โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“คาร์บอนเครดิต” (carbon credit) แนวทางของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม

The Structure

อัพเดต 05 พ.ค. 2566 เวลา 14.17 น. • เผยแพร่ 05 พ.ค. 2566 เวลา 07.17 น. • The Structure

วิกฤตการณ์เปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ หรือ Climate Change นั้นคือปัญหาที่ทั่วโลกพยายามเร่งแก้ไข โดยรัฐบาล เอกชน และองค์กรภาคประชาสังคม รวมทั้งนักวิจัยและนักวิชาการต่างก็มีการนำเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหามากมาย และหลายโครงการก็ได้มีการเริ่มผลักดันจนเกิดขึ้นจริงแล้ว

.

หนึ่งในแนวทางของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้ก็คือแนวคิด “คาร์บอนเครดิต” (carbon credit) ซึ่งคือการที่จำกัดปริมาณการปล่อยคาร์บอนของภาคเอกชนและนำกลไกตลาดในระบบทุนนิยมเข้ามาเป็นตัวสร้างแรงจูงใจให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ นี่เป็นหนึ่งในกลไกของการควบคุมการปล่อยก๊าซของอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ ซึ่งถ้าไม่สามารถควบคุมอัตราการปล่อยก๊าซของตัวเองได้ ทางออกก็คือ ต้องซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อขยายโควตาการปล่อยก๊าซของคุณเพิ่ม แต่ในทางกลับกัน ถ้าสามารถควบคุมได้ มันก็อาจเป็นช่องทางในการสร้างรายได้เพิ่มได้ด้วยเช่นกัน

.

โดยในประเทศไทยนั้น ได้มีการนำแนวคิดคาร์บอนเครดิตมาใช้แล้ว ทำให้เกิด “ตลาดคาร์บอน” ในสองภาคส่วนคือ ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ และ ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ

.

ในภาคบังคับนั้น คือการซื้อขายคาร์บอนตามพันธกรณีของพิธีสารเกียวโต ซึ่งประเทศไทยนั้นเป็นภาคีสมาชิก ซึ่งการค้าคาร์บอนเครดิตที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยคือ การค้า CERs (Certified Emission Reduction from Clean Development Mechanism Project) ซึ่งเป็นการนำแนวคิดคาร์บอนเครดิตมาใช้ในลักษณะ top-down approach นั่นคือการที่ภาครัฐมีการออกกฎหมายและควบคุมดูแลปริมาณ

.

ในส่วนของตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจนั้นมีโครงการ เช่น โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) หรือ T-VER ริเริ่มขึ้นโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. (TGO) ซึ่งเป็นองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2550อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องในการติดตามสถานะและการดำเนินการภายในตลาดคาร์บอน

.

ซึ่งปัจจุบัน ในภาคเอกชนก็ได้มีบริษัทต่าง ๆ ที่หันมาให้ความสำคัญกับคาร์บอนเครดิตมากขึ้น ทำให้ตลาดคาร์บอนของประเทศไทยนั้นเริ่มตื่นตัวและคึกคักมากขึ้น เช่น เมื่อปี 2565 มูลค่าของตลาดคาร์บอนนั้นก็เพิ่มขึ้นถึง 129 ล้านบาท และเมื่อไม่นานมานี้บริษัทพลังงานอย่าง ปตท. (PTT) ก็มีบริษัทในเครืออย่าง เมฆา วี จำกัด (Mekha V) ที่เป็นแฟลกชิปด้านธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ และดิจิทัล (AI, Robotics & Digitalization) ร่วมลงทุนกับ WHAUP และ Sertis ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการนวัตกรรมพลังงาน โดย RENEX ถือเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการซื้อขายพลังงานหมุนเวียน ซึ่งพัฒนาด้วยเทคโนโลยี Blockchain ให้สามารถซื้อขายพลังงานหมุนเวียนระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

.

นี่คือตัวอย่างหนึ่งของความร่วมมือเพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานอนาคต ผลักดันการใช้พลังงานสะอาดและขับเคลื่อนประเทศให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)นั่นเอง

อ้างอิง :

[1] http://www.environnet.in.th/archives/1469

[2] https://www.dailynews.co.th/news/2242276/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...