โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

แนวโน้มธุรกิจกลุ่มบริษัทประกันภัย

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 11 ต.ค. 2568 เวลา 08.57 น. • เผยแพร่ 11 ต.ค. 2568 เวลา 08.57 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

เส้นทางนักลงทุน

ท่ามกลางเศรษฐกิจเติบโตระดับต่ำ กำลังซื้อผู้บริโภคหดหาย แต่ธุรกิจประกันยังฝ่าคลื่นลมได้ สามารถทำกำไรได้ต่อเนื่อง ภายใต้การดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง

อนาคตของกลุ่มบริษัทประกันยังคงสดใส สะท้อนได้จากการเจาะข้อมูลเชิงลึกของ “ทริสเรทติ้ง” พบว่า 7 เดือนแรกของปี 2568 กลุ่มบริษัทประกันชีวิต 21 บริษัท มีเบี้ยรับประกันภัยรวม 3.77 แสนล้านบาท โตได้ 5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยบริษัทขนาดใหญ่ 5 รายแรก มีเบี้ยรับรวมคิดเป็น 70.6% ของเบี้ยรับรวมของอุตสาหกรรม แปลว่ามีการกระจุกตัวอยู่ในผู้เล่นรายใหญ่

  • กลุ่มประกันชีวิตครึ่งแรกปี 68

ครึ่งแรกของปี 2568 กลุ่มบริษัทประกันชีวิต มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 20.1% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 4.84 หมื่นล้านบาท อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมต่อปีอยู่ที่ 2.2% ขณะที่อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 4.2% โดยผลการดำเนินงานการบริการประกันภัยขยายตัวเพิ่มขึ้น 15.8% จากค่าใช้จ่ายในการบริการประกันภัยเพิ่มขึ้นเป็นอัตราส่วนน้อยกว่าเทียบกับรายได้ที่เติบโต

ส่วนรายได้จากการลงทุนรวมอยู่ที่ 8.43 หมื่นล้านบาท ทรงตัว มีรายได้จากการลงทุนสุทธิอยู่ที่ 8.94 หมื่นล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน เพราะ “กำไรจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเครื่องมือทางการเงิน” (ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 (TFRS 9)

เรื่องเครื่องมือทางการเงิน ปรับตัวลดลงมากเมื่อเทียบกับปีก่อน จากการลดลงของอัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุนในหุ้นสามัญที่มีการปรับตัวลดลงตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ในส่วนของอัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุนสุทธิ (Net investment yield) ต่อปีอยู่ที่ 4.4%

เฉพาะบริษัทประกันชีวิตที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้แก่ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) (BLA) และ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) (TLI) ปรับตัวลดลง 4.4% จากปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิรวม 9.6 พันล้านบาท เพราะรายได้จากการลงทุนสุทธิลดลง 10.1% และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปรับตัวสูงขึ้น

แม้ว่าผลการดำเนินงานการบริการประกันภัยจะปรับตัวดีขึ้น 11.3% เนื่องจากรายได้จากการประกันภัยที่ปรับตัวดีขึ้นมากกว่าค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมเฉลี่ยของทั้ง 2 บริษัทต่อปีอยู่ที่ 2.1% ขณะที่อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 10.5%

  • ประกันวินาศภัยครึ่งแรกปี 68

ส่วนเบี้ยประกันภัยรับของประกันวินาศภัยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 รวมทั้งสิ้น 1.52 แสนล้านบาท ขยายตัว 3.0% โดย 5 รายแรกมีเบี้ยประกันภัยคิดเป็น 48.2% ของอุตสาหกรรม เป็นการกระจุกตัวของผู้เล่นรายใหญ่ เช่นเดียวกับกลุ่มบริษัทประกันชีวิต ซึ่งโดยรวมทั้งอุตสาหกรรมมีกำไรสุทธิที่ 6,772 ล้านบาท ลดลง 17.8% (รายงานผลตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 4 (TFRS 4)) อยู่ที่ 8,071 ล้านบาท อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมต่อปีอยู่ที่ 2.8% ขณะที่อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 8.1%

เฉพาะไตรมาส 2 ของปีนี้ มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 162.7% จากไตรมาสแรกของปี จากค่าใช้จ่ายในการประกันภัยที่ลดลง และกำไรจากเงินลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น อัตราส่วนรวม (Combined Ratio) ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่วัดความสามารถในการทำกำไรจากการรับประกันภัยในไตรมาสที่ 2 ปรับตัวดีขึ้น โดยลดลงสู่ระดับ 90.9% จากระดับ 94.2% ในไตรมาสแรกของปี

ทั้งนี้เพราะอัตราส่วนรวมที่ลดลงในกลุ่มของประกันอัคคีภัย ประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ และประกันการเดินทางเป็นหลัก ในขณะที่อัตราส่วนรวมของประกันภัยทรัพย์สินประเภทประกันภัยการเสี่ยงภัยทุกชนิด (Industry All Risk-IAR) ยังอยู่ในระดับสูงที่ 146.6% เทียบกับ 131.1% ในไตรมาสแรกของปี จากค่าใช้จ่ายในการบริการประกันภัยที่อยู่ในระดับสูง และรายได้จากการประกันภัยที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิปรับตัวดีขึ้น 124% ในไตรมาสที่ 2 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี มีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของผลการดำเนินงานการบริการประกันภัย และผลตอบแทนจากการลงทุน

ครึ่งแรกของปี 2568 รายได้จากการลงทุนสุทธิของบริษัทประกันวินาศภัยที่จดทะเบียนปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.8% แต่มีผลขาดทุนจากมูลค่าของเงินลงทุนที่ปรับลดลงในระดับของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการขาดทุนจากการวัดมูลค่าเงินลงทุนในตราสารทุนด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่นเป็นมูลค่า 1.31 หมื่นล้านบาท โดยขาดทุน 7.3 พันล้านบาทในไตรมาสแรก และอีก 5.8 พันล้านบาทในไตรมาสที่ 2

  • อนาคตกลุ่มประกัน

“ทริสเรทติ้ง” มองแนวโน้มใน 12 เดือนข้างหน้า ประเมินว่า เบี้ยประกันชีวิตน่าจะยังเติบโตต่อเนื่อง และบริษัทประกันชีวิตยังคงสามารถทำกำไรท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน ด้วยการนำ TFRS 17 มาใช้ ซึ่งทำให้บริษัทประกันต้องรับรู้การขาดทุนของสัญญาประกันภัยที่เป็นภาระ (Onerous Contracts) เข้างบกำไรขาดทุนทันที น่าจะทำให้บริษัทประกันชีวิตมีความระมัดระวังการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงผลกำไรมากขึ้น ในระยะยาวการแข่งขันน่าจะลดระดับลง

อย่างไรก็ตาม คาดว่ายังมีความต้องการผลิตภัณฑ์ประกันภัยเพิ่มขึ้นเฉพาะกลุ่ม เช่น ประกันทรัพย์สินจากความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ประกันภัยอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สะท้อนถึงการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้น

ประกันสุขภาพที่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ในขณะที่ประกันอุบัติเหตุและประกันการเดินทางก็มีโอกาสได้แรงหนุนจากกิจกรรมการท่องเที่ยวที่จะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงปลายปี เป็นต้น

การนำมาตรฐานTFRS 17 มาใช้ จะส่งผลให้บริษัทประกันมีความระมัดระวังในการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยคำนึงถึงผลกำไรมากขึ้นแทนการแข่งขันที่เน้นขยายเบี้ยประกันภัย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...