องห่างเหินกัน ยิ่งพอได้รู้ว่าเธอสละสิทธิ์การเข้าเรียนมหาวิทยาลัยให้แก่น้องของสามี คุณพ่อและคุณแม่ก็ยิ่งโกรธเคืองเธอเข้าไปใหญ่
สิ่งที่ทำให้เธอถูกคุณพ่อและคุณแม่ตัดขาดก็คือหลังแต่งงานไปได้เกือบ 10 ปี เธอรับลูกของน้องสามีมาเป็นลูกบุญธรรม หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่ยอมพูดกับเธอและไม่ยอมให้เธอเข้าบ้าน จวบจนคุณพ่อและคุณแม่ป่วยเธอก็ไม่รู้ พอคุณพ่อเสียเธอตั้งใจจะไปรับคุณแม่มาอยู่ด้วยคิดไม่ถึงว่าท่านจะยังคงไม่ยอมพูดกับเธอและไม่ยอมมาอยู่ในตัวเมืองกับเธอ แล้วหลังจากนั้นคุณแม่ก็ล้มป่วยและตายจากไปที่โรงพยาบาลเพียงลำพัง นี่คือเรื่องที่ทำให้เธอเสียใจมากที่สุด ยิ่งตอนที่เธอได้ยินคุณป้าหม่าที่อยู่ข้างบ้านพูดกับเธอว่าเพราะกังวลว่าจะมาเป็นภาระของเธอคุณแม่จึงไม่ยอมมาอยู่กับเธอ ยินดีที่จะอยู่เพียงลำพังทั้งที่ร่างกายก็ไม่แข็งแรงแล้วสุดท้ายก็ตายจากไปโดยที่เธอไม่เคยได้แสดงความกตัญญูกับท่านเลยสักครั้ง
“ถ้านี่ไม่ใช่ความฝัน ฉันจะแก้ไขทุกอย่างที่เคยผิดพลาดไป จะไม่ทำให้พ่อกับแม่ต้องเศร้าเสียใจอีกแล้ว และสิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือฉันจะรักตัวเองจะไม่มอบหัวใจให้กับคนที่ไม่เห็นคุณค่าในตัวฉันอีกต่อไปแล้ว” เยี่ยชิงเหมยพูดกับตัวเองเบาๆ พลางจ้องมองปฏิทินที่อยู่บนผนังห้องของเธอด้วยสายตาอันแรงกล้า