โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

KBANK อนุมัติซื้อหุ้นคืน 8.8 พันลบ. ไม่เกิน 2% เริ่ม 14 พ.ย.นี้

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 30 ต.ค. 2568 เวลา 07.50 น. • เผยแพร่ 30 ต.ค. 2568 เวลา 06.38 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 ต.ค. 68) บริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคาร ครั้งที่ 13/2568 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 มีมติอนุมัติ โครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน วงเงินไม่เกิน 8,800ล้านบาท จำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนไม่เกิน 47,386,552 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10บาท หรือไม่เกิน 2%ของหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด

การซื้อหุ้นคืนจะดำเนินการผ่านระบบซื้อขายของ ตลท. แบบจับคู่อัตโนมัติ ระหว่างวันที่ 14พฤศจิกายน 2568 – 13พฤษภาคม 2569 โดยราคาเสนอซื้อจะไม่เกินราคาปิดเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนวันซื้อหุ้นคืน บวกด้วย 15% ของราคาปิดเฉลี่ย ทั้งนี้ เงินที่ใช้ซื้อหุ้นคืนจะเป็นเงินสดจากสภาพคล่องภายในของธนาคาร

ทั้งนี้ ธนาคารยืนยันว่ามีความสามารถในการชำระหนี้ที่ถึงกำหนดภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่เริ่มซื้อหุ้นคืน (14 พฤศจิกายน 2568–13 พฤษภาคม 2569) โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ธนาคารมีสินทรัพย์สภาพคล่องรวม 1,102,750ล้านบาท ประกอบด้วยเงินสด รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงินสุทธิ และเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุนในความต้องการของตลาด ขณะที่มี หนี้สินรวม 400,048ล้านบาท (ไม่รวมหนี้สินส่วนที่เป็นเงินรับฝาก 2,704,262 ล้านบาท)

นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า การซื้อหุ้นคืนในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเงินกองทุน โดยธนาคารคำนึงถึงความเพียงพอของเงินกองทุน สภาพคล่องส่วนเกิน และผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้น เนื่องจากปัจจุบันธนาคารมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ณ สิ้นไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 21.60% ซึ่งเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต

ธนาคารได้พิจารณาทางเลือกในการบริหารจัดการเงินกองทุนจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะตลาด ผลการดำเนินงาน และระดับเงินกองทุน เห็นว่าการซื้อหุ้นคืนเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในสภาวะปัจจุบัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารเงินกองทุน ลดจำนวนหุ้นและมูลค่าทางบัญชีของส่วนผู้ถือหุ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) และอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) สูงขึ้น สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้ถือหุ้น

นายจงรัก ย้ำว่า ธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ มุ่งสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย พร้อมเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ 3+1 และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน และสร้างคุณค่าอย่างมั่นคงในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...